bg-single

อาเซียน กับสหรัฐอเมริกา

07.08.2026

เทศมองไทย

เมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โจชัว เคอร์แลนต์ซิก ผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ของสภาเพื่อการศึกษากิจการระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) นำเสนอบทความแสดงความคิดเห็นว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาไว้น่าสนใจอย่างยิ่ง

เคอร์แลนต์ซิกเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงการเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปีระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงมะนิลา เมื่อราวปลายกรกฎาคมที่ผ่านมาของนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา พยายามจะรับประกันกับบรรดาประเทศอาเซียนอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกายังคงยึดมั่นในความสัมพันธ์ที่มีต่อหุ้นส่วนทั้งหลายในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และยังต้องการลงทุนเพื่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคนี้ต่อไป

แต่แม้รูบิโอจะพยายามเพียงใดก็เห็นได้ชัดเจนว่า สำหรับอาเซียนแล้วถ้อยคำเหล่านั้นมีความหมายน้อยเหลือเกิน

และกังขาด้วยซ้ำไปว่า อาจบางทีรูบิโอเองนั่นแหละที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวในสิ่งที่ทำเนียบขาวคิดและจะกระทำด้วยเช่นเดียวกัน

เช่น ในระหว่างที่การประชุมยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็งัดมาตรการทางภาษีศุลกากรระลอกใหม่ออกมาเล่นงาน ฟิลิปปินส์ ชาติที่อยู่ในสถานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และเป็นหนึ่งในชาติที่สนับสนุนสหรัฐแข็งแรงมากที่สุดในภูมิภาค พร้อมๆ กับชาติอาเซียนอื่นๆ อีก 6 ชาติ

แม้ว่าข้ออ้างของมาตรการทางภาษีดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของการบังคับใช้แรงงาน และไม่เกี่ยวข้องกับการตอบโต้เหมือนอย่างที่ทางการวอชิงตันเคยอ้างก่อนหน้านี้

แต่ผลลัพธ์ของมันก็แทบไม่แตกต่างจากกันมากมายนัก เพราะเป็นการแสดงให้ผู้นำอาเซียนทั้งหลายได้ตระหนักว่า การดำเนินความพยายามในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกาว่าด้วยเรื่องภาษีเหมือนอย่างที่หลายชาติอาเซียนได้ลงมือกระทำไว้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง

สหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า ภาษีนั้นเป็นมาตรการที่จะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้ ในทันทีที่วอชิงตันสามารถพบข้ออ้างใหม่ๆ ขึ้นมา

ในสัปดาห์เดียวกับที่การประชุมมีขึ้น การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านก็ระเบิดขึ้นตามมาอีกครั้ง

แม้ในที่สุดทรัมป์จะยับยั้งชั่งใจไม่ส่งกำลังทหารลุยภาคพื้นดินอย่างที่คิด แต่การสู้รบก็ทำให้ราคาพลังงานพุ่งเป็นติดจรวดอีกครั้ง

และกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาค มากถึงขนาดมีการหลุดแสดงความโกรธ ความไม่พอใจออกมาในการประชุม

เพราะสงครามที่เกิดขึ้นใหม่อาจหมายความว่า ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดลงอีกครั้ง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาเส้นทางดังกล่าวมากที่สุดสำหรับนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจนกลายเป็นสภาพช็อกมาแล้วครั้งหนึ่งในสงครามระยะแรก

แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ออกมาเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาขอหลักประกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้สัญจรผ่านต่อไปและเรียกร้องต่อทุกฝ่ายในสงครามครั้งนี้ใช้ขันติ อดทนในการดำเนินการใดๆ

ในแถลงการณ์ร่วมปิดประชุมยังได้เรียกร้องสันติภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย พร้อมกับเตือนชัดเจนว่า การทำสงครามจะเป็นเหตุให้การเข้าถึงพลังงานของภูมิภาคหมดสิ้นไป ทำให้ความยากจนในภูมิภาคย่ำแย่มากขึ้น

และส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารเพราะการขาดแคลนปุ๋ยเคมีอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นตามมา

เคอร์แลนต์ซิกบอกว่าได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของภูมิภาคนี้หลายคนที่แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการจัดการกับสงครามครั้งนี้ของรัฐบาลทรัมป์อย่างเปิดเผย และไม่พอใจด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่า รูบิโอ เดินทางมาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยแต่มีอะไรมานำเสนอน้อยมาก

ที่เป็นรูปธรรมที่สุดเห็นจะเป็นการให้การสนับสนุนทางทหารต่อฟิลิปปินส์ราว 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกองกำลังรักษาการณ์บริเวณเกาะปาลาวันในน่านน้ำทะเลจีนใต้เท่านั้น

เคอร์แลนต์ซิกบอกว่า ทัศนคติต่อสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไปในทางด้านที่น่ากลัวตั้งแต่ก่อนหน้ารูบิโอจะเดินทางมาถึงด้วยซ้ำไป

ในราวกลางเดือนกรกฎาคม พิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ เผยแพร่ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2,000 คนใน 36 ประเทศที่ระบุว่า ในเวลานี้จีนเป็นประเทศที่น่าชื่นชมมากกว่าสหรัฐอเมริกา เป็นการพลิกผันของทัศนคติที่เคยยืนยาวมานานเกือบสองทศวรรษไปอีกด้านหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เรื่องนี้ไม่ได้จู่ๆ ก็เกิดขึ้น เพราะส่อเค้าให้เห็นมานานแล้ว ในการสำรวจเพื่อจัดอันดับโดยกัลลัพ โพล เมื่อปี 2025 ค่ากลางของความนิยมของจีนอยู่ที่ 36 เปอร์เซ็นต์ เหนือกว่าสหรัฐอเมริกาที่อยู่ที่ 31 เปอร์เซ็นต์ ตลอดทั้งกว่า 130 ประเทศที่สำรวจ

ทำนองเดียวกับการสำรวจของสถาบันไอเซียส ยูซุฟ อิสฮักของสิงคโปร์ที่สำรวจคนในอาเซียนให้เลือกระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่า 52 เปอร์เซ็นต์เลือกจีน 48 เปอร์เซ็นต์เลือกสหรัฐ

ในความเห็นของเคอร์แลนต์ซิก เรื่องนี้ส่อนัยในทางไม่ดีทั้งต่อสหรัฐอเมริกาและต่ออาเซียนเองที่ยังคงเป็น “เสือกระดาษ” ที่ทำอะไรไม่ได้

เห็นได้ชัดจากกรณีของเมียนมา และในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ที่แม้จะมี “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” ของอาเซียนออกมาก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย

เขาชี้ว่า ที่ผ่านมา อาเซียนพยายามใช้วิธีตอกลิ่มลงไปในรอยแยกระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในขณะที่หวังพึ่งพาทั้งสองฝ่ายไปพร้อมๆ กัน

โดยพึ่งพาสหรัฐในทางด้านความมั่นคงแต่หันไปค้าขายกับจีน

แต่ในเวลานี้กลับเห็นได้ชัดว่า ไทยกำลังเอนเอียงไปทางจีน

แม้แต่ประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอย่างสิงคโปร์ก็ยังพบว่า การใช้วิธีการเดิมนั้นยากมากขึ้นทุกที

และการมาของรูบิโอ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นแม้แต่น้อย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางความรัก มิ้นต์ ชาลิดา – ภูผา เตชะณรงค์
“วัชระพล“เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาร์นี้ ติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำ
“พัฒนา” มอบรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2569 ผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก” สร้างความมั่นใจผู้บริโภค
50 ปี 6 ตุลา | มุมมองโดมิโน : สุรชาติ บำรุงสุข
ระแวงสงสัย ฉันหรือเธอที่ใช้ AI
Songs in the Key of Life : กรรมเก่า
ฝันร้ายของวอชิงตัน ในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี
9/11 รำลึก 25 ปี ความทรงจำของคนไทย
3 มุมมองสะท้อน ‘ปัญหาปากท้อง’ ‘คนข้างล่าง’ หนัก ‘คนตรงกลาง’ แย่
เจ้าคุณพิพิธ สะเทือนใจอย่างแรง 20 ปีวงการผ้าเหลืองโทรมหนัก ‘พล็อตเดิม เปลี่ยนแค่ตัวละคร’
ภาคต่อ โผทหาร กห.ระอุ ‘บิ๊กหนุ่ย’ ทิ้งทวน จับตา ‘อมฤต-ชวินท์’ ชิงชัย ซีรีส์ 3 จ่อ ทบ. ทร.คลื่นแรง-คลิปฟริเกต ‘กรวิทย์-ธาดาวุธ’ ช้ำ
E-DUANG | ก้าวจาก วิกฤต “โกงสว.” 21 ล้านเสียง ประชามติ