ต่างประเทศ
ระหว่างนี้ในสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมการรำลึกถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่และเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา นั่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001 ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบ 25 ปีพอดีในปีนี้
คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า หากเหตุการณ์ก่อการร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีกในเวลานี้ สหรัฐอเมริกาจะตกอยู่ในสภาพอย่างไร
หรือพูดง่ายๆ ว่า ถึงวันนี้การเตรียมการรับมือกับการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกา ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเมื่อ 25 ปีก่อนกันแน่ ในขณะที่บริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งให้คำตอบไว้อย่างน่าสนใจมากว่า ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆ ที่เอื้อต่อการก่อการร้ายครั้งใหม่ถีบตัวสูงขึ้น การเตรียมตัวรับมือของสหรัฐอเมริกากลับไม่พร้อมอย่างน่าฉงน
พัฒนาการของเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ อย่างเช่น โดรน ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดก่อการร้ายขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลาง อย่างเช่นการโจมตีของกลุ่มฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม สงครามอิหร่านและการสู้รบ ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับถัดมา กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่อาจสุมอารมณ์ ความคิดของคนหนุ่มสาวให้ขึ้นไปสู่จุดรุนแรงสุดโต่งได้โดยง่าย
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า หากจะมีภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกา ภัยที่มาจากท้องฟ้าดูเหมือนจะมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด
ทางหนึ่งเพราะโดรนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามลำดับในการสู้รบ ทั้งการสู้รบในระดับรัฐกับรัฐ หรือในระดับการก่อการร้ายก็ตามที
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตรวจสอบความพร้อมในทางด้านนี้ ปรากฏว่า สหรัฐอเมริกากลับขาดความพร้อมอย่างมีนัยสำคัญ การรับมือที่เตรียมการไว้ ไม่เพียงพอไปเสียทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น องค์การการบินพลเรือนแห่งรัฐ (เอฟเอเอ) เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีการนำโดรนขึ้นบินโดยไม่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายมากถึงกว่า 400 ครั้งเหนือน่านฟ้าของสนามบินต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 เท่านั้น
ส่วนกองทัพสหรัฐ มีบันทึกไว้ชัดเจนเช่นกันว่า มีการบินโดรนที่ถือเป็นการบุกรุกฐานทัพต่างๆ มากกว่า 100 ฐานทัพ มากถึง 350 ครั้งด้วยกัน
กระทรวงความมั่นคงภายในมาตุภูมิ (ดีเอชเอส) แถลงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงไปเมื่อปี 2025 ว่า พบการบินโดรนผิดกฎหมายข้ามแดนเม็กซิโก-สหรัฐอเมริกาโดยประมาณมากถึงราว 150 ลำต่อวัน ระหว่างช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ขนาดใหญ่ระหว่างภัยคุกคามกับการเตรียมการป้องกัน จนทำให้เกิดความพยายามข้ามพรรคการเมืองออกกฎหมายออกมาให้ปฏิรูปหน่วยงานที่รับผิดชอบในการต่อต้านภัยคุกคามเช่นนี้ และกำหนดให้เอฟเอเอต้องเพิ่มขีดความสามารถของตนเองในการป้องกันภัยจากโดรน
ที่น่าเสียดายก็คือ จนบัดนี้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ผ่านสภาออกมาแต่อย่างใด
หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เราจะพบว่า “ไอ้ตัวร้าย” ที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญในแง่ของการก่อการร้ายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือกลุ่มอัลเคด้า
ส่วนที่เหลือเป็นกระแสการก่อการร้ายภายในประเทศ ที่มีให้เห็นอยู่มากมายในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่พวกปีกซ้ายสุดโต่ง พวกปีกขวาสุดโต่ง เรื่อยไปจนถึงกองกำลังติดอาวุธที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านการทำแท้ง กับกลุ่มเชื้อชาติกลุ่มน้อยและแบ่งแยกติดแดนที่ทำอย่างไรก็ยังคงปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่หายไปไหนสักที
ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาในอีก 25 ปีต่อมา จึงไม่ได้เผชิญแค่อัลเคด้าเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยภัยคุกคามจากภายในประเทศเองอีกเป็นจำนวนมากอีกด้วย
กลุ่มอัลเคด้าเองยังคงจับกลุ่มและดำเนินกิจกรรมอยู่อย่างคึกคักในแอฟริกา ตะวันออกกลางและในเอเชียทางใต้ แถมยังก่อให้เกิดกลุ่มก่อการร้ายใหม่ที่สุดโต่งมากยิ่งขึ้นอย่างกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม ที่มีเครือข่ายก่อการร้ายขยายครอบคลุมไปทั้งโลก บวกกับกลุ่มกองกำลังตัวแทน อย่างเช่น ฮามาส ที่มีรายงานว่า ตอนนี้เริ่มหันมาใช้วิธีการใหม่คือการว่าจ้างอาชญากรมืออาชีพให้ทำการแทน อย่างเช่น กลุ่มมาเฟียรัสเซีย, กลุ่มค้ายาเสพติดเม็กซิกัน และกลุ่มติดอาวุธ เฮลล์ แองเจิลส์ จากแคนาดา เป็นต้น
นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังพบว่า ในช่วงสองสามปีมานี้สหรัฐอเมริกาได้เกิดมีการก่อการร้ายที่ลงมือโดยกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม, โดยกลุ่มซ้ายจัด กลุ่มขวาจัดหัวรุนแรง รวมไปถึงกลุ่มใหม่ ที่ทางเอฟบีไอเรียกว่า กลุ่มนิฮิลิสติก ไวโอเลนต์ เอ็กซตรีมิสต์ (nihilistic violent extremists)
ดังนั้น นอกเหนือจากองค์กรก่อการร้ายแล้ว ยังมีกลุ่มสุดโต่งที่ทำเพื่ออุดมการณ์ของตนเองอีกมากมายให้ต้องรับมือ
ข้อที่น่ากังวลที่สุดประการหนึ่งในแง่ของการก่อการร้ายก็คือ บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ที่ถูกบิดเบือนดัดแปลงให้กลายเป็น “อาวุธ” ได้อย่างได้ผล เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม ที่ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างทรงประสิทธิภาพทั้งในแง่ของการเกณฑ์คนเข้าเป็นสมาชิกใหม่ และการระดมทุนเพื่อดำเนินการ จนกลายเป็นองค์กรก่อการร้ายสากลองค์กรแรกที่ประสบผลสำเร็จในการเกณฑ์คน 53,000 คนเข้าเป็นนักรบจากประเทศต่างๆ รวม 80 ประเทศ
ในปี 2026 การทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐอเมริกา ยิ่งกลายเป็นสิ่งเย้ายวนใจที่กลุ่มก่อการร้ายสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญก็คือ พฤติกรรมของทั้งกองทัพสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเอง ยิ่งกลายเป็นแรงขับชั้นดีให้เกิดความรู้สึกต่อต้านในโลกมุสลิม ตัวอย่างเช่น การทิ้งระเบิดใส่โบราณสถานที่ถือเป็นมรดกชาติของอิหร่าน, การทิ้งระเบิดทำลายโรงเรียนนักเรียนหญิงที่เมืองมินาบ จนเด็กนักเรียนมากกว่า 120 คนสังเวยชีวิต
นอกเหนือจากเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ที่น่าสะพรึงกลัวแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนด้วยว่า กลุ่มก่อการร้ายเริ่มนำเอาเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายแล้ว
เอไอคนร้ายมักก้าวล้ำกว่าเจ้าหน้าที่ไปหลายก้าวเสมอมา
