เทศมองไทย
ไทยกับจีน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกันมานานมาก นานจนเกินกว่าคำว่าใกล้ชิดและความเป็นมิตรประเทศ แต่ระยะหลังมานี้ความรู้สึกในความสัมพันธ์ที่ว่า ดูจะแปลกๆ ออกไปพิกลอยู่บ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศที่สามเพื่อนบ้านโดยรอบของไทย
นั่นจึงก่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ไทยถูกจีน “จงใจ” ล้อมกรอบในทุกทิศทุกทาง ในยามที่ประเทศชาติกำลังเดือดร้อนสาหัสทางเศรษฐกิจและพลังงาน
กรณีของกองกำลังว้าจากเมียนมา เข้ามายึดพื้นที่ทางตอนเหนือ กับกรณีของการจัดส่งอาวุธให้กับทางการกัมพูชา ทั้งๆ ที่ตระหนักดีว่า ไทยกับกัมพูชาอยู่ในสถานะของคู่สงครามคาราคาซังกันอยู่ในเวลานี้ จนเมื่อผสานเข้ากับกรณีของ “ลูกทิพย์” และ “จีนเทา” ความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อจีน จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างช่วยไม่ได้
พร้อมกับคำถามสำคัญที่ว่า จีนไม่ต้องการช่วยเหลือไทยในประเด็นเหล่านี้ หรือช่วยไม่ได้กันแน่
นักวิเคราะห์ทางการเมืองบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่ไปกับรายงานข่าวกำหนดการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหัฐอเมริกา ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองโลก และกำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “อย่างน้อยก็ในแง่ของความรู้สึก” ว่าด้วยมหาอำนาจว่าใครจะมีอำนาจโน้มน้าวชักจูงใครกันแน่
แอสทริด นอร์ดิน นักวิชาการจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน บอกไว้ในอีสต์ เอเชีย ฟอรั่ม ว่าอำนาจในเชิงอารมณ์ความรู้สึก (Emotional authority) กินความรวมไปถึงความสามารถในการกำหนดว่า เราควรจะรู้สึกอย่างไรในทางการเมือง ความเศร้า, ความโกรธ, ความหวัง ของใครจึงจะเป็นความรู้สึกที่ถูกต้อง หรือผิดพลาดหรือเป็นอันตราย ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงภายนอก ที่มองเห็นได้ จับต้องได้ อย่างเช่นทางการทหารหรือทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการมีอำนาจเหนือในการกำหนดสภาพความรู้สึกที่มีต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เขาบอกว่าเดิมทีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้มีอำนาจเหนือที่ว่านี้เพียงลำพัง แต่ยิ่งนับวันจีนยิ่งเข้ามาอยู่ในใจกลางเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการขยายสมาชิกกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS)
และผ่านวาทกรรรมของรัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง หวัง อี้ ที่พูดอย่างโอ่อ่าถึง “ธรรมาภิบาลในการปกครองของประเทศทางใต้” เส้นศูนย์สูตร (Global South) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในยามที่โลกตะวันตกเลิกเป็นปากเป็นเสียงแทนทุกคนแล้วนั้น จีนจะทำหน้าที่แทน
ในทัศนะของนอร์ดิน ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไม่จำเป็นว่าประชาชนและรัฐบาลของประเทศหนึ่งๆ จะต้องมองจีนว่าเป็นประเทศที่อินโนเซนส์ หรือมีจริยธรรมสูงส่งกว่าประเทศอื่น และไม่จำเป็นว่ารัฐบาลของบรรดาโกลบอล เซาธ์ ทั้งหลายต้องสนับสนุนประเทศจีนในทุกๆ เรื่อง เพียงแต่จีนสามารถสร้างความรู้สึกมีความหวังและปีติยินดีให้เกิดขึ้นเท่านั้นก็พอ
แต่การสร้างความรู้สึกที่ว่านี้ย่อมไม่สม่ำเสมอในทุกๆ ชาติ แถมยังมีความรู้สึกอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยตลอดเวลา อาทิ ความกระวนกระวายและความกังวลต่ออำนาจของจีน, ต่อภาระหนี้สินและการบีบบังคับให้เจริญรอยตามในระดับภูมิภาค เป็นต้น
นอร์ดินมองว่า ในการดำเนินความพยายามเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงความรู้สึกนี้ จีนทำในสิ่งตรงกันข้ามกันขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ขณะที่ปากประณามการใช้อำนาจครอบงำผู้อื่น จีนกลับทำอย่างที่ว่านั้นอยู่ตลอดเวลาต่อประเทศในทะเลจีนใต้และไต้หวัน จีนพยายามเรียกร้องให้เคารพในอธิปไตยของประเทศต่างๆ ในระดับโลก แต่กลับทำตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับซินเจียงและฮ่องกง และในขณะที่วิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจเศรษฐกิจเข้าแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาอยู่ตลอดเวลา จีนกลับใช้สิ่งเดียวกันนี้กับชาติเล็กๆ อื่นๆ เช่นเดียวกัน
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ลบล้างความรู้สึกยินดีที่หลายประเทศได้เห็นว่าประเทศอย่างจีนสามารถยืนหยัดและปฏิเสธประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรได้ แถมจีนยังมีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยี, มีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, มีศักยภาพสูงในการผลิต จนทำให้การใช้การทูตเข้าถึงประเทศต่างๆ ในยามที่การเมืองโลกไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกอีกต่อไปแล้วเป็นไปได้ขึ้นมา
ภาวะอึดอัด คับข้องใจกับอำนาจเหนือของสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะอยู่มาเนิ่นนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องคำนึงถึงความคาดหวังครั้งใหม่ได้แล้ว
เพียงแต่ระวังความผิดหวังเอาไว้บ้างก็แล้วกัน ยิ่งรักกันมากยิ่งเจ็บลึกนักแล
