โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
การเมืองไทยจากเศรษฐา แพทองธารถึงอนุทิน
มีข้อมูลน่าสนใจที่กล่าวถึงระยะเวลาการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีไทย 3 คน ได้แก่ เศรษฐา ทวีสิน (11 เดือน 23 วัน) แพทองธาร ชินวัตร (2 เดือน) อนุทิน ชาญวีรกูล (2 เดือน 10 วัน)
แต่สิ่งที่ควรวิเคราะห์ควบคู่กันไปคือ สาระสำคัญทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนคืออะไร
สิ่งนั้นส่งผลอะไรต่อพัฒนาการทางการเมืองไทย
หากวิเคราะห์ได้ เราอาจได้ทั้งการทบทวนทางนโยบาย มองเห็นภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจการเมืองไทย เพื่อเข้าใจแนวโน้มทางการเมืองในอนาคต
เศรษฐา ทวีสิน จากนักธุรกิจใหญ่
สู่เครือข่ายชินวัตร
เส้นทางชีวิต เศรษฐา ทวีสิน
ในระยะแรกที่เศรษฐา ทวีสิน ได้รับเลือกจากพรรคเพื่อไทยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาเป็นสิ่งใหม่ทางการเมืองไทย แล้วยังเป็นความหวังอีกด้วย
ความเป็นนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียง เป็นนักเรียนนอก ในระยะแรก เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงาน 7 วัน
เขาบอกแก่สาธารณะว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีเซลส์แมน คือต้องออกไปต่างประเทศเพื่อเจรจาทางการค้า เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
หลังจากนั้นไม่นาน เขาแทบไม่ได้เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เดินทางไปต่างประเทศไปพบปะผู้นำประเทศและนักธุรกิจชั้นนำของโลก
แต่ผลของการเดินทางก็ไม่ได้บอกถึงความสำเร็จของเขา มีแค่ชาวบ้านร้านถิ่นที่เจอเขาตอนไปพักผ่อนตากอากาศที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผลสำเร็จทางนโยบายคนไทยรู้ได้เพียงช่องทางการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินในระหว่างที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ
เขาไม่ชอบตอบคำถามกับสื่อมวลชน เขามักทำตัวยุ่งตลอดเวลา
ในที่สุด ก็ไม่มีใครรู้ถึงผลงานของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย
ประเด็นคือ เขาอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่จริงๆ เขาเป็นเพียงรัฐบาลชั่วคราว รัฐบาลที่มีเวลาจำกัด และมีหน้าที่เฉพาะกิจคือ พาทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเท่านั้น
เขาได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยซึ่งจริงๆ คือจากครอบครัวชินวัตรโดยตรง เขาไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นเขาจึงได้รับความนิยมน้อยมากทั้งจากพรรคและจากประชาชน
แต่ที่สำคัญกว่านั้น การพาทักษิณกลับบ้านก็ไม่ได้ทำให้เขาอยู่รอดทางการเมืองได้นาน ผลงานสำคัญก็ไม่มี
เมื่อถูกกดดันให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ความเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง นายกรัฐมนตรีชั่วคราวของนายกรัฐมนตรีตัวจริงของครอบครัวชินวัตรจึงปรากฏทันที
แพทองธาร ชินวัตร
คนรุ่นใหม่ คิดใหม่ ทำไม่เป็น
แม้แพทองธารมีประสบการณ์ทางการเมืองเต็มเปี่ยมเพราะเธอมีพ่อ อาสาว อาเขยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน ซึ่งช่วยย้ำว่า เธอมีดีเอ็นเอเหมาะเป็นนายกรัฐมนตรีไทยได้
แต่การอ่านโพยทั้งจากไอแพดหรือจากหนังสือราชการ แล้วอ่านผิดๆ ถูกๆ เรื่อยมา ได้บั่นทอนความชอบธรรมทางการเมืองของเธอ
ในฐานะนายกรัฐมนตรี แม้ว่ามีคนสนิทของครอบครัวเป็นมือทำงาน รวมทั้งได้รับการหนุนเนื่องอย่างมากจากพรรคเพื่อไทย
แต่งานการเมืองและเศรษฐกิจที่ออกมาแลดูอ่อนหัด
และที่แสนสาหัสที่สุดคือ คลิปสนทนากับลุงของเธอชื่อ ฮุน เซน ที่หลายฝ่ายมองถึงโอกาสในการเพลี่ยงพล้ำถึงขั้นสูญเสียดินแดน อธิปไตยของชาติ และความมั่นคงของชาติหากเธอยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่
อนุทิน ชาญวีรกูล จุดแข็งและจุดอ่อน
จุดเปลี่ยนทางการเมืองของการเมืองไทย
จุดเปลี่ยนแท้จริงคือ สมการภูมิใจไทย
อนุทิน เนวิน ชิดชอบ
ภูมิใจไทยกำลังเป็นพลังการเมืองหลัก หลังจากผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับภูมิใจไทยเป็นส่วนใหญ่ชนะเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อมิถุนายน 2567 จำนวน 123 คนจาก ส.ว.ทั้งหมด 200 คน เท่ากับ 61.50% ดังนั้น จึงมองกันว่า ถนนการเมืองทุกสายมุ่งสู่ภูมิใจไทย
แม้ภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองอันดับ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นพรรคการเมืองที่ยึดติดแผนงานการเมืองดั้งเดิม ที่มีแกนกลางอยู่ที่การเมืองระบบอุปถัมภ์และชนชั้นสูง พรรคภูมิใจไทยแสดงบทบาทรักษาสถานะอนุรักษนิยม ต่อต้านการผลักดันการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง
พัฒนาการทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยคือกลุ่มการเมืองที่พ่ายแพ้ นำโดยเนวิน ชิดชอบ ออกจากพรรคพลังประชาชน หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคปี 2551 แล้วทักษิณลี้ภัยการเมือง ภายหลังจึงกลายมาเป็นพรรคเพื่อไทย
พัฒนาการของภูมิใจไทยน่าสนใจคือ พรรคได้แผ่ขยายอำนาจและบทบาททางการเมืองตามจังหวะเวลาและเมื่อโอกาสมาถึง กล่าวคือ พรรคได้ท้าทายการเลือกตั้งในภาคใต้ที่เคยเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์
ในเชิงอุดมการณ์ ภูมิใจไทยไม่เหมือนพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลที่เน้นการสร้างแบรนด์ของพรรค ผ่านการนำเสนอนโยบายและจุดยืนทางการเมือง แต่ภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับ การยึดครองอำนาจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ช่วงรัฐบาลก่อนๆ ภูมิใจไทยสร้างเครือข่ายท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ดูแลโดยกระทรวงคมนาคม ในสมัยของเนวินและตัวแทน ตอนหลังเป็นเครือข่ายของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จัดตั้งอาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) โดยกระทรวงสาธารณสุข ช่วงที่อนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ
ตอนนี้สถานะของพรรคภูมิใจไทยเข้มแข็งกว่าเดิม มีอิทธิพลแผ่ขยายและได้ระดมกำลังจากการเลือกตั้งผ่านการปกครองท้องถิ่น หลังจากอนุทินย้ายมาคุมกระทรวงมหาดไทยอย่างเบ็ดเสร็จ
ภูมิใจไทยเข้าร่วมชิงชัยอย่างแข็งขันในการเลือกตั้งการปกครองท้องถิ่น ทั้งนายกฯ และสมาชิกอบจ. ซึ่งทำให้ภูมิใจไทยขยายและแตกกิ่งก้านสาขา มีอิทธิพล เหนือฐานดั้งเดิมซึ่งยึดเหนี่ยวโดยครอบครัวการเมืองที่ผูกพันกับเนวินและเครือข่าย
การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นจุดสำคัญต่อภูมิใจไทย ซึ่งแสวงหาการเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องกลการเมืองเต็มรูปแบบ คือพรรคภูมิใจไทยจะมีทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เข้าถึงแหล่งทรัพยากร และการสนับสนุนจากผู้นำท้องถิ่น
การเป็น power broker อย่างภูมิใจไทย อาจขาดความผูกพันทางอุดมการณ์ นอกจากภักดีสถาบัน แล้วพรรคใช้แท็กติกดุดัน ดึงตัวนักการเมืองจากพรรคอื่น กลยุทธ์นี้ เพื่อให้พรรคได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ได้สัมปทานสำคัญ รวมทั้งนโยบายกัญชาไม่ผิดกฎหมาย
ส.ว.สีน้ำเงินเป็นจุดเปลี่ยนของทั้งภูมิใจไทยและอนุทินด้วย
ส.ว.สังกัดภูมิใจไทยชนะการเมืองตั้งแต่มิถุนายน 123 คนจาก 200 คนหรือ 61.50% ก็นับว่ามากแล้ว แต่ไม่นานจำนวน
ส.ว.สีน้ำเงินเพิ่มขึ้นอีกตอนเลือกประธานและรองประธาน ส.ว. คือพุ่งขึ้นไปถึง 159 คนจาก 200 คน
ส.ว.ของภูมิใจไทยขยายเครือข่ายกลายเป็น ส.ว.สีน้ำเงิน กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลที่สุด
แม้ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่สามารถออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จริง
แต่ ส.ว.สีน้ำเงินเป็นฐานใหม่ทางการเมืองที่ให้ความมั่นใจต่ออนุทินในก้าวใหม่ของพรรคและเขาเอง
เขาจึงเสียงแข็งและพูดเปิดเผยต่อสื่อและสาธารณะไม่เห็นด้วยเรื่องนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด
ท่าทีเปิดเผยและแข็งกร้าวไม่ใช่นิสัยและสไตล์การเมืองของอนุทิน แต่ท่าทีใหม่เกิดขึ้นจากความมั่นใจในพลังทางการเมืองที่หนุนตัวเขาจากฐานการเมืองท้องถิ่นที่ใช้เวลาสร้างยาวนาน
แต่ล่าสุด ส.ว.สีน้ำเงินเปลี่ยนอนุทินในช่วงพรรคเพื่อไทยและเศรษฐา ทวีสิน อ่อนแอ แพทองธาร ชินวัตร หลุดออกจากวงจรอำนาจและทักษิณ ชินวัตร เดินตามบริบทใหม่ทางการเมืองไม่ทัน
เมื่อมหาอุทกภัยไหลท่วมรูหนู
แล้วผลงานก็คือบททดสอบแท้จริง
มีถนนพังใกล้ใจกลางกรุงเทพฯ ทำให้สถานที่ราชการและบ้านชาวบ้านพัง ความจริงนี่ไม่ใช่บททดสอบอะไร แต่ด้วยพื้นฐานนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ แล้วดันมีบริษัทครอบครัวได้รับสัมปทานก่อสร้าง คำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ดังขึ้น
อันควบคู่ไปกับคดีที่เกี่ยวพันกับผู้นำตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย คดีเขากระโดงที่เป็นข้อพิพาท
แต่ที่หนักที่สุดคือ มหาอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้
การบริหารจัดการอุทกภัยแบบไม่มีองค์กรทำหน้าที่ศูนย์บัญชาการ แต่แต่งตั้งนักการเมืองจำนวนมากมาทำหน้าที่อันเป็นการสั่งการตามแนวทางการเมือง ทำให้ความตั้งใจสั่งการของนายกรัฐมนตรีสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร อันแสดงออกมาทางคะแนนนิยมทางการเมืองต่อตัวอนุทิน
ตามด้วยความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่พิสูจน์ความสามารถของนายกรัฐมนตรีไทยโดยตรง
กลายเป็นว่า พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนจากพรรคการเมืองที่กำลังเติบโตเป็นพรรคที่คะแนนเสียงตกต่ำย่อยยับ แล้วยังหาทางแก้ไขไม่ได้ ความนิยมในอีสานก็แย่ลงจากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ไม่มีใครรู้ว่า ไพ่ชาตินิยมจะเป็นคุณหรือย้อนมาบั่นทอนคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรีอนุทินหรือไม่
จากเศรษฐา แพทองธาร ถึงอนุทิน การเมืองไทยไม่สดใสเลย แล้วอนาคตการเมืองไทยจะไปทางไหน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
