ป.ป.ช.ยกระดับ โกงสอบท้องถิ่น ‘คดีพิเศษ’ จ่อฟัน ‘อธิบดี-นายหน้า-ผู้เข้าสอบ’ วิกฤต-โอกาส ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ในประเทศ
การโกงสอบท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่ตัวเลขคนมีส่วนร่วมพุ่งเป็น 1 ใน 3 หรือกว่า 5,000 คนจากผู้สอบผ่านทั้งหมด
และที่สำคัญเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องไปถึงคนระดับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
จนล่าสุด ป.ป.ช.เพิ่งประกาศรับคดีโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 เป็น ‘คดีพิเศษ’ แล้วนั้น
นี่คือความวิบัติเชิงโครงสร้างที่ยากจะประเมินความเสียหาย
ลองจินตนาการง่ายๆ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นข่าวเสียก่อน แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไปจนถึงเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อ้าแขนรับข้าราชการหน้าใหม่ ที่ 1 ใน 3 ของคนเหล่านี้เดินเข้ามาทำงานด้วยการ ‘จ่ายเงินใต้โต๊ะ’ แทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถ อะไรจะเกิดขึ้น
และที่น่ากลัวที่สุดคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมาเป็นข่าวใหญ่โตขนาดนี้ มีการโกงสอบและส่งคนเข้าไปฝังตัวในระบบราชการแล้วกี่ครั้ง แค่คิดก็สยองแล้ว
ขบวนการนี้มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือ ‘เงินใต้โต๊ะ’ สูงถึง 800,000 บาทต่อหัว เพื่อแลกกับการได้สวมเครื่องแบบสีกากีและเข้ารับราชการในชั้นผู้น้อย
คำถามตัวโตๆ ที่สังคมต้องช่วยกันคิดคือ ทำไมคนจำนวนมากมายมหาศาลถึงยอมควักเงินเก็บทั้งชีวิต กู้หนี้ยืมสิน หรือจำนองที่ดินหลักแสน เพื่อมาแลกกับตำแหน่งงานที่มีเงินเดือนเริ่มต้นเพียงหมื่นต้นๆ?
คำตอบของปริศนานี้ย่อมไม่ใช่เรื่องของความรักในสวัสดิการ ความมั่นคงทางอาชีพ หรืออุดมการณ์ที่อยากจะเข้ามารับใช้ประชาชนด้วยความสุจริตใจ
แต่นี่คือใบเสร็จที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า กลไกราชการคือ ‘ขุมทรัพย์มหาศาล’ ทั้งในแง่ของการบริหารงบประมาณแผ่นดินที่กระจายลงสู่ภูมิภาค
และที่สำคัญที่สุด มันคือฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยง ‘เครือข่ายระบบอุปถัมภ์’ ของผู้มีอำนาจ
การยอมจ่ายค่าตั๋วแรกเข้าด้วยราคาที่สูงเฉียดล้านบาท ย่อมบีบบังคับให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยเหล่านี้ต้องกลายสภาพเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ขบวนการถอนทุนคืน’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่ระบบ
ในเมื่อเข้าไปด้วยวิธีการแบบนี้พวกเขาต้องพร้อมที่จะหลับตาข้างเดียว เซ็นอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ผิดปกติ เพื่อถอนทุนของตัวเองให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
ซึ่งสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดและไม่มีใครกล้าให้คำตอบคือ สังคมไทยไม่มีทางรู้เลยว่าที่ผ่านมาในอดีต มีการทุจริตสอบในลักษณะนี้ที่รอดหูรอดตามาแล้วกี่รอบ? มีการแฝงตัวเข้าไปแล้วเท่าไร?
และทุกวันนี้มีข้าราชการกี่หมื่นกี่พันคนที่ถูกสอดไส้เข้ามาในระบบ เพียงเพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายคอยรับใช้ ‘บ้านใหญ่’ ทั่วประเทศ
เมื่อวิเคราะห์ในมิติทางการเมือง การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จตั้งแต่การคัดเลือกคนเข้าสู่ ‘ตำแหน่งล่างสุด’ ของกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่แยบยล (แต่อันตรายสำหรับประเทศ)
เพราะมันช่วยให้กลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองที่คุมกระทรวงหรืออำนาจท้องถิ่น สามารถแทรกซึม สั่งการ และให้คุณให้โทษแก่กลไกราชการระดับรากหญ้าหรือพนักงานท้องถิ่นได้ครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ
ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นข่าวข้าราชการท้องถิ่น 1 ใน 3 ที่เติบโตมาจากระบบส่วยและการจ่ายใต้โต๊ะเหล่านี้ จะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ต้องสวามิภักดิ์ต่อเครือข่ายผู้มีพระคุณอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
พวกเขาจะกลายเป็นฟันเฟืองที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับนักการเมืองท้องถิ่นซีกรัฐบาล คอยกีดกันคู่แข่งทางการเมือง และคอยขับเคลื่อนงบประมาณลงสู่พื้นที่เป้าหมาย
ซึ่งนั่นหมายความว่า ใครก็ตามที่สามารถคุมกลไกข้าราชการท้องถิ่นที่มีตำหนิเหล่านี้ได้ ย่อมเท่ากับได้ครอบครอง ‘กองทัพหัวคะแนน’ ในคราบข้าราชการ ที่ทรงพลัง แนบเนียน และสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจปรารถนา
นี่ยังไม่นับรวมกับกลไกราชการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย ที่ก่อนหน้านี้ก็มีประเด็นฉาวสั่นสะเทือนวงการอย่างกรณีแชตปริศนา ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ซึ่งอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตได้เปิดโปงว่ามีผู้บังคับบัญชาส่งข้อความมาสั่งการหลังจากที่มีการรายงานข้อมูลสถานการณ์การเลือกตั้งในพื้นที่
ปรากฏการณ์แชตหลุดดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนที่ตอกย้ำให้เห็นว่าการแทรกแซงทางการเมืองไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับพนักงานท้องถิ่นชั้นผู้น้อย แต่ยังลุกลามไปถึง ‘ข้าราชการระดับสั่งการ’ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอ ที่เสี่ยงจะถูกแทรกแซง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับขั้วอำนาจส่วนกลาง
หากกลไกการปกครองที่ควรจะเป็นกลาง ถูกสั่งการด้วยรหัสสีทางการเมืองได้ การบริหารราชการแผ่นดินก็ย่อมบิดเบี้ยวและสูญเสียความน่าเชื่อถือไปโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่กลไกราชการระดับปฏิบัติการกำลังถูกจัดทัพและวางกลไกควบคุมอย่างแยบยลผ่านช่องโหว่ของการสอบบรรจุ จิ๊กซอว์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งบนกระดานอำนาจก็ถูกนำมาต่อเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ผ่านกลไกทางนิติบัญญัติ เมื่อ ‘วุฒิสภา’ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในแวดวงการเมืองว่ามีสายสัมพันธ์ที่โยงใยแนบแน่นอยู่กับเครือข่ายอำนาจสีใด ได้มีมติผ่านร่างกฎหมายปลดล็อกการบริหารท้องถิ่นฉบับใหม่
โดยไฮไลต์สำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการเสนอให้ ‘ปลดล็อก’ เพดานวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้แบบ ‘ไม่มีขีดจำกัด’
จากเดิมที่กฎหมายล็อกวาระไว้เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ บวกเข้ากับการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญคือการลดอายุผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นให้เหลือเพียง 25 ปีบริบูรณ์ ก็สามารถลงชิงชัยเก้าอี้ผู้บริหารได้
นัยยะของกฎหมายนี้หมายความว่า นายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรีคนใดก็ตาม ที่มีบารมี มีกระสุน และครองอิทธิพลฝังรากลึกในพื้นที่อยู่ก่อนหน้า จะสามารถสืบทอดเก้าอี้และงบประมาณต่อไปได้เรื่อยๆ ชั่วกัลปาวสาน โดยไม่มีเส้นตายทางกฎหมายมาคอยสกัดกั้นหรือบีบให้ต้องเว้นวรรค
นี่คือการยกระดับเครือข่ายบ้านใหญ่ จากเดิมที่เป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลชั่วครั้งชั่วคราวในพื้นที่ ให้กลายสภาพเป็นบ้านใหญ่ท้องถิ่นที่เป็น ‘อมตะ’ เพื่อทำหน้าที่ล็อกฐานเสียง ควบคุมงบประมาณ และเป็นฐานที่มั่นระยะยาวสำหรับรองรับสมรภูมิเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต
เหตุผลที่ต้องทุ่มสรรพกำลังกันถึงขนาดนี้ก็เพราะสมรภูมิการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2569 ได้ให้บทเรียนและพิสูจน์ให้เห็นคาตาแล้วว่า ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา สูตรสำเร็จที่การันตีผลลัพธ์ได้ชะงัดที่สุดมีเพียงสูตรเดียว นั่นคือใครที่สามารถ ‘ยึดท้องถิ่น’ ไว้ได้เบ็ดเสร็จ คนนั้นก็คือกำชัยชนะในการเลือกตั้งระดับชาติไว้ในมือ แต่แทนที่จะเป็นการยึดผ่านนโยบายและการพัฒนาท้องถิ่น กลับกลายเป็นการใช้วิธีทุจริตในการยึดท้องถิ่น
ยิ่งเมื่อนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระดับฐานรากคือข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ถูกผูกมัดด้วยตั๋วส่วย ระดับกลางคือข้าราชการฝ่ายปกครองที่พร้อมตอบสนองรหัสสี และระดับบนสุดคือกลุ่มผู้บริหารท้องถิ่นบ้านใหญ่ที่กำลังจะได้กฎหมายติดปีกให้ครองอำนาจได้ตลอดชีพ
ทั้งหมดนี้คือการรวบรวมสรรพกำลังเพื่อก่อร่างสร้าง ‘ป้อมปราการสีน้ำเงิน’ ที่รัดกุมและไร้ช่องโหว่ที่สุด สำหรับเตรียมพร้อมรับมือกับสมรภูมิชี้ชะตาในศึกการเลือกตั้งใหญ่รอบหน้าที่กำลังรออยู่
เพราะต้องไม่ลืมว่านี้ไม่ใช่เกมสั้นแต่คือเกมยาว เกมยาวที่ผู้เล่นไม่ได้มองแค่ชัยชนะชั่วข้ามคืน
แต่คือการสถาปนาอำนาจเพื่อผูกขาดประเทศแบบเบ็ดเสร็จของระบอบสีน้ำเงิน
