บทความพิเศษ

ระฆัง ความคิด

ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์

ชีวิต – สงคราม

ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ บทสรุปของ สุภา ศิริมานนท์ จากด้านแห่งการเป็นนักประพันธ์

นั่นย่อมสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับความเป็น “ศรีบูรพา”

นั่นคือ “ในวิถีของการประพันธ์ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ แตกต่างไปจากเพื่อนฝูงในกลุ่มของท่านในแง่ที่ว่า หลังจากได้ประพันธ์เรื่องราวในทำนองเพลิดเพลินใจเป็นสำคัญอย่างเดียวอยู่สักระยะหนึ่งแล้ว

คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ในนามปากกา ‘ศรีบูรพา’ ก็ได้วางกำหนดให้นวนิยายของท่านมี ‘ความหมาย’ แทรกแซงอยู่ด้วย

‘ความหมาย’ อันนี้ในชั้นแรกทีเดียวก็อาจจะเป็นเงื่อนแง่อันแสดงความคิดอ่านที่ ‘ผ่า’ ออกไปจากแนวความคิดที่ครอบคลุมทั่วไปมาแต่เดิม การ ‘ผ่า’ นี้ว่าที่จริงแล้วก็ไม่ใช่การผ่าอย่างพรวดพราด

คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็คงจะค่อยๆ คิด ค่อยๆ แสวงหาทางของท่านมาเรื่อยๆ

ทั้งจากการศึกษาและจากการสังเกต

เนื้อหาที่สอดแทรกเนื้อหาได้ด้วยลักษณะทางคุณธรรมเรื่องแรกของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็เห็นจะได้แก่เรื่อง ‘ลูกผู้ชาย’

แต่อย่างไรก็ดี เรื่องที่ว่านี้ถ้าหากจะเอามาอ่านกันเดี๋ยวนี้ก็ต้องถือเอาเป็นเพียง ‘หลักบอกเขต’ หลักหนึ่งในถนนอันยืดยาวไม่มีปลายทางของวรรณกรรม

จากจิตสำนึกที่ในแง่เกี่ยวกับ ‘คุณธรรม’ ต่อมา ก็ได้ก้าวไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ‘ความเป็นธรรม'”

พัฒนาการ ทางการเขียน

พรมแดนใหม่ ความคิด

นี่เป็นบทสรุปอัน สุภา ศิริมานนท์ ประเมินแล้วเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2518 มอบให้ รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้มีส่วนอย่างสำคัญในการปลุกเรื่องราวของ กุหลาบ สายประดิษฐ์

ตั้งแต่ก่อนสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516

เป็นบทสรุปต่อพัฒนาการทางความคิดในเบื้องต้นของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เมื่อสำแดงผ่านรูปการณ์เขียนแบบนวนิยายโดยนาม “ศรีบูรพา”

ความน่าสนใจไม่เพียงเพราะเป็นเบื้องต้นของ กุหลาบ สายประดิษฐ์

หากที่สำคัญยังเป็นเบื้องต้นของรูปการณ์เขียนแบบนวนิยายในวงวรรณกรรมยุคใหม่ของไทยอีกด้วย

น่ายินดีที่ สุภา ศิริมานนท์ ได้ทำหน้าที่ในการขยายบทสรุปนี้เป็นรูปธรรม

วิถี กุหลาบ สายประดิษฐ์

ชีวิต และ การต่อสู้

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2519 สโมสรนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ได้จัดอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “ชีวิตและการต่อสู้ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์” ขึ้น ณ ที่ทำการสโมสร ถนนราชดำริ

ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย สันต์ เทวรักษ์ เจ้าของนวนิยายเรื่อง “รักธรรมนูญ” อันลือชื่อ

สุวัฒน์ วรดิลก ซึ่งแจ้งเกิดผ่านการคัดสรรของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ด้วยเรื่องสั้นในยุค “สุภาพบุรุษ” ที่มีคำว่า “ประชามติ” ต่อท้าย

และ สุภา ศิริมานนท์ อันเคยเป็นนักข่าวประจำสำนัก “ประชาชาติ”

นอกเหนือจากเป็นการประมวลรากความเป็นมาทางด้านวิชาชีพหนังสือพิมพ์ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ แล้ว สุภา ศิริมานนท์ ยังกล่าวถึงขั้นแห่งการก้าวกระโดดในทางความคิด

ที่ส่งผ่านการประพันธ์ในนามปากกา “ศรีบูรพา” อย่างมีลักษณะรวบยอด

คำอภิปรายของ สุภา ศิริมานนท์ ในเดือนมิถุนายน 2519 ต่อมา ได้รับการเรียบเรียงและตีพิมพ์ในนิตยสาร “โลกหนังสือ” ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2521 ภายใต้หัวเรื่อง “ความทรงจำ ชีวิตและการต่อสู้ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์”

ต้องอ่าน

อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์

ผ่าน “สงครามชีวิต”

เมื่อพิจารณาถึงภาวะว่าด้วย “ความเป็นธรรม” ปัญหาก็ย่อมเลยไปถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคมเป็นธรรมดา

ซึ่งความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏตำนัยน์ตาและทั่วไป

คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ก้าวเข้าต่อกรกับความเหลื่อมล้ำอันนี้ด้วยความละเมียดละไมและสุขุม โดยอาศัยบทประพันธ์เป็นพาหะสำคัญทั้งเรื่องขนาดสั้นและขนาดนวนิยาย

นวนิยายของ “ศรีบูรพา” ที่นับว่าเด่นชัดเหนือยุคก็เห็นจะได้แก่ “สงครามชีวิต”

การที่กล่าวว่าเด่นชัด เหนือยุค โดยอาศัยเหตุและประจักษ์หลักฐานที่ว่าในช่วงระยะเดียวกันนั้นไม่ได้มีนักประพันธ์คนใดที่จะเขียนได้ถึงระดับนี้

นักประพันธ์คนอื่นๆ ไม่ว่าใน “กลุ่มสุภาพบุรุษ” หรือเพื่อนร่วมรุ่นของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่ปรากฏว่ามีใครก้าวหน้าหรือตื่นตัวไปในทางก้าวเข้าหาประ ชาชนคนสามัญได้เสมอเหมือน

หลายๆ คนอาจจะมีชื่อเสียงไปในทางแต่งนวนิยายได้ดี น่าอ่าน อ่านสนุก เพลิด เพลิน และบางเรื่องก็พอจะถือได้ว่าเป็นอมตะในฐานะของนวนิยาย

อย่างเช่น “ละครแห่งชีวิต” ของ ม.จ.อากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ ซึ่งเป็นนวนิยายที่ผลักรุนให้ผู้อ่านมีความพิสมัยในชีวิตของนักหนังสือพิมพ์อย่างยิ่งเป็นเรื่องแรกในประวัติวรรณกรรมของไทย

แต่เนื้อหาสาระก็เป็นไปในทางที่ฝากชีวิตไว้กับโชคเคราะห์ ไม่ใช่เรียกร้องให้เกิดสำนึกในกรณีเกี่ยวกับ “ความเป็นธรรมแห่งสังคม”

ถ้าจะนับกันว่านวนิยายเรื่อง “สงครามชีวิต” เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่จะแพร่กระจายความคิด ความรู้สึกของท่านผู้อ่านไปในทาง “ความเป็นธรรมแห่งสังคม” ก็หมายถึงว่า คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้เป็นผู้เริ่มย่ำระฆัง

เพื่อให้เสียงเรียกร้องอันนี้ชำแรกแทรกซึมลงไปในจิตและในสายเลือดของการต่อสู้ในยุคใหม่ เสียงกังวานของระฆังนั้นมีอิทธิพลอย่างไร

ก็ดูจะเป็นที่รับรองกันได้อยู่แล้วตราบจนถึงชั่วขณะนี้

อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์

ก่อน วิกฤต “6 ตุลาคม”

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า สุภา ศิริมานนท์ อภิปราย “ชีวิตและการต่อสู้ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์” เมื่อเดือนมิถุนายน 2519

เป็นการรำลึกเนื่องในมรณกรรมเป็นปีที่ 2 ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์

แม้ในขณะนั้นอัฐิของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังอยู่ที่มหานครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่กล่าวสำหรับบรรยากาศทางการเมืองโดยทั่วไปของสังคมประเทศไทยเป็นบรรยากาศที่คึกคักและตื่นตัวอย่างยิ่ง

วรรณกรรมของ “ศรีบูรพา” ได้รับการตีพิมพ์และมีผู้ขานรับไม่เพียงแต่ “จนกว่าเราจะพบกันอีก” และ “แลไปข้างหน้าเท่านั้น”

หากแม้กระทั่งเรื่องแปลจำนวนมากก็ถือได้ว่าเป็นหนังสือขายดี

เกียรติภูมิของ “ศรีบูรพา” สูงเด่น และถือเป็น “ปฏิมา” อันได้รับความเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

แม้ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาจะเกิดรัฐประหารนองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชน ถูกปราบปราม เข่นฆ่าและจับกุมคุมขัง แต่สำนึกใน “ความเป็นธรรมแห่งสังคม” ก็ได้จุดประกายขึ้นแล้ว

ดังเห็นได้จากรายละเอียดคำอภิปรายของ สุภา ศิริมานนท์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2519 ก็ยังตีพิมพ์อย่างหาญกล้าผ่านนิตยสาร “โลกหนังสือ” ในเดือนพฤศจิกายน 2521 เป็นการตีพิมพ์ภายหลังรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการพลเรือนในเดือนตุลาคม 2520

สำนึกใน “ความเห็นธรรมแห่งสังคม” นี้ “ศรีบูรพา” ปลุกและปักธงผ่านนวนิยายเรื่อง “สงครามชีวิต” เมื่อปี 2474

ยังจุดประกายและเปล่งเสียงดังกังวานก้อง

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (199)

สวรรค์ สู่ ‘นรก’

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของตำรวจป่าตองที่ได้ลงแรงร่วมมือพร้อมใจกันพัฒนา สภ.อ.กะทู้ ตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน แม้ผลการตรวจประเมินของคณะกรรมการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต สภ.อ.กะทู้จะได้รับอันดับที่ 2 โดยมี สภ.อ.ถลางเป็นอันดับที่ 1 ก็ตาม ไม่ก่อให้เกิดความท้อแท้เลย เพราะเป็นการประเมินครั้งแรกเท่านั้น และตำรวจป่าตองเพิ่งจะเริ่มพัฒนากันอย่างจริงจัง เมื่อพัฒนาต่อไปจนระบบเข้าที่ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นลำดับที่ 1 ของภาค 8

ผมได้กรุยทางมาไกลเพื่อโรงพักแห่งนี้ ทุ่มเทความพยายาม ความตั้งใจ ร่วมกับตำรวจทั้งโรงพัก ได้ดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่วันแรก ผ่านมาหลายเดือน ดอกผลกำลังงอกงามให้ชื่นใจ ใกล้ความสำเร็จเข้าไปทุกที

แล้วการตรวจประเมินผลครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการจากตำรวจภูธรภาค 8 สภ.อ.กะทู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 สร้างความฮึกเหิม มุ่งมั่น มีกำลังใจเป็นอย่างยิ่ง จนผมลืมคดีหนักๆ และลืมเรื่องราวคดีที่ถูกฟ้อง หรือจำนวนคดีที่สูงมาก ซึ่งเคยเบียดบังเวลาของผมไปทั้งหมดขณะอยู่ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ตจนหมดสิ้น ถูกกลบฝัง และหายไปจากความทรงจำ

ป่าตองไม่มีจำนวนคดีที่สูงมากมาย ไม่ต้องจมปลักอยู่ที่โต๊ะทำงานเพื่อดูคดีทั้งวันทั้งคืนจนไปไหนไม่ได้

เป็นห้วงเวลาที่ผมปลอดโปร่งกับการทำงานมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ผมอยากเห็นเงินงบประมาณที่ได้รับมา 3 ล้านบาทนำไปพัฒนาโรงพักให้ก้าวหน้าและทันสมัย ให้สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ผมอยากเห็นแฟลตตำรวจหลังใหม่ที่กำลังจะลงมือก่อสร้างให้ตำรวจป่าตองได้มีที่พักเพิ่มอีก 1 หลัง

รวมทั้งจะได้มีการติดตามกับท่านเจ้าอาวาสวัดสุวรรณคีรีวงก์ในการขอใช้ที่ดินของวัด เพื่อสร้างที่พักให้ตำรวจป่าตองเพิ่มเติมจนเพียงพอในอนาคต

ผมฝันไว้ว่า เมื่อมองไปวันข้างหน้าจะนำโรงพักป่าตองให้เดินรุดหน้าต่อไป ให้ตำรวจทำหน้าที่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีประสิทธิภาพ

และมั่นใจว่าตำรวจโรงพักป่าตองจะลดคดีอาชญากรรมจนประชาชน นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยสูงสุด แม้จะรู้ว่ายังมีอุปสรรคอีกมากมายให้ฝ่าฟัน

ผมเพลิดเพลินกับการทำงานที่ป่าตองมาก ทั้งสบายใจจนลืมนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ตเสียสนิท

การได้รับผลการประเมินครั้งที่ 1 เป็นอันดับที่ 1 ของภาค 8 ทำให้ผมดีใจจนหัวใจพองโตอยู่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ก็มีข่าวมาเข้าหูว่า ผมอาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่ป่าตองอีกต่อไป แต่จะต้องถูกย้ายไปเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต สถานที่ที่ผมเพิ่งจากมาเมื่อ 6 เดือนเศษๆ กลิ่นอายโรงพักเก่ายังไม่ทันจางเลย ความรู้สึกที่ผมเข็ด ขยาด และหวาดผวายังตามทิ่มตำเป็นแผลในใจ

ผมไม่อยากกลับไปเจอความกดดัน ความบีบคั้น ความทุกข์ทรมานใจอีกแล้ว ถึงแม้คราวนี้จะกลับไปเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ตก็ตาม

เพราะรู้สึกว่าเป็นของแสลงสำหรับผม ไม่อยากกลับไปสัมผัสให้ทิ่มแทงใจ ให้บาดแผลมันถูกบาดลึกเข้าไปอีก

และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่พึ่งของผมในยามนั้นคือ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนภูเก็ตและของคนทั่วไป รวมทั้งตัวผมเองก็ศรัทธา

ผมได้บนบานต่อหลวงพ่อแช่ม แห่งวัดฉลองว่า ขออานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ได้ดลจิตดลใจอย่าให้ผมถูกย้าย ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ที่ป่าตองต่อไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมทำงานแล้วมีความสุขครั้งหนึ่ง ขอให้สิ่งที่ผมได้ยินมาไม่เป็นความจริง และให้ลอยไปกับสายลม

ผมยังบนบานต่อไปอีกว่า หากสิ่งที่ผมปรารถนาสำเร็จผลเป็นไปตามที่ผมตั้งใจ ผมจะนำประทัดมาจุดฉลองถวายหลวงพ่อแช่ม เช่นที่คนทั่วไปบนบานกัน

แต่แล้วหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ท่านไม่รับสินบนจากผม

คําสั่งย้ายผมจาก สภ.อ.กะทู้ ไปดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต จึงเกิดขึ้นจริงๆ คือคำสั่ง ตร.ที่ 459/2544 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2544 มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2544

ผมทำหน้าที่เป็น ผกก.สภ.อ.กะทู้ เพียงแค่ 7 เดือน 15 วัน เท่านั้นเอง จากวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2544

ผกก.สภ.อ.กะทู้คนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนผมก็คือ ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต พ.ต.อ.ชลิต ถิ่นธานี

เป็นการย้ายสลับกัน

ส่วนที่ไปที่มาของการโยกย้ายครั้งนี้ จุดเริ่มต้น ตำรวจจากส่วนกลางจับกุมบ่อนการพนันขนาดใหญ่กลางเมืองภูเก็ต ได้นักเล่นการพนันจำนวนมาก ผบช.ภ.8 จึงมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัย ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ว่ามีความผิดฐานบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้มีแหล่งอบายมุขบ่อนการพนันขนาดใหญ่เกิดขึ้นกลางเมือง

ในระหว่างที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน พ.ต.อ.ชลิตถูกส่งให้ไปช่วยราชการที่ตำรวจภูธรภาค 8 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นานเป็นเวลา 1 เดือน

ผลการสอบสวนของคณะกรรมการออกมาว่า พ.ต.อ.ชลิตไม่มีความบกพร่อง ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ แต่มีข้อแม้ไม่ให้อยู่ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ตเหมือนเดิม

แต่ผลกระทบกลับมาตกที่ผม เพราะตำแหน่งที่จิ้มได้ คือ ผกก.สภ.อ.กะทู้

ความพยายาม ความทุ่มเท ความตั้งใจของผมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมหายวับไปทันที

สภ.อ.เมืองภูเก็ตมีปัญหาสารพัดให้ต้องแก้ไขตลอดเวลา เช่น มีคดีสูงมาก มีสำนวนการสอบสวนล่าช้าค้างอยู่จำนวนมาก มีปัญหาพนักงานสอบสวนบางคนไม่อยู่ข้างผม มีบ่อนการพนันใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่

ผมเคยอยู่มาก่อน เคยถูกคนกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่รุมยำจนชอกช้ำและบอบช้ำ จึงซาบซึ้งรสชาตินั้นดี

เมื่อต้องกลับไปถิ่นเก่า ไปเริ่มต้นใหม่ ต้องอยู่กับปัญหาเดิมๆ ที่หมักหมมเอาไว้ ผมจะไปเอาพลัง หรือมีฤทธิ์มาจากที่ไหน

ในขณะที่ สภ.อ.กะทู้ ผมได้เริ่มต้นนำทางไปไกลแล้ว เมื่อผมกลับไปถิ่นเก่า จึงเหมือนต้องวิ่งไล่ตาม สิ่งที่ทำไว้ก็กลายมาเป็นคู่แข่ง กลับมาทิ่มแทงผมอีก หนักหนาสาหัสจริงๆ รู้สึกหดหู่มากทีเดียว

และผมหวังว่า เมื่อ สภ.อ.กะทู้ภายใต้การนำของ ผกก.สภ.อ.กะทู้คนใหม่ คงพัฒนาโรงพักต่อไปไม่หยุดนิ่ง เพื่อรักษาอันดับที่ 1 ของภาค 8 ในการประเมินผลครั้งที่ 2 เอาไว้ให้ได้

ซึ่งถ้าหาก สภ.อ.กะทู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ที่ต้องไปรับรางวัลคือ ผมซึ่งเป็นผู้นำการริเริ่ม

คงจะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจได้บ้าง

แต่ สภ.อ.กะทู้ไม่คิดสู้ต่อ จึงพ่ายแพ้ในการประเมินผลครั้งที่ 2 ไม่สามารถรักษาอันดับที่ 1 ไว้ได้ ผู้ชนะผมจำไม่ได้แล้ว

เพราะเวลานั้นไม่มีกะจิตกะใจจะจำ

การเริ่มต้นเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงมีแต่ความหวาดกลัว

จิตใจไม่ฮึกเหิม ไม่ห้าวหาญเหมือนทุกครั้ง และเริ่มมีสัมผัสรับรู้ถึงความไม่เป็นธรรม การทำงานที่ทุ่มเทเอาใจใส่ในหน้าที่นั้นไม่เพียงพอ บางทีทำไปก็แค่เท่านั้น

และผมรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะต้องเพิ่มเติมเพื่อให้การทำงานราบรื่น แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัด ทั้งไม่ชอบและขัดต่อความรู้สึกของผมเป็นอย่างยิ่ง

คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่ออกมาในครั้งนั้นสร้างความหวาดหวั่นเช่นนั้นให้กับผมจริงๆ

แต่ด้วยเหตุที่ผมผ่านสภาพการทำงานมาหลากหลายรูปแบบที่ไม่เคยเป็นใจ ไม่มีความราบรื่น พบแต่ปัญหาอุปสรรค จึงเป็นประสบการณ์สำคัญจนสร้างพื้นฐานของจิตใจให้แข็งแกร่ง ทั้งยังเคยถูกกระทำ จึงเหมือนถูกเคี่ยวกรำมาโดยตลอด เคยถูกถล่มถูกทุบเฆี่ยนตี อย่างไม่ปรานีปราศรัย จิตใจจึงต้องด้านต้องทน และการต้องเอาตัวรอดเมื่อถูกกลั่นแกล้งออกมาให้ได้

จิตใจกวัดแกว่งอยู่แค่ไม่กี่วัน ความสงบก็กลับมา

และสุดท้ายความนิ่งของจิตใจก็เกิดขึ้นและเข้าที่ ความมุ่งมั่นก็กลับมาเหมือนเดิม จึงมองการทำงานในวันข้างหน้าให้เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถ และเตรียมรับมือกับปัญหามากมายที่รออยู่

ผมจะจุดประกายสร้างความฝันให้กับตัวเองเสมอ

และครั้งนี้จะกลับไปล่าความฝันให้เป็นจริงให้ได้

ผลของความตั้งใจจริงในครั้งนั้น สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้รับรางวัลดีเด่น อันดับที่ 1 ของตำรวจภูธรภาค 8 และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2545 ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมอบรางวัลต่างๆ ให้อีกมากมาย มีการส่งนายตำรวจที่กำลังฝึกอบรมหลายหลักสูตรมาดูงานที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต

ในเวลาเดียวกันนั้น ผมก็ได้รับของฝาก และเป็นของฝากที่ผมไม่อยากได้ ไม่ปรารถนาจะรับ ผมถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ร่วมกับพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนคดีล่าช้า พร้อมๆ กับการถูกร้องเรียนจากทั้งขาเล็กขาใหญ่ และยังมีพวกที่ไม่อยากเห็นผมได้ดี คอยตามจิกกัดกวนใจเป็นระยะ มีแม้กระทั่งเขียนใส่กระดาษด่าผมเป็นบัตรสนเท่ห์แอบมาวางทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานของผม

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาดเอาไว้

เมื่อถูกย้ายมาเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ประสบการณ์ที่มีจึงต้องงัดออกมาใช้ บวกพลังที่ทุ่มเทเข้าไป และจะไม่ยอมแพ้ในทุกกรณี จนกว่าจะผลิดอกออกผลจนงอกงามออกมาให้ชื่นใจ

ชีวิตสีกากีที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่จนสุดกำลัง ต่อสู้ให้ทุกคนปลอดภัยจากอาชญากรรม แม้จะเหน็ดเหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็น จึงภาคภูมิใจเสมอกับทุกตำแหน่ง

“ลาก่อนป่าตอง ขอกลับไปสามกองเป็นคำรบที่สอง”

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

ฝึกตื่นนอน

โดยไม่ใช้นาฬิกาปลุก

เสียงร้องของนาฬิกาปลุกที่แผดดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในยามเช้า คือสัญญาณการเริ่มต้นวัน ที่หลายคนคุ้นเคย

การถูกกระชากออกจากห้วงนิทราโดยนาฬิกาปลุก ไม่เพียงแต่ทำลายความสงบในยามเช้า แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อระบบการทำงานของสมองและร่างกาย

การสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจทำให้หัวใจเต้นรัวแรง ฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น และมักจะทิ้งความรู้สึกงัวเงียอ่อนเพลียให้เกาะกินเราไปตลอดทั้งช่วงเช้า

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ต้องพึ่งพาเสียงเตือนเหล่านี้ เรามีกลไกธรรมชาติที่ดีกว่าซ่อนอยู่ภายใน มีชื่อว่านาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิตมีความแม่นยำและจะมีประสิทธิภาพมากหากเราเรียนรู้วิธีปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับมัน

การลืมตาตื่นขึ้นมาเองอย่างสดชื่นในเวลาเดิมทุกวันโดยปราศจากนาฬิกาปลุก ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นทักษะที่เราทุกคนสามารถดึงกลับมาใช้งานได้ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้าใจ

เพราะร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาภายใต้วัฏจักรของการสลับกันระหว่างแสงสว่างกับความมืด เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินและสภาพแวดล้อมเริ่มมืดลง สมองจะสั่งให้หลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน

สารเคมีชนิดนี้เปรียบเสมือนยานอนหลับตามธรรมชาติที่คอยสั่งให้ระบบต่างๆ ในร่างกายลดการทำงานลง อุณหภูมิในร่างกายจะเริ่มลดต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อน

ในทางกลับกัน เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน แสงแรกที่ลอดผ่านเปลือกตาจะไปยับยั้งการสร้างเมลาโทนิน และกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพื่อปลุกให้เราตื่นตัว

นี่คือวงจรที่สมบูรณ์แบบที่ธรรมชาติสร้างขึ้น

แต่ปัญหาคือ วิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยแสงจากหน้าจอต่างๆ และแสงนีออนสว่างจ้าในยามค่ำคืน ได้เข้ามาแทรกแซงและทำลายวงจรนี้จนสมองเกิดความสับสน

เมื่อร่างกายของคนยุคเราไม่สามารถกำหนดเวลาหลับและตื่นได้เอง นาฬิกาปลุกจึงกลายเป็นทางออกของหลายคน

ทว่า เสียงดังที่กระชากเราให้ตื่นมักจะเกิดขึ้นในจังหวะที่ร่างกายยังไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เรากำลังหลับลึก หรืออยู่ในระยะที่กำลังฝัน

การถูกปลุกอย่างกะทันหันในระยะเหล่านี้จะทำให้เกิดภาวะความเฉื่อยจากการนอนหลับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกมึนงงและอ่อนเพลียอย่างหนัก

นอกจากนี้ การสะดุ้งตื่นยังกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้ตื่นตัว ร่างกายจะเต็มไปด้วยความเครียดตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวลงจากเตียง

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความเครียดสะสมเช่นนี้ทุกวัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และทำให้เราควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น

ดังนั้น การจะก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตที่ตื่นได้เองโดยธรรมชาติ จึงต้องเริ่มต้นที่การจัดระเบียบเวลาชีวิตเสียใหม่

กฎเหล็กข้อแรกและสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ

ร่างกายของมนุษย์ต้องการอะไรที่เป็นกิจวัตร คุณต้องกำหนดเวลาเข้านอนและเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์

หากคุณตั้งเป้าว่าจะตื่นนอนในเวลา 6 โมงเช้า และร่างกายของคุณต้องการพักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง คุณก็ต้องพาตัวเองเข้านอนในเวลา 4 ทุ่มอย่างเคร่งครัด

ในช่วงแรกของการปรับตัว การรักษาวินัยนี้อาจดูฝืนความเคยชิน แต่เมื่อคุณกัดฟันทำติดต่อกันได้ประมาณ 3-4 สามสัปดาห์ นาฬิกาชีวภาพจะเริ่มจดจำและปรับจังหวะการหลั่งฮอร์โมนให้เข้ากับตารางนอนใหม่อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมในห้องนอนก็เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง เพราะแสงสว่างคือตัวแปรหลักที่ช่วยควบคุมการหลับและการตื่น

กลางคืน ห้องนอนคุณควรมืดสนิทเพื่อส่งเสริมการหลั่งเมลาโทนินให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน การเปิดม่านรับแสงสว่างในยามเช้าจะทำหน้าที่ปลุกร่างกายตามธรรมชาติ

กระบวนการนี้จะทำให้คุณค่อยๆ หลุดออกจากห้วงการหลับและตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น แตกต่างจากการสะดุ้งตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเตรียมตัวก่อนเข้านอนเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ ห้วงเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนนอนควรเป็นเวลาแห่งการลดความเครียดและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

คุณควรพัก Smart Phone Tablet และปิดโทรทัศน์ให้เด็ดขาด เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอมีคลื่นความถี่ที่ไปหลอกสมองว่ายังเป็นตอนกลางวัน ทำให้การหลั่งฮอร์โมนการนอนหลับหยุดชะงัก

โดยคุณสามารถหากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำแทนได้ เช่น การอ่านหนังสือที่เป็นเล่มกระดาษ การฟังเพลงบรรเลงเบาๆ การทำสมาธิ หรือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

ควบคู่ไปกับการงดเว้นอาหารมื้อหนัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนในช่วงค่ำ เพราะสิ่งเหล่านี้จะรบกวนกระบวนการย่อยอาหารและระบบประสาท ทำให้ร่างกายไม่สามารถเข้าสู่ระยะการหลับลึกได้อย่างสมบูรณ์

อีกหนึ่งเคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ทรงพลังมากในการฝึกตื่นด้วยตัวเองก็คือ การใช้นาฬิกาปลุกทางใจ

จิตใต้สำนึกของเรามีความเชื่อมโยงกับเวลาอย่างน่าทึ่ง ก่อนที่คุณจะหลับตาลง ลองใช้เวลา 2-3 นาทีเพื่อบอกกับตัวเองอย่างชัดเจนว่าคุณต้องการตื่นนอนในเวลาใด

คุณอาจจินตนาการภาพตัวเองกำลังลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นในเวลาเป้าหมาย การตั้งเจตนานี้เป็นการโปรแกรมจิตใต้สำนึก

ซึ่งงานวิจัยพบว่า สมองสามารถรับรู้เวลาที่ผ่านไปในขณะที่เราหลับได้ และมันจะเริ่มหลั่งฮอร์โมนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนถึงเวลาที่คุณตั้งใจไว้ ส่งผลให้คุณลืมตาตื่นขึ้นมาได้เองในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายอย่างน่าประหลาดใจ

แน่นอนว่า การเปลี่ยนผ่านจากคนที่พึ่งพานาฬิกาปลุกมาตลอดชีวิต มาเป็นการตื่นโดยธรรมชาตินั้น ไม่ควรทำด้วยการหักดิบ คุณไม่ควรเลิกใช้นาฬิกาปลุกตั้งแต่วันแรก เพราะนั่นอาจทำให้คุณเกิดความวิตกกังวลจนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน

วิธีที่ถูกต้องก็คือ การตั้งนาฬิกาปลุกสำรองไว้ในเวลาที่สายที่สุดที่สามารถรับได้โดยไม่เสียงาน แล้วปฏิบัติตามวินัยการนอนอย่างเคร่งครัด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่าตัวเองตื่นขึ้นมาก่อนที่เสียงนาฬิกาปลุกจะดังเสมอ นั่นคือสัญญาณว่านาฬิกาชีวิตเริ่มกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อคุณมั่นใจมากขึ้น จึงค่อยๆ ลดระดับเสียงปลุกให้เบาลง จนกระทั่งสามารถยกเลิกการใช้นาฬิกาปลุกไปได้อย่างถาวร

ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือกิจวัตรหลังจากลืมตาตื่น

ทันทีที่คุณรู้สึกตัว อย่ามัวแต่นอนกลิ้งไปมาหรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความ ให้คุณลุกขึ้นจากเตียงทันที ยืดเส้นยืดสาย และเปิดม่านเพื่อรับแสงอาทิตย์เข้าสู่ดวงตาอย่างเต็มที่

แสงแดดจะช่วยรีเซ็ตระบบนาฬิกาชีวิตให้เดินอย่างเที่ยงตรง จากนั้นให้ดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ

การตื่นนอนโดยปราศจากเสียงโวยวายของนาฬิกาปลุก ไม่ใช่แค่การเอาชนะความขี้เกียจ แต่มันคือการทวงคืนสมดุลของธรรมชาติกลับสู่ร่างกาย ช่วยให้คุณมีสมาธิดีขึ้น อารมณ์มั่นคง และมีพลังงานล้นเหลือ

เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความเคารพต่อร่างกายตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ มิติอย่างแท้จริง

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์

กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (2)

“อาจารย์ฟ้อน” ฆราวาสจอมขมังเวท

ในครั้งช่วงสงครามอินโดจีนไทย-ฝรั่งเศส และสงครามมหาเอเชียบูรพา เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวให้กำลังใจมากกว่าปกติ “จาด-จง-คง-อี๋” คือเหล่าพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงแห่งยุค ส่วนฆราวาสจอมขมังเวทที่มหาชนให้การนับถือบูชาเครื่องรางของขลังมีหลายท่าน เช่น อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ อาจารย์จาบ สุวรรณ อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ฯลฯ

สำหรับอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เป็นหนึ่งในจอมขมังเวท แม้นเขามีประวัติความเป็นมาคลุมเครือ แต่ผู้คนนั้นครั้งนั้นเชื่อกันว่าเป็นฆราวาสจอมขมังเวทผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะช่วงยุคสงครามอินโดจีนถึงสงครามมหาเอเชียบูรพา

ว่ากันว่า ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคม การสักยันต์ ตามที่เรียกกันว่า “ประสะเลือด” คือถ่ายเลือดจากตัวอาจารย์ฟ้อน โดยอาจารย์ฟ้อนใช้มีดดาบตอกสุดแรงเข้าไปในเพดานปากของตนเพื่อให้เลือดไหลลงมาตามด้ามมีดลงไปในแก้ว แล้วอมเลือดนั่งบริกรรมคาถา พ่นเลือดลงในผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่เขียนยันต์ นอกจากนี้ อาจารย์ฟ้อนยังมีชื่อเสียงด้านการถอดถอนพิษงูและพิษต่างๆ อีกด้วย

ท่ามกลางความกลัวในสงคราม ในช่วงเวลานั้น คนร่ำลือกันว่ามีอาจารย์มีวิชาดีคนหนึ่งอยู่ทางปทุมธานี มีลูกศิษย์ขึ้นแน่น หัวบันไดไม่แห้ง มีคนเชิญกันไม่เว้นแต่ละวัน วิชาดีคือเก่งทางสักยันต์ โดยเอาเลือดออกจากปากมาลงกระหม่อมให้แก่ผู้ฝากตัวเป็นศิษย์

แต่ค่ายกครูอาจารย์ฟ้อนมีราคาแพงถึง 25 บาท อาจารย์ผู้นี้มักเดินทางไปเปิดสำนักตามศาลเจ้าต่างๆ และตามวัดร้าง มีการแบ่งรายได้ถวายให้กับพระบ้างเล็กน้อย กิตติศัพท์ของอาจารย์ฟ้อนในด้านคงกระพันโด่งดังมากและดังมานาน แม้แต่ท่านเจ้าคุณสาสนโสภณ (นิรันดร์) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ยังทราบเรื่องอาจารย์ฟ้อนนี้ (อาจินต์ บุณยเกตุ, 2534, 223-225)

อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง กับพิธี “ประสะเลือด”

พิธีประสะเลือดและผ้ายันต์อาจารย์ฟ้อน

นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ เล่าว่า ครั้งหนึ่งที่บ้านเขาที่อยุธยามีงานทำบุญและเป็นเจ้าภาพนิมนต์หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง และอาจารย์ฟ้อนมาร่วมงานด้วย ผู้คนต่างแห่มาดูพิธีกรรมอันแปลกตา

เมื่อพิธีใหญ่ของอาจารย์ฟ้อนเริ่มต้น อาจารย์นุ่งขาวห่มขาว พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียน มีลูกศิษย์นั่งประกบซ้ายขวา ตามด้วยการสวดคาถาแทบไม่หยุดหายใจ ด้วยเคยบวชเรียนมาก่อน

พอได้เวลา ลูกศิษย์คนหนึ่งก็คลานส่งมีดปลายแหลม 1 เล่ม ค้อนขนาดย่อม 1 อันให้ จากนั้นอาจารย์อ้าปากกว้างเอาปลายมีดหมอปักพุ่งเข้าไปที่เพดานปากของตนเอง จากนั้นเอาค้อนตอกไปที่ด้ามมีดอีกสองสามครั้งแล้วเอาปลายมีดออก ทันใดนั้นก็มีเลือดหยดออกทางปาก อาจารย์นำถ้วยเล็กๆ มารองเลือดจนหยุดได้น้ำเลือดราว 1 ถ้วยตะไลเก็บไว้

จากนั้น อาจารย์ฟ้อนใช้เหล็กจารใบลานจุ่มถ้วยเลือดแล้วลงกระหม่อมให้ศิษย์ที่ถือมีดมาส่งให้ ปากก็ว่าคาถาไปเรื่อยๆ มือก็ลงยันต์ที่กระหม่อม ลูกศิษย์อีกคนนำมีดดาบมาลองความเหนียวด้วยการฟันหลังคนที่ลงกระหม่อม มีการเงื้อดาบสุดแขนแล้วฟันลงไปที่แผ่นหลังของผู้สักยันต์ ปรากฏว่า คมดาบฟันไม่เข้า มีการฟันให้ผู้เข้าร่วมพิธีชมอยู่สองสามหน จากนั้น ผู้สักยันต์ที่ถูกฟันได้หันแผ่นหลังแสดงแผ่นหลังที่ดาบฟันไม่เข้าให้เหล่าผู้เข้าชมยลให้เห็นแก่ตา อันสร้างเสียงฮือฮาเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตาม อาจินต์ตั้งข้อกังขาที่เขานั่งสังเกตอยู่ใกล้ๆ ว่า แม้ลูกศิษย์จะเงื้อสุดแขนแต่เวลาฟันลงมาด้วยความเร็วก็ตาม แต่จะมีจังหวะหยุดก่อนถึงแผ่นหลังราวหนึ่งคืบก่อนที่คมดาบจะถึงแผ่นหลัง ทำให้ความรุนแรงของการฟันลดลง ทำได้แต่เพียงเกิดรอยยางบอนมีเลือดซึมๆ เท่านั้น

จากนั้น เหล่าผู้ชมทั้งหนุ่มน้อย ผู้สูงวัย สตรี และเด็กต่างมอบคลานเข้ามากราบ แล้วยื่นศีรษะขอให้ลงยันต์ที่กระหม่อม ลูกศิษย์ที่มาด้วยจะเก็บค่าบูชาครูคนละ 25 บาท โดยวางขันให้ลงบุญกลางห้อง ศิษย์คนใดลงบุญมาก อาจารย์ฟ้อนจะมอบตะกรุดแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม เรียกลาภเรียกทรัพย์ที่สร้างขึ้นมอบให้เป็นของขวัญ

ไม่แต่เพียงเทคนิคในการฟันแผ่นหลังให้ไม่เข้าเท่านั้น อาจินต์ยังเล่าอย่างตั้งข้อกังขาไว้ว่า อาจารย์ฟ้อนยังแสดงให้เหล่าศิษย์ดูว่า ตะกรุดนี้เรียกทรัพย์ได้อย่างไร ด้วยการใส่ตะกรุดลงในขันแล้วพูดว่า “ลงบุญ” เท่านั้น จากนั้นบรรดาศิษย์ที่มาลงยันต์ที่กระหม่อมต่างใส่เงินที่พกกันมาลงในขัน ไม่นานธนบัตรและเหรียญก็เต็มขัน ผู้คนยิ่งเกิดศรัทธาแก่กล้าถึงขนาดยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวปลกๆ ต่อมาลูกศิษย์ที่ติดตามมาด้วยแต่ต้นเริ่มหยิบเอาเงินในขันใส่ย่ามจนเต็มเอากลับไป (อาจินต์, 224-225)

หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง และนายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ

อาจารย์ฟ้อนพบหลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง

ต่อมา ครอบครัวของอาจินต์ ผู้เป็นเจ้าภาพ ได้นิมนต์หลวงพ่ออ่ำ (2406-ประมาณ 2488) วัดวงษ์ฆ้อง มาที่บ้าน หลวงพ่อถามว่า ทำไมมีคนมาที่บ้านมากนัก เจ้าภาพแจ้งหลวงพ่อว่า มีอาจารย์ดีมาลงกระหม่อมโดยใช้เลือดจากเพดานปากทำให้แคล้วคลาดคงกระพัน หลวงพ่อท่านฟังแล้วท่านก็ยิ้ม ต่อมาเมื่ออาจารย์ฟ้อนทราบว่าหลวงพ่ออ่ำมาจึงมาแสดงความคารวะ หลวงพ่ออ่ำบอกอาจารย์ฟ้อนว่า หากเสร็จกิจแล้วให้กลับได้แล้ว เงินที่ได้ให้เอาไปทำบุญเสีย มันเป็นเงินผิดศีล จากนั้นอาจารย์ฟ้อนกราบนมัสการลากลับสำนักไป

จากนั้นหลวงพ่ออ่ำบอกให้ผู้ที่ลงยันต์กระหม่อมทั้งหมดไปล้างศีรษะและผมให้สะอาด เพราะ “มันไม่สะอาด” จากนั้นหลวงพ่อได้ภาวนาทำน้ำมนต์ให้ขันใหญ่ประพรมให้ทุกคน

อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของอาจารย์ฟ้อน จอมขมังเวทโด่งดังในพระนครและแถบภาคกลางตลอดช่วงสงคราม และจางหายไปเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ว่ากันว่า อาจารย์ฟ้อนเสียชีวิตในช่วงปลายหรือสงครามสิ้นสุดแล้ว ไม่มีการบันทึกอย่างแน่ชัด

ในบันทึกของอาจินต์เล่าว่า เขามีโอกาสสนทนากับอาจารย์ฟ้อนในนิมิต การสนทนาครั้งนี้ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ อาจารย์ฟ้อนเล่าว่า เหตุที่ตนมีหน้าตาอัปลักษณ์ ปากแหว่ง เพดานโหว่ ด้วยในชาติภพก่อนชอบตกปลา

ต่อมา อาจารย์ฟ้อนบวชเรียนแต่เรียนไปทางอาคมเสน่ห์ยาแฝดมากกว่าพระธรรม เมื่อลาสิกขา อาศัยความรู้ด้านหมอดูและอาคมเลี้ยงชีพ มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงสงคราม มีคนฝากตัวเป็นศิษย์มากจึงมีรายได้ดี ต่อมามีการคิดค้นพิธีสักยันต์ด้วยเลือดที่ไหลจากเพดานปากเพื่อสร้างความขลังแต่แท้จริงแล้วใช้ลูกโป่งใส่หมึกแดงบ้าง เลือดจากปลาเค้าบ้างซ่อนไว้ที่เพดานปากเพื่อรองรับมีดที่เจาะเข้าไปที่เพดาน

ด้วยอาชีพสักยันต์ พิธีกรรมและการขายเครื่องรางของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ แหวนหัวใจอิติปิโสสร้างรายได้ให้เขาเป็นอย่างดี ทว่ามีครั้งหนึ่งเขาทำพิธีกรรมการตอกเพดานพลาด ทำให้บาดเจ็บแล้วติดเชื้อจนตายในที่สุด

เมื่อสงครามสงบ (สิงหาคม 2488) แล้ว อาจินต์จึงทราบว่าอาจารย์ฟ้อนตายแล้ว ครั้งหนึ่งก่อนหลวงพ่ออ่ำมรณภาพ เขามีโอกาสสนทนากับหลวงพ่อ เขาเล่าถึงความตายของอาจารย์ฟ้อนและสอบถามสิ่งที่เขาข้องใจถึงเหตุการณ์ในวันงานบุญที่บ้านเขา ว่าเหตุใดอาจารย์ฟ้อนจึงตาลีตาเหลือกออกจากบ้านไปเมื่อสนทนากับหลวงพ่ออ่ำแล้ว หลวงพ่อบอกว่า อาจารย์ฟ้อนรู้ว่าหลวงพ่อรู้ความจริงในพิธีกรรมวันนั้น

ดังมีผู้บันทึกว่า ในช่วงเวลาแห่งสงคราม ท่ามกลางความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจำนวนมาก มีผู้หัวใสทำเครื่องรางของขลังปลอมขายทำให้ร่ำรวยกันไป (ลาวัณย์ โชตามระ, 2536)

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (54)

“มือปืน” พ.ศ.2526

ภาพยนตร์ไทยคลาสสิกอย่าง “มือปืน” (2526) ออกฉายหลังแรมโบ้ 1 ปี เป็นผลงานกำกับฯ ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่มีตัวละครเอกอย่าง “จ่าสมหมาย” ที่รับบทโดย สรพงศ์ ชาตรี อดีต “ทหารรับจ้าง” ในลาวที่ผันตัวมาเป็น “มือปืนรับจ้าง” สะท้อนความเป็นจริงในสังคมยุคหลังสงครามลับลาวได้อย่างสมจริงและทรงพลังทั้งในมุมของทหารผ่านศึกสงครามลับลาว และ “โศกนาฏกรรมชีวิตของทหารเหลือใช้สงคราม”

จ่าสมหมายอดีตทหารเสือพรานไทยที่เคยผ่านสมรภูมิรบอันโหดร้ายทั้งในเวียดนามและสงครามลับในลาว เขารอดชีวิตกลับมาสู่แผ่นดินเกิดในสภาพร่างกายที่พิการขาขาดไปข้างหนึ่งทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพปกติได้

รัฐบาลและกองทัพก็ทอดทิ้งไร้สวัสดิการเหลียวแล จ่าสมหมายต้องลดเกียรติของนักรบลงมาเป็นคนขับรถส่งของหาเช้ากินค่ำเพื่อหาเงินมารักษาแผลและเลี้ยงดูภรรยากับลูกสาวในสลัมกรุงเทพฯ

ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการถูกสังคมเมืองหลวงตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นนักรบรับจ้าง ทำให้จ่าสมหมายไม่มีทางเลือก เขาถูกบีบให้ต้องกลับไปใช้ทักษะเดียวที่รัฐเคยฝึกฝนให้เขา นั่นคือ “การฆ่า” โดยยอมรับงานเป็นมือปืนรับจ้างเด็ดหัวเหยื่อเพื่อแลกกับเงินประทังชีวิต

หนังสะท้อนภาพจ่าสมหมายที่มีอาการเย็นชา ด้านชาต่อความรุนแรง สามารถลั่นไกสังหารเป้าหมายได้อย่างแน่วแน่ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและภาพของความตายจากสมรภูมิเก่าที่ตามหลอกหลอน

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ารวมถึงถูกไล่ล่าโดยสารวัตรธนู นายตำรวจหนุ่มผู้ซื่อตรงและเป็นตัวแทนของกฎหมายขาว-ดำในเมืองหลวง นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบสังคมที่บกพร่องล้มเหลวนั่นเองที่ผลักดันให้วีรบุรุษผู้ปกป้องชาติกลายเป็นอาชญากรหมายเลขหนึ่ง

ไม่ต่างจาก “แรมโบ้” ภาพสะท้อนจาก “มือปืน” มีส่วนที่ตรงกับความจริงทางประวัติศาสตร์อย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในแง่ของโครงสร้างสังคมที่สร้างความบาดลึกและซ้ำเติมความรู้สึกด้อยค่าให้กับอดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังสะท้อนภาพอย่างชัดเจนของสังคมไทยในช่วงปี พ.ศ.2520-2530 ที่อาวุธสงครามเป็นของหาง่าย และการต่อสู้ทำลายล้างระหว่างผู้มีอิทธิพลในต่างจังหวัดและแม้แต่ในกรุงเทพฯ ทำให้อดีตทหารเสือพรานจำนวนหนึ่งผันตัวเข้าสู่วงการซุ้มมือปืนหรือมือสังหารของเจ้าพ่อท้องถิ่น โดยภาพยนตร์ไม่ได้ “นั่งเทียนเขียน” แต่หยิบยกมาจากสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทยยุคนั้น

ทหารเสือพรานจำนวนมากผ่านสมรภูมิระดับ “โรงฆ่าสัตว์” อย่างล่องแจ้งและทุ่งไหหิน พวกเขาคุ้นชินกับการฆ่า ความตาย และการใช้อาวุธสงคราม เมื่อต้องกลับมาสู่สังคมปกติที่สงบสุข หลายคนปรับตัวไม่ได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ รู้สึกแปลกแยกจากสังคม

เนื่องจากเป็น “สงครามลับ” เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ รัฐบาลไทยและซีไอเอจึงตัดงบประมาณและปิดตัวโครงการ อาสาสมัครที่เป็นพลเรือนถูกลบประวัติการรบ ไม่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ ไม่มีสิทธิ์การรักษาพยาบาล และไม่มีการรองรับตำแหน่งงานในกองทัพเหมือนทหารประจำการ

พวกเขาจึงกลับบ้านมาพร้อมความยากจนและร่างกายที่พิการ เมื่อเผชิญกับความยากจน ไม่มีเงินทุน และถูกสังคมทอดทิ้ง ทักษะเดียวที่พวกเขาเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพคือการใช้อาวุธและการสังหาร ในยุคที่เมืองไทยเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลและเจ้าพ่อท้องถิ่น

อดีตทหารเสือพรานจึงกลายเป็น “สินค้าชั้นดี” ที่ซุ้มมือปืนต้องการตัวไปใช้งาน

แทนที่จะได้รับการต้อนรับจากสังคมในฐานะ “วีรบุรุษ” เหมือนทุกสงครามก่อนหน้านี้ ทหารเสือพรานกลับกลายเป็น “ขยะสังคม” แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะพยายามฉายภาพให้เห็นใจตัวละครในฐานะ “เหยื่อของระบบ” แต่ในมุมมองของอดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่ที่พยายามสู้ชีวิตด้วยอาชีพสุจริต หนังเรื่องนี้กลับตอกย้ำความเจ็บปวดและด้อยค่าศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างรุนแรง

การตราหน้าแบบเหมารวมยุคนั้นทำให้สังคมเกิดภาพจำลองว่า “ทหารที่กลับมาจากลาว = มือปืน/อาชญากร” อดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่ที่กลับไปทำนา เป็นคนขับรถรับจ้าง เป็น รปภ. หรือประกอบอาชีพสุจริต ต้องพลอยถูกหวาดระแวงและจับจ้องจากคนในชุมชน ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครกล้ารับเพราะกลัวความรุนแรง จนเกิดความรู้สึกว่า ยามที่ประเทศชาติวิกฤต พวกเขาเป็นด่านหน้าข้ามโขงไปสละเลือดเนื้อตายแทนคนในชาติเพื่อไม่ให้คอมมิวนิสต์ข้ามมายึดเมืองไทย แต่เมื่อสงครามจบลง สังคมกลับตีตราภาพของพวกเขาในฐานะ “สัตว์สงคราม” ที่ “เห็นแก่เงิน” “รบเพื่อเงิน” ในลาว และกลับมา “ฆ่าคนเพื่อเงิน” ในไทย เป็นการทำลายเกียรติภูมิ “นักรบนิรนาม” ที่พวกเขาภูมิใจไปจนหมดสิ้น

ในขณะที่ตัวละคร จ่าสมหมาย ในหนังมีจุดจบที่น่าเวทนา อดีตทหารเสือพรานบางคนสะท้อนว่า ชีวิตจริงของพวกเขาโดดเดี่ยวและขมขื่นกว่าในหนังหลายเท่านัก เพราะร้องเรียนหรืออธิบายให้ใครฟังไม่ได้เลยเนื่องจากติดกฎเหล็กและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เรื่องการรักษาความลับ

ภาพยนตร์อย่าง “มือปืน” จึงทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาที่สะท้อน “ด้านมืดของสงคราม” ได้อย่างซื่อสัตย์ แต่มันเป็นกระจกที่ส่องเน้นย้ำไปที่บาดแผลและความล้มเหลวในการเยียวยาทหารผ่านศึกของรัฐบาลไทยและทัศนะของสังคมไทยในยุคนั้น

“Taking Chance” พ.ศ.2552

หนังฮอลลีวู้ดเรื่องนี้สะท้อนภาพต่างออกไป โดยเดินเรื่องผ่านความเงียบและการเดินทางไม่มีฉากรบเลยแม้แต่ฉากเดียว แต่ดิ่งลึกไปที่ “ปฏิกิริยาของสังคมแนวหลัง” ตลอดเส้นทางที่โลงศพคลุมธงชาติผ่านไป ตั้งแต่พนักงานคลังสินค้าที่ช่วยตรวจเอกสารด้วยความประณีต กัปตันสายการบินพาณิชย์ที่ประกาศให้ผู้โดยสารนั่งนิ่งๆ เพื่อไว้อาลัยยามลำเลียงโลงศพลงจากเครื่อง คนงานแบกกระเป๋าในสนามบินที่เป็นอดีตทหารผ่านศึกพักงานแล้วยืนตรงทำความเคารพ ไปจนถึงผู้คนบนทางหลวงที่พร้อมใจกันเปิดไฟหน้ารถและขับตามรถขนศพเป็นขบวนยาวโดยไม่มีใครแซง

หนังสร้างจากเรื่องจริงของ พ.ท.ไมเคิล สโตรเบิล นายทหารประจำโต๊ะทำงานในวอชิงตัน ผู้ไม่ได้ไปออกรบในสนามรบอิรัก แต่เขารู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่เห็นคนหนุ่มรุ่นลูกต้องไปตาย วันหนึ่งเขาพบรายชื่อของ พลทหารชานส์ เฟลป์ส เด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากบ้านเกิดเดียวกันที่เสียชีวิตในสนามรบ พ.ท.ไมเคิลจึงอาสาทำหน้าที่เป็น “นายทหารนำส่งศพ” (Escort Officer) เพื่อพาร่างของทหารหนุ่มคนนั้นเดินทางข้ามรัฐกลับไปฝังยังบ้านเกิดในรัฐไวโอมิง

หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นขั้วตรงข้ามของสังคมอเมริกันใน “แรมโบ้” และสังคมไทยใน “มือปืน” เป็นภาพของสังคมที่ประชาชนร่วมกันโอบกอดและประคองเกียรติยศของทหารผ่านศึกในความเงียบ โดยที่ทหารหนุ่มผู้ล่วงลับไม่จำเป็นต้องปริปากทวงถามบุญคุณใดๆ เลย

สงครามมี 2 ประเภท

“แรมโบ้” กับ “มือปืน” สร้างออกมาในเวลาที่ต่างกันเพียงปีเดียว แต่สะท้อนเรื่องราวของสังคมอเมริกันและสังคมไทยในมุมที่คล้ายกัน

เมื่อครั้งที่รัฐบาลสหรัฐนำประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนาม ชาวอเมริกันซึ่งเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของประเทศและความเป็นผู้นำผู้ทรงธรรมแห่งโลกเสรีรวมทั้งการโฆษณาของรัฐบาลและสื่อต่างให้ภาพความเลวร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังกลืนกินแผ่นดินของเพื่อนร่วมโลก และความเหนือกว่าของพลานุภาพทางทหารของพญาอินทรีที่เมื่อเทียบกับคนเอเชียตัวเล็กๆ ซูบผอมที่มีเพียงอาวุธเก่าๆ ไร้ประสิทธิภาพว่าสงครามจะจบสิ้นในเร็ววัน คนหนุ่มอเมริกันจำนวนไม่น้อยจึงทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งการศึกษาเข้าร่วมเป็นทหารไปรบเวียดนามเพื่อชาติ เพื่อโลกเสรี และเชื่อว่าอีกไม่นานค่อยกลับมาสานต่ออนาคตที่พักวางไว้ชั่วคราว

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุกใหญ่ของคนเอเชียตัวเล็กๆ ในเทศกาลตรุษญวน “Tet Offensive” เมื่อต้นปี พ.ศ.2511 และคำพูดจากปากของสื่อที่ได้รับความเชื่อถืออย่างวอลเตอร์ ครอนไครต์ ว่า อเมริกันกำลังจะแพ้สงครามครั้งนี้ จากนั้นความเป็นจริงของสงครามก็ถูกเปิดเผยสู่สาธารณชนราวทำนบแตก นำไปสู่ความหมดความเชื่อถือในรัฐบาลและกลายเป็นความเกลียดชังเมื่อจับได้ว่ารัฐบาลโกหก แล้วลงเอยด้วยการต่อต้านที่ขยายขอบเขตไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

แต่ที่น่าเศร้าคือ ความเกลียดชังรัฐบาลได้ลามไปสู่ทหารผ่านศึกเวียดนามอย่างที่ปรากฏในหนังแรมโบ้

ต่อสงครามเวียดนาม รัฐบาลอเมริกันเลือกวิธี “โกหกประชาชน” ขณะที่ต่อสงครามลับลาว รัฐบาลไทยใช้วิธี “ปิดหูปิดตาและปิดปากประชาชน” แต่ทางเลือกที่ต่างกันนี้กลับนำไปสู่ชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันระหว่างทหารผ่านศึกอเมริกันกับทหารผ่านศึกเสือพรานไทย

ชะตากรรมของทหารเสือพรานจากสงครามลับในลาว ที่เริ่มจากความไม่รู้ของสังคมไทยด้วยข้ออ้าง “ความมั่นคง” จากรัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการที่ถูกรังเกียจกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 การเมืองไทยที่แยกไม่ออกระหว่าง “ทหารกับการเมือง” จึงไม่แปลกอะไรที่ทหารเสือพรานจะถูกตั้งข้อรังเกียจจากสังคมไทย ทั้งเป็น “สมุนเผด็จการ” ทั้ง “ทหารรับจ้าง”

ภาพยนตร์ “มือปืน” สะท้อนผลลัพธ์ปลายทาง โดยไม่ได้วิพากษ์ต้นตอของปัญหาการเมืองไทย

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (8)

เมื่อกระแสลมปฏิวัติพัดหวน!

“สหายที่เป็นโรคใจร้อนในการปฏิวัติทั้งหลายได้ประเมินกำลังทางอัตวิสัยของการปฏิวัติสูงไป และประเมินกำลังปฏิปักษ์ปฏิวัติต่ำไปอย่างไม่เหมาะสม การประเมินเช่นนี้ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากลัทธิอัตวิสัย ผลก็คือ จะต้องก้าวไปสู่หนทางของลัทธิสุ่มเสี่ยงอย่างไม่ต้องสงสัย”

ประธานเหมา เจ๋อตง

เรื่องราวของเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ผูกโยงอยู่กับประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของปัญหาความมั่นคงไทยอย่างไม่น่าเชื่อ คือเรื่องราวของ “สงครามปฏิวัติ” ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย

จนบางทีก็มีคำกล่าวกันเล่นๆ ในภายหลังว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะไม่มีนิสิตนักศึกษาเข้าป่า และพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่แตก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ไทย รวมถึงพรรคในภูมิภาคอีกส่วน เกิดภาวะล่มสลายจาก “ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์” มากกว่า และความขัดแย้งระหว่างปีกปัญญาชนที่เข้าสู่ฐานที่มั่นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กับสหายรุ่นเก่า เป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้การล่มสลายของพรรคนั้น ปรากฏชัดเจน

ผลด้านกลับ

ผลพวงจากการล้อมปราบใหญ่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นิสิตนักศึกษาจำนวนมากตัดสินในการเดินทางเข้าสู่ชนบท ร่วมทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แทบไม่น่าเชื่อว่า คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากที่เป็นกำลังพลสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต กลับตัดสินใจที่จะเดินทางคู่ขนานกับรัฐ ทั้งยังตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐ จนถึงขั้นของการใช้อาวุธเข้าต่อสู้

ฉะนั้น เมื่อเปิดประเด็นเช่นนี้แล้ว ก็อยากจะขอเล่าสักนิดว่า สำนวนคำว่า “เข้าป่า” ในยุคนั้น เป็นเหมือน “คำศักดิ์สิทธิ์” ของคนรุ่นผม เพราะการตัดสินใจเข้าป่านั้น ถือเป็นการตัดสินใจสูงสุดในการเข้าร่วม “สงครามปฏิวัติ” แบบเต็มตัว หรือที่เรียกว่าเป็นการก้าวสู่ความเป็น “นักปฏิวัติ” ในทางอุดมคติ ทั้งที่ความรับรู้เรื่องราวของชีวิตในป่า ที่ไม่ใช่การไปเดินทางเที่ยวป่าในแบบของนิสิตชมรมอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น มีอยู่อย่างจำกัดมาก

ในความเป็นจริงนั้น พวกเราไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์อย่างที่มักถูกกล่าวหา หรือถูกสร้างภาพให้เป็น แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามีทัศนคติในแบบที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า เป็นพวก “เอียงซ้าย” เสียมากกว่า ก็เลยอาจทำให้เรารับแนวคิดสังคมนิยมได้ง่าย

แต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยอมเปลี่ยนชีวิตจากนิสิตนักศึกษาที่เป็นลูกหลานชนชั้นกลางในเมือง แล้วย้ายตัวเองไปใช้ชีวิตในป่านั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “ป่า” ในที่นี้มีความหมายถึง “ฐานที่มั่น” ทางทหารของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐที่อยู่ในป่าลึก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และไม่มีสิ่งอำนายความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น จนอาจต้องกล่าวว่าการใช้ชีวิตในฐานที่มั่น ไม่ใช่ความสุขสบายในแบบ “นอนโรงแรมกลางป่า” อย่างแน่นอน

ดังที่สหายรุ่นน้องคนหนึ่งกล่าวติดตลกกับผมว่า สิ่งแรกที่ออกมาจากป่าแล้วอยากมากที่สุดคือ “น้ำแข็ง” เพราะในความเป็นจริงของการเดินทางที่เกิดขึ้นนั้น คนรุ่นๆ ผมไม่มีใครมีจินตนาการว่า ภาพชีวิตในฐานที่มั่นจริงๆ เป็นเช่นไร และในชีวิตจริงก็ไม่มีใครเข้าหลักสูตร “การดำรงชีวิตในป่า” มาก่อน

แต่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เหตุการณ์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลับเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญให้หลายคนตัดสินใจได้อย่างชัดเจนในการยุติบทบาทในเมือง อันส่งผลให้นิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบทอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และผลที่ตามมาอย่างที่ชนชั้นนำและบรรดาผู้นำปีกขวาไทยในหลายส่วนต้องตกใจคือ การขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย…

สงครามปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยนับจากปี 2520 เป็นต้นไป ขยายตัวออกไปอย่างมาก พื้นที่ “สีแดง” เพิ่มขึ้นในหลายจุดของประเทศไทย จนมีสภาพเป็นเสมือนคำกล่าวที่เปรียบเปรยสงครามปฏิวัติจีนในช่วงต้นว่า “ประกายไฟน้อยๆ ลามทุ่งได้” (จดหมายของประธานเหมาฯ, มกราคม พ.ศ.2473)

โดมิโนอินโดจีน-โดมิโนไทย

ดังที่ทราบกันดีว่า การล้มของ “โดมิโนอินโดจีน” ทั้ง 3 ตัวในปี 2518 และต่อมาเกิดการปราบปรามใหญ่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2519 นั้น ทำให้เกิดความคาดคะเนทางการเมืองว่า จะเป็นอีกครั้งที่จะพิสูจน์ความถูกต้องของ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่เกิดสภาวะของการล้มตามกัน ดังที่กล่าวเป็นสมมุติฐานในการนำเสนอทางทฤษฎีจากคำกล่าวของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ในปี 2497 ว่า เมื่อเกิดรัฐคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคแล้ว จะเกิดรัฐคอมมิวนิสต์ตามมา

ในอินโดจีน เมื่อมีการล้มของโดมิโนถึง 3 ตัวในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยตามกันมาแล้ว ภาพของสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นคำถามในตัวเองถึงสถานะความมั่นคงของรัฐไทย ที่จะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” ในอนาคตหรือไม่ ซึ่งได้เคยนำเสนอแล้วว่า สำหรับชนชั้นนำและบรรดาปีกขวาไทยทั้งหลายนั้นเกิดความกังวลอย่างมากว่า ไทยในปี 2519 กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของฝ่ายขวาจัดในการ “ปิดถนน” เพื่อไม่ให้รัฐไทยเดินไปบน “เส้นทางสายโดมิโน” นั้นใช้ “ความรุนแรงอย่างสุดโต่ง” เป็นมาตรการหลัก ซึ่งเหตุรุนแรงในเช้าวันนั้นจึงได้กลายเป็นแรงผลักตรงๆ ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ต้องตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองสู่การเป็น “นักปฏิวัติ”

แต่ในอีกด้านของทฤษฎีโดมิโนในบริบทเช่นนี้ ได้เกิดสิ่งคู่ขนานกับ “ความกลัวโดมิโน” ของฝ่ายขวาไทย ถ้าฝ่ายขวากลัวโดมิโนที่ล้มแล้วในอินโดจีน จะมาช่วยลากให้โดมิโนไทยต้องล้มตามไป ฝ่ายซ้ายก็หวังอย่างมากในแบบเดียวกันคือ อยากให้ไทยต้องเป็นตัวโดมิโนล้มตามไปด้วย

ฉะนั้น ในสภาวะของการ “ยกระดับสงคราม” หลังการปราบปรามใหญ่ในปี 2519 แล้ว ทั้งฝ่ายขวาและซ้ายอาจจะมีมุมมองต่อโดมิโนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือเชื่อว่าสุดท้ายแล้วโดมิโนจะล้มที่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์สงครามภายในของไทยขยายตัวอย่างมาก

โดมิโนของฝ่ายซ้าย

ภาวะเช่นนี้ทำให้บรรดาปีกซ้ายดูจะมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า โอกาสที่จะเกิดโดมิโนในไทยนั้น มีความเป็นไปได้สูง เพราะอย่างน้อยโดมิโนก็ถูกพิสูจน์ในเบื้องต้นแล้วว่า โดมิโนได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วในอินโดจีน ภาวะเช่นนี้ ทำให้ “การปฏิวัติสังคมนิยม” ขึ้นสู่กระแสสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปด้วย

อีกทั้งความสำเร็จของการปฏิวัติอินโดจีนทำให้เกิด “หลังพิง” แก่การปฏิวัติไทยในทางภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน เช่น เพียงข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำโขง ก็เป็นพื้นที่ของฝ่ายคอมมิวนิสต์แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ของรัฐบาลฝ่ายขวาที่เคยเป็น “แนวป้องกันด้านความมั่นคง” ให้แก่รัฐไทยเช่นในอดีต

ดังนั้น ถ้าจะบอก “ขวาเชื่อโดมิโน” เราก็อาจต้องกล่าวในอีกด้านว่า “ซ้ายก็เชื่อโดมิโน” ในอีกแบบ เนื่องจากการปฏิวัติสังคมนิยมได้เปิดฉากขึ้นด้วยความสำเร็จในอินโดจีนทั้งภูมิภาคแล้ว แม้ในความเป็นจริง ชีวิตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์จะมีปัญหาอย่างมาก จนเกิดการอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมากเข้ามาพักพิงในไทย และไทยในบริบทเช่นนี้ได้กลายเป็น “รัฐแนวหน้า” ที่มีแนวพรมแดนด้านตะวันออกทั้งแนวประชิดกับรัฐสังคมนิยมอย่างที่ไม่คาดคิด

อย่างไรก็ตาม ในมุมของปีกซ้ายไทยแล้ว อาจเป็นการยากที่พวกเขาจะตระหนักถึงปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่ในเวลาเช่นนั้น การสนับสนุนการปฏิวัติจากจีน กำลังเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม อันเป็นผลอย่างสำคัญมาจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีภาพการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันในเดือนกุมภาพันธ์ 2515 เป็นสัญญาณใหม่ในเวทีสากล

การเดินทางเยือนจีนดังกล่าวเป็นสัญญาณโดยตรงถึงผู้นำในเอเชียว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายทางการทูต และอาจส่งผลอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐในเอเชีย และปัญหาสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกับที่ท่าทีของจีนกับโลกตะวันตกก็อาจเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในกรณีความสัมพันธ์สหรัฐกับจีนนั้น ยังนำไปสู่การเจรจาหยุดยิงในสงครามเวียดนามที่กรุงปารีสในต้นปี 2516 ซึ่งเท่ากับการสิ้นสุดสงครามเวียดนามในส่วนของสหรัฐอเมริกา และปฏิเสธไม่ได้ว่า การถอนตัวของสหรัฐจากสงครามครั้งนี้ ทำให้ในที่สุดแล้วกองทัพเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการยึดไซ่ง่อนในสิ้นเดือนเมษายน 2518

การกวาดล้างใหญ่ในจีน

ความสำเร็จของฝ่ายคอมมิวนิสต์เช่นนี้อาจจะทำให้กระแสปฏิวัติขยับตัวสูงขึ้นในภูมิภาคเรา แต่ในภาพรวมของกระแสปฏิวัติจีนนั้นดูจะไปในอีกทาง เพราะหลังจากการเสียชีวิตของประธานเหมาในเดือนกันยายน 2519 แล้ว กลุ่ม “แก๊ง 4 คน” ที่เป็นกลุ่มซ้ายจัดในการเมืองจีนก็ถูกจับในเดือนตุลาคม 2519

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า การกวาดล้าง “แก๊ง 4 คน” ข้อหากบฏในจีนนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519… การกวาดล้าง “ปีกซ้าย” ที่มีขบวนนิสิตนักศึกษาเป็นตัวแทนในสังคมไทยก็เกิดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน ทั้ง 2 เหตุการณ์ล้วนเกิดในวันเดียวกัน

การสิ้นสุดอำนาจของแก๊งซ้ายจัดของจีนทำให้การปรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐที่เริ่มในปี 2515 นั้น มีความก้าวหน้ามากขึ้น และทิศทางการสนับสนุนการปฏิวัติสังคมนิยมในแบบเดิมของจีนได้เปลี่ยนไป เพราะจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตกมากขึ้น ทั้งหันไปเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตมากขึ้น

ในภาวะเช่นนี้ การเดินทางของคนรุ่นผมเข้าสู่ฐานที่มั่นในชนบทจึงดูเหมือนจะเป็นเวลาที่ “สวนกระแสปฏิวัติจีน” อันทำให้โอกาสที่ “โดมิโนไทย” จะล้มตาม “โดมิโนอินโดจีน” นั้นอาจไม่ง่าย ทั้งอาจเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนผันไปหมด โดยเฉพาะเมื่อ “กระแสลมปฏิวัติ” จากจีนอ่อนแรงลง และตามมาด้วยสงครามครั้งใหม่ในอินโดจีนในปี 2522 และเป็นสงครามที่คอมมิวนิสต์รบกับคอมมิวนิสต์ อันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอีกแบบ

สุดท้ายแล้ว เมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สงครามปฏิวัติไทยก็เดินทางมาถึงจุดสุดท้าย และปิดฉากลง พร้อมกับเกิด “โดมิโนฝ่ายซ้าย” คือการล้มตามกันของพรรคคอมมิวนิสต์ 3 ประเทศในเวลาไล่เลี่ยกันคือ พรรคมลายา พรรคไทย และพรรคพม่า

ในท้ายที่สุด โดมิโนตัวที่ 4 หลังอินโดจีนกลับกลายเป็นการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเอง พร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามในชนบทไทย แต่จนถึงวันนี้ เพื่อนเราหลายคนจากหลายมหาวิทยาลัยที่เดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นในวันนั้น ไม่มีโอกาสได้เดินทางกลับบ้าน… แม้เวลาจะผ่านเลยนานถึง 50 ปีแล้วก็ตาม!

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วิชาชีพสถาปนิก

ในวิกฤตความชอบธรรม (จบ)

หนังสือ Archictecture Against Architecture ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงเพียงแค่ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ โลกเราได้ทำการรื้อถอนอาคารลงเป็นจำนวนมากกว่าที่โลกของเราทำการรื้อถอนไปเมื่อศตวรรษก่อนทั้งหมด อาคารเก่าต้องหลีกทางให้กับอาคารใหม่ที่ถูกอธิบายว่า ใช้งานได้ดีกว่า ฉลาดกว่า ใหญ่กว่า ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดแคลนที่พักอาศัยที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่การรื้อถอนบ้านพักอาศัยเก่าเพื่อสร้างใหม่ก็ยังดำเนินไปอย่างชวนตั้งคำถาม

ในเนเธอร์แลนด์ต้องการที่พักอาศัยประมาณ 4 แสนหลัง แต่กลับมีบ้านมากถึง 1 แสนหลังถูกรื้อทิ้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ในสกอตแลนด์มีแผนสร้างบ้านจำนวน 3.5 หมื่นหลังเพื่อรองรับความต้องการของผู้คนที่เพิ่มขึ้นภายในปี 2026 แต่ขณะเดียวกันกลับปล่อยให้มีการรื้อบ้านทิ้งไปแล้วมากกว่า 7.7 หมื่นหลัง

และในสหรัฐซึ่งมีปัญหาการขาดแคลนที่พักอาศัยมากถึง 7.2 ล้านหลัง แต่ก็กลับปล่อยให้มีการรื้อบ้านทิ้งในแต่ละปีมากถึง 3 แสนหลัง

ย้อนกลับมามองสังคมไทย ก็ดูจะไม่ต่างกัน เอาแค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีผู้คนเป็นจำนวนมากขาดแคลนที่พักอาศัย แต่รัฐกลับปล่อยให้มีการรื้อทิ้งชุมชนลงเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีการสร้างคอนโดมิเนียมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่หลายโครงการกลับมีผู้อยู่อาศัยไม่ถึงครึ่ง

ขณะเดียวกัน อาคารสาธารณะมากมายที่มีอายุ 50-80 ปีที่ยังมีความคงทนแข็งแรงกลับถูกรื้อทิ้งด้วยเหตุผลของความเก่า ใช้งานไม่สะดวก หรือไม่ตอบสนองมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งที่หลายอาคารมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของผู้คน เช่น กลุ่มอาคารศาลฎีกา สกาลา และหอพักอ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งหมดคือวิกฤตของแวดวงสถาปัตยกรรมที่กำลังไม่เพียงทำร้ายผู้คนแต่ยังทำลายโลกไปพร้อมกัน

การรื้อถอนเหล่านี้มักมาพร้อมกับการให้เหตุผลว่าอาคารเก่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิคหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทั้งที่ในความเป็นจริงในหลายกรณี การปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อใช้งานใหม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ามาก

ประเด็นนี้คุณ Reinier de Graaf ตั้งคำถามได้น่าคิดว่า การรื้อสร้างใหม่ทั้งหลายนั้น เรากำลังช่วยโลก หรือกำลังช่วยอุตสาหกรรมการก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งช่วยหนุนเสริมอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการรื้อสร้างใหม่กันแน่

ในสังคมไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สถาปนิกมักเข้าใจว่าตนเองคือผู้สร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ

แต่ในหลายกรณี สถาปนิกกลับมีสถานะไม่ต่างจากเครื่องมือของนายทุนและรัฐ ในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองเพียงความมั่งคั่งและอุดมการณ์แห่งรัฐ โดยแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับความต้องการที่แท้จริงของผู้คนและสังคม

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สถาปนิกไทยเป็นจำนวนไม่น้อยได้เข้าไปมีส่วนอย่างมากต่อปรากฏการณ์ทางสถาปัตยกรรมที่น่าตั้งคำถามต่อความชอบธรรมและประโยชน์ที่แท้จริงต่อสังคม

ห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมา (บางแห่ง) ที่เกินความจำเป็นและก่อให้เกิด Gentrification ในวงกว้าง คอนโดฯ ยักษ์ใหญ่หลายทำเลที่แทบไม่สนองตอบปัญหาเรื่องที่พักอาศัยแต่สร้างกำไรมหาศาลแก่นายทุน

รัฐสภาขนาดใหญ่โตเกินความจำเป็นที่มิได้ออกแบบขึ้นด้วยหลักการประชาธิปไตยแต่ถูกใจผู้มีอำนาจ

กลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ที่ทำไปเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ แต่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในพื้นที่โบราณสถานที่ควรต้องจำกัดความสูง จนสร้างสภาวะสองมาตรฐานในการอนุรักษ์เมืองเก่า ฯลฯ

คำถามคือ การออกแบบไปในทิศทางเช่นนี้คือสิ่งที่พวกท่านตั้งใจไว้เมื่อครั้งที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนและทำงานในวงการสถาปัตยกรรมจริงหรือ?

หรือเมื่อเวลาผ่านไป ความฝันและตัวตนที่เคยจินตนาการอยากเป็นเมื่อวัยหนุ่มสาว ได้ถูกรัฐและทุนกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว

ผมชอบประโยคหนึ่งของคุณ de Graaf (สำนวนแปลของ อ.พิชญ์วุฒิ วิรุตมวงศ์) ที่วิพากษ์วงการสถาปนิกในปัจจุบันที่ว่า

“…สิ่งที่ตามมาคือวงจรที่ไม่สิ้นสุดของการสร้างสรรค์นวัตกรรมจอมปลอม สร้างความแปลกใหม่ให้มากพอที่จะเกิดความสนใจ แต่ปลอดภัยมากพอที่จะไม่ไปสั่นคลอนอะไรอย่างแท้จริง…”

แม้ข้อความนี้อาจเป็นการมองในแง่ร้ายมากไปสักหน่อย แต่หากพิจารณาให้ดี ประโยคนี้ก็สะท้อนความเป็นจริงในวงการสถาปนิกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

การออกแบบสถาปัตยกรรมคือการทำงานในพื้นที่ที่ต้องสร้างสมดุลให้ดีระหว่างอำนาจของผู้อุปถัมภ์ (รัฐและนายทุน) กับประโยชน์สาธารณะ เพราะสถาปัตยกรรมของรัฐล้วนเกิดขึ้นจากเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น จึงต้องยังประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าผู้มีอำนาจ

ในขณะที่สถาปัตยกรรมของนายทุนแม้จะสร้างขึ้นบนพื้นที่เอกชน แต่สถาปัตยกรรมคือส่วนหนึ่งของเมืองและต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบที่ไปไกลมากกว่าที่ดินของเอกชนนั้นๆ เสมอ ดังนั้น สถาปนิกที่ดีและรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องออกแบบสถาปัตยกรรมของตนอย่างรอบคอบและตระหนักถึงผลกระทบต่อสาธารณะด้วยเสมอ

การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หนังสือเล่มนี้เสนอเอาไว้ว่า

“…เพื่อจะไปถึงจุดนั้น ดูเหมือนว่าสถาปนิกจำเป็นต้องหาทางก้าวข้ามผลประโยชน์ของลูกค้าอีกครั้ง ก้าวข้ามกษัตริย์ที่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่, ประธานาธิบดีที่ต้องการแสดงอำนาจ, CEO ที่ต้องการถ่ายทอดวิสัยทัศน์, มกุฎราชกุมารที่ต้องการทำให้มรดกมั่นคง, นายกเทศมนตรีผู้ทะเยอทะยานที่ต้องการทำให้เมืองของตนเป็นที่รู้จัก, หรือมหาเศรษฐีผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่ต้องการทำอะไรก็ได้…”

“…ทำงานไม่ใช่เพื่อมีลูกค้า แต่มีลูกค้าเพื่อที่จะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการปลดปล่อยสถาปัตยกรรมออกจากภาพลวงตาของความเป็นศิลปะ การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานโดยปฏิเสธคนกลาง การหยุดการก่อสร้างใหม่เพื่อบังคับให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้น…”

“…ถึงเวลาที่สถาปัตยกรรมต้องก้าวข้ามการสร้างอาคาร และกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการเมืองในตัวของมันเอง…”

หากพิจารณาข้อเสนอนี้ในบริบทสังคมไทย แน่นอน ทั้งหมดดูเป็นอุดมคติที่ยากในการปฏิบัติ โดยเฉพาะสำหรับสถาปนิกจบใหม่หรือสถาปนิกไร้ชื่อเสียงที่ต้องทำมาหากินเพื่อตนเองและครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวก็ดูจะไม่ลำบากจนเกินไปนักสำหรับสถาปนิกที่มีชื่อเสียง (ซึ่งมาพร้อมกับอำนาจชี้นำทางสังคมอยู่พอประมาณ) และบริษัทสถาปนิกขนาดใหญ่ ที่สามารถเลือกรับงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มากกว่า

แม้ประสบการณ์ผมในแวดวงสถาปนิกไทยจะมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของวงวิชาการมากกว่าสถาปนิกวิชาชีพ แต่ก็คิดว่าน่าจะมากพอสมควรที่จะทำให้เห็นภาพของแวดวงนี้ได้

ซึ่งข้อสรุปตามความเห็นผมก็คือ สถาปนิกไทยที่มีบารมีและอำนาจนำทางสังคมเป็นจำนวนไม่น้อยเลย (ซึ่งควรจะเป็นตัวแบบในการก้าวข้ามผลประโยชน์ของลูกค้า เพื่อสร้างผลประโยชน์สาธารณะ) กลับยังมิได้ใช้อำนาจนำเหล่านั้นที่ตนเองมีไปเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มากเพียงพอ

หลายกรณียังคงโอนอ่อนต่อแนวทางที่ไม่สมควร มากกว่าการยืนหยัดเพื่อสังคม

ผมอยากขอยกข้อความของ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร อีกครั้ง เมื่อท่านพูดถึงวิชาชีพสถาปนิก

“…เราไม่หมายจะแสดงว่าอาชีพของเรานี้ประเสริฐไปกว่าอาชีพอื่นๆ มากนัก แต่เราถือว่าอาชีพของเรานี้เป็นอาชีพที่ให้กำเนิดแก่อารยการได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ และไม่ใช่แต่เพียงในส่วนที่เกี่ยวด้วยการผัดหน้าการโยธาให้หมดจดเท่านั้น…” (อ้างถึงในหนังสือ เรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม หน้า 26)

“กําเนิดอารยการ” ในทัศนะผม มีความหมายที่กว้างไกลมากไปกว่าการออกแบบที่สวยงาม ใช้งานได้ดี ประหยัด หรือตอบสนองนายทุนผู้ให้เงินก่อสร้าง แต่หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอารยธรรมของสังคม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ในวงการสถาปัตยกรรมไทยปัจจุบัน ผมคิดว่ายังห่างไกลจากคำนี้อยู่มากทีเดียว

การได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Architecture Against Architecture ในด้านหนึ่งเป็นเสมือนการได้อ่านในสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดตนเอง

แต่ในอีกด้านที่สำคัญกว่าก็คือ หนังสือเล่มนี้ได้เสนอทางออกที่น่าสนใจในการปลดปล่อยสถาปนิกและวงการสถาปัตยกรรมออกจากวิกฤตความชอบธรรมที่นับวันจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นๆ

แม้ความเห็นและข้อเสนอทั้งหมดในเล่ม ผมจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่หลายอย่างก็ช่วยเปิดหูเปิดตาและน่าเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับวงการสถาปัตยกรรมในไทย หากนำมาปฏิบัติจริงได้

นอกจาก 2-3 ประเด็นที่ผมยกมาเขียนในบทความนี้ ภายในเล่มยังมีประเด็นอื่นอีกมากที่น่าสนใจ ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่สถาปนิกและนักเรียนสถาปัตยกรรมทุกคนควรได้อ่าน ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอในหนังสือหรือไม่ก็ตาม

E-DUANG

พาดหัวข่าว”สั่งจับแล้ว เบน สมิธ-ฟอกเงินข้ามโลก”ของ”ข่าวสด”ประสานเข้ากับ”ทลายเครือข่าย เบน สมิธ-ยิมเลียก อายัด 3.5 หมื่นล้าน แฝงกองทุนซุก SET”

       ก่อเกิด”คำถาม”ตามมาอย่างฉับพลันว่า เป็น”ผลงาน”ของใคร

       ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย กระนั้นหรือ

       หากมองผ่านข้อเสนอของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางก็เด่นชัดว่าเป็นของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย อย่างเป็นรูปธรรม

       โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยซึ่งมีหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมน ตรีและกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง

       กระนั้น สังคมก็ไม่ลืมอีกเหมือนกันว่ามีคนที่เกาะติดกับกรณีของ เบน สมิธ และ ยิม เลียก อย่างชนิด”กัดไม่ปล่อย”อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น รังสิมันต์ โรม แห่งพรรคประชาชน

       ไม่ว่าในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

การที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย จะถือว่าเป็นผลงานย่อมมีความชอบธรรมเพราะเมื่อเป็นรัฐบาลก็ย่อมกำกับดูแลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

       สามารถกำหนดเป็นนโยบายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

       ขณะเดียวกัน เมื่อศึกษากระบวนการของรัฐบาลอย่างประ สานเข้ากับกระบวนการของพรรคประชาชนอันเป็นฝ่ายค้านก็มิ อาจมองข้ามบทบาทของ รังสิมันต์ โรม ได้อย่างเด็ดขาด

       ไม่ว่าจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงในรัฐบาล พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย

       ไม่ว่าเมื่อเป็นประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย

       ด้านหนึ่ง ประสานกับภาคประชาสังคมที่ศึกษาและเกาะติด เรื่องนี้โดยเชิญให้มาร่วมเป็นกรรมาธิการ ด้านหนึ่ง ก็รวบรวมและเสาะหาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

       ทำให้กรณี เบน สมิธ ยิมเลียก อยู่ในพื้นที่”ข่าว”ต่อเนื่อง

ความพยายามอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาชน ท่วงทำนอง”กัดไม่ยอมปล่อย”ของ รังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนี้เอง

       ทำให้พรรคประชาชนแม้ว่าจะเป็น”ฝ่ายค้าน”ตั้งแต่หลังการ เลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 เรี่อยมา

       ก็สามารถผลักดันให้ความพยายามกลายเป็นปฏิบัติการ

       ทำให้ความพยายามในกรณี เบน สมิธ ยิมเลียก ของ รังสิมันต์ โรม กลายเป็นผลงานและความสำเร็จในทางการเมืองอย่าง เป็นรูปธรรม

       หากสรุปตามสำนวน”ปู่โง่ย้ายภูเขา”ในแบบจีนก็ต้องนำเอา วลีที่ว่า ความพยายามของ รังสิมันต์ โรม ก่อให้”เทวราช”เกิดความสะเทือนใจ

      ยินยอมย้ายภูเขาตามความต้องการของ”ปู่โง่”ผู้ยืนหยัด

       แม้ว่าคนที่ลงมือจะเป็นกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

แต่ก็เนื่องจากการยืนหยัดอย่างมั่นคงของ รังสิมันต์ โรม

       รังสิมันต์ โรม แห่งพรรคประชาชน ซึ่งเป็น”ฝ่ายค้าน”

เหตุปัจจัยอะไรทำให้พรรคประชาชนแม้จะเป็นฝ่ายค้านก็สามารถสร้างผลงานในทางการเมืองและความมั่นคงได้

       นั่นเพราะผลงานวางอยู่บนฐานแห่งประโยชน์ชาติ

       นั่นเพราะผลงานนั้นหนักแน่นด้วยข้อมูลจากการศึกษานำมาวิเคราะห์ กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี

       ที่สำคัญก็คือ ยึดประโยชน์ชาติ ประโยชน์ประชาชน

‘วัชระพล’ ลั่น! พืชสวนโลก คุ้มค่าดึง นทท.ได้กว่า 3.6 ล้านคน-กระตุ้นจีดีพี กว่า 20,000 ล้าน สร้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง – แจงเพิ่มงบฯ พืชสวนโลกอุดรฯ ตามข้อเสนอ AIPH ให้ตรงมาตรฐาน วอน ในฐานะคนอุดรฯขอโอกาสให้ต่างจังหวัดได้พัฒนา

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ สส.อุดรธานี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 (Udon Thani Expo 2026) ว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตนได้ไปตรวจพื้นที่ มีความคืบหน้า 90% แต่ล่าสุดได้คุยกับทางพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ยืนยันว่า ตอนนี้เกือบ 100% แล้ว และตนมีโปรแกรมไปตรวจพื้นที่รวมถึงระบบต่างๆครั้งสุดท้ายในวันที่ 30 ต.ค.นี้

เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้งบจัดงานพืชสวนโลกครั้งนี้ไม่คุ้มค่า นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ได้รับรายการจากกรมวิชาการเกษตรว่าการเพิ่มงบประมาณเป็นไปตามข้อแนะนำของ International Association of Horticultural Producers: AIPH หรือ สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ให้สิทธิ์ประเทศไทย ในการจัดงาน ที่ได้เข้ามาดูความคืบหน้าการจัดงานพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ดำเนินการไปแล้ว 40% ในขณะนั้น แต่สมาคม AIPH ประเมินงานในขณะนั้นแล้ว เห็นว่า ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ AIPH กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดงาน ต้องปฏิบัติตาม ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จึงมีมติให้เพิ่มงบประมาณ 10% หรือ 250 ล้านบาทของงบประมาณรวมทั้งหมด 2,500 ล้านบาท

ทั้งนี้นายวัชระพลยืนยันว่า งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี เป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อยอดจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเดิม และเป็นครั้งแรกของโลกที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ บนพื้นที่ชุ่มน้ำ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง และระยะยาวมาแล้ว ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้เข้าร่วมงานว่า 3,600,000 คน กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่ สร้างรายได้ประชากรให้ทั้งภูมิภาค เช่น โรงแรมที่จองเต็มไปถึง จังหวัดหนองคาย และคาดว่า จะสามารถสร้าง GDP ให้กับประเทศได้กว่า 20,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง ผู้ประกอบการ ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน รวมถึงแรงงานภาคบริการ ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการรถสาธารณะ ก็จะได้รับผลพลอยได้ตรงนี้ไปด้วย และรัฐจัดเก็บภาษีทั้งหมดได้กว่า 7,700 ล้านบาท

นายวัชระพล ยังระบุว่า งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างชื่อเสียง และสร้างการรับรู้ให้แก่ชาวต่างชาติในฐานะแหล่งท่องเที่ยว และผู้นำด้านการเกษตรของประเทศไทยด้วย สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปอดแห่งใหม่ให้กับจังหวัดอุดรฯ และชาวอีสานตอนบน เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะต้องมีการรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่จะมาเข้าร่วมงานพืชสวนโลกในครั้งนี้

นายวัชระพล ยังเปิดเผยถึงแผนการดูแลหลังจบงาน ที่อาจมีภาระทางงบประมาณต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ มีแนวคิดจะพัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์กลางการจัดงานมหกรรมระดับนานาชาติ เป็นเวทีแสดงศักยภาพของสินค้าเกษตรและนวัตกรรมด้านการเกษตร และสวนสาธารณะถาวร เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยจะสนับสนุนจังหวัดอุดรธานี ฟื้นฟูบำรุงสวนหลังการจัดงาน ซึ่งหลังเคลียร์งานจบ ทางกระทรวงจะขอคณะรัฐมนตรี ส่งมอบต่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ดูแลต่อไป

เมื่อถามถึง โครงการที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี นายวัชระพล กล่าวว่า มีหลายเรื่องประกอบกัน เช่น การผลักดันมหาวิทยาลัยอุดรธานี การขยายสนามกีฬาอุดรธานีไปสู่เฟส 2-3 รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานวงแหวนรอบ 2 โดยครม.จะไปดูในเรื่องของการเกษตรเป็นหลัก รวมถึงความมั่นคงและยาเสพติด ที่นายกฯให้ความสำคัญ

27 ตุลาคม​ 2569 “ศาสตราจารย์ ดร.​สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย,​ อดีตรัฐมนตรี​ว่าการกระท​รวงการคลัง​และศึกษาธิการ​ กล่าวว่า​ ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมัน เป็นเรื่องใหญ่​ กำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ​ ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข​ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบถึง 103,561 ล้านบาท ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 41,202 ล้านบาท​ ที่สำคัญกองทุนฯ​ ยังมีเงินกู้คงค้างถึง 37,497 ล้านบาท และมีภาระค้างจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซอีกเป็นจำนวนมาก

กระผมเห็นว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้ประชาชนในอนาคต โดยไม่ได้แก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง​ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ระบบการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นของประเทศไทย​ ซึ่งใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิง โดยใช้หลัก Import Parity หรือการเทียบเคียงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ​ บวกค่าขนส่ง​และค่าประกันภัย​ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของเราเอง เรานำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นภายในประเทศ แต่กลับใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น

กระผมเห็นว่า รัฐบาลควรทบทวนหลักการนี้อย่างจริงจัง เพราะประชาชนควรได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ​ ไม่ใช่ต้องจ่ายราคาที่อ้างอิงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสมอไปกระผมจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ ดังนี้

ยกเลิกระบบราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus คือการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากต้นทุนน้ำมันดิบ บวกต้นทุนการกลั่นที่มีประสิทธิภาพ และกำไรที่เหมาะสม​ รัฐบาลควรจัดให้มีการตรวจสอบต้นทุนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้โรงกลั่นได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ต้องจ่ายราคาที่สูงเกินต้นทุนมากเกินไป

หากรัฐบาลเกรงว่า การกำหนดราคาภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาต่างประเทศจะทำให้โรงกลั่นส่งน้ำมันออกไปขายต่างประเทศจนเกิดการขาดแคลน กระผมเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป​ โดยกำหนดอัตราภาษีตามความจำเป็นและส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น ภายใต้กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลออกจากประเทศมากเกินไป​ มาตรการนี้ต้องออกแบบให้รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่กระทบการแข่งขันและประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมโรงกลั่น

ปฏิรูปกองทุนน้ำมันให้มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาในยามวิกฤต ไม่ใช่เป็นกองทุนที่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง​ รัฐบาลต้องจัดทำแผนลดการขาดดุลและชำระหนี้กองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน กำหนดกรอบระยะเวลา และเปิดเผยภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนรับทราบ​ การช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย​ ควรทำอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไปซึ่งผู้มีฐานะดีก็ได้รับประโยชน์ด้วย

กระผมตระหนักดีว่า ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ราคาน้ำมันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดโลกได้ทั้งหมด และการเปลี่ยนสูตรราคาก็ต้องคำนึงถึงการลงทุนและความมั่นคงทางพลังงาน​แต่คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้ประชาชนจ่ายราคาน้ำมันที่ไม่สะท้อนต้นทุนภายในประเทศอย่างเหมาะสม แล้วให้กองทุนน้ำมันกู้เงินมาชดเชยต่อไปอีกนานเท่าใด?​ กระผมจึงขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาการเปลี่ยนระบบราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเป็น Cost Plus ตรวจสอบต้นทุนและกำไรอย่างโปร่งใส พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันการส่งออกจนเกิดการขาดแคลน และแผนแก้หนี้กองทุนน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้าย ศ.สุชาติ ประเทศไทยต้องแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันด้วยการปฏิรูปโครงสร้างราคา ไม่ใช่แก้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาแล้วผลักภาระหนี้สินไปให้ประชาชนในอนาคตศ.สุชาติ กล่าว

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ข้อมูลกรณีเว็บไซต์พนันออนไลน์ Shuffle ที่มีความเชื่อมโยงกับสามีของ สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย

โดยรังสิมันต์ระบุว่า การเข้าพบ DSI ครั้งนี้ต้องการให้ข้อมูลและแสดงความพร้อมในการส่งมอบพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบของกรรมาธิการ รวมถึงบันทึกและรายงานการประชุม ซึ่งถือเป็นเอกสารราชการที่สามารถนำไปประกอบการดำเนินคดีได้ ทั้งนี้ การตรวจสอบไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่ามีการกระทำความผิดอื่น หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

โดยจากข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub พบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ Shuffle รวม 6 บัญชี โดย 2 บัญชีแรกเป็นข้อมูลที่ตำรวจไซเบอร์ส่งให้ Bitkub ก่อนจะมีการตรวจสอบขยายผลพบอีก 4 บัญชีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 6 บัญชีมีเงินไหลเวียนจากการโอนโดยตรงรวมกันมากกว่า 100 ล้านบาท และอยู่ระหว่างติดตามว่าจะมีการขึ้นบัญชีดำหรือไม่

รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Maxbit ที่รายงานธุรกรรมเกี่ยวข้องกับ Shuffle จำนวน 2.2 แสนบาท ขณะที่ในวันพฤหัสบดีนี้กรรมาธิการจะเชิญผู้แทนจาก Binance มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่ามีธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าวหรือไม่ และมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ คดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับความผิดอย่างน้อย 3 ฐาน ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ซึ่งควรนำไปสู่การตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย จากข้อมูลที่มีในตอนนี้เพียงพอต่อการดำเนินคดีกับ Shuffle แล้ว คำถามที่สำคัญคือทาง DSI จะมีการดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงไปถึงสุชาดาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รังสิมันต์กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับการดำเนินคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์อื่น ข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ถือว่ามีความชัดเจนเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นดำเนินคดี ขึ้นอยู่กับ DSI ว่าจะดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจังเพียงใด แต่ที่น่าสังเกตคือหลังเกิดประเด็นทางการเมือง เว็บไซต์ Shuffle สามารถปิดกั้นการเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นอีกประเด็นที่หน่วยงานสอบสวนควรนำไปตรวจสอบขยายผลด้วย

รังสิมันต์ยังกล่าวอีกว่า การตรวจสอบเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากกรณีข้อกล่าวหาเรื่องสินบน 40 ล้านบาท ที่พาดพิงถึง ชัยชนก ชิดชอบ ก่อนจะขยายผลไปสู่การตรวจสอบข้อมูลการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ และธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง โดยกรรมาธิการยังมีข้อมูลอื่นที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายขอบเขตผู้เกี่ยวข้องได้มากกว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการเคลื่อนย้ายเงิน อาจทำให้การติดตามเส้นทางการเงินและการตรวจสอบการฟอกเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีตัวกลางในการโอนสินทรัพย์ระหว่างแพลตฟอร์มในประเทศไทยกับเว็บไซต์ต่างประเทศ หน่วยงานรัฐควรใช้กรณี Shuffle เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนามาตรการป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้กับการกระทำผิดกฎหมายรูปแบบอื่นด้วย

รังสิมันต์ยังกล่าวต่อไปถึงกรณีกระแสข่าวที่ว่า DSI อาจดำเนินคดีเพียงความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยไม่รวมความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน โดยระบุว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากเว็บไซต์ Shuffle มีลักษณะเป็นเว็บไซต์คาสิโน และมีข้อมูลเส้นทางการเงินที่สามารถนำไปตรวจสอบได้

หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ในส่วนของกรรมาธิการเองก็พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป หากพบพยานหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจ้าหน้าที่ DSI ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่คำนึงถึงผู้มีอำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และร่วมกันผลักดันให้การปราบปรามทุนสีเทาเกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการใช้แพลตฟอร์มหรือโครงสร้างของรัฐเป็นเครื่องมือในการฟอกเงินอีก

คอลัมน์ โล่เงิน

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เขย่าแวดวงสีกากีและสิงห์คลองหลอดเก้าอี้ร้อนฉ่า

เมื่อนโยบายจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเปิดฉากสงครามปราบปรามสถานบริการผิดกฎหมายและทุนต่างชาติสีเทาอย่างดุดัน

จนเกิดเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่น้อยว่า ปฏิบัติการกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคนชนิดไม่ไว้หน้าใครรอบนี้

เป็นเพียงการ “ตีเมืองขึ้น” หรือเป็นการ “ปะ ฉะ ดะ” เพื่อรื้อระบบผลประโยชน์ใต้ดินที่ฝังรากลึกกันแน่

หากย้อนดูเส้นทางจัดระเบียบสังคม มท.2 รหัสเรียกขานนี้ ถือว่าประวัติการทำโปรไฟล์ไม่ธรรมดา และไม่มีคำว่าอ่อนข้อให้ก๊วนอิทธิพลใดๆ

กรกฎาคม : ประเดิมด้วยการปูพรมตรวจโรงแรมเถื่อนที่ภูเก็ต พบลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต 5 แห่ง บางแห่งเข้าข่ายเป็นนอมินีทุนต่างชาติ งานนี้มี “สายตรง” จากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่อสายมาขอให้ “ยุติการจับกุม” แต่พลพีร์ตอกกลับหน้าหงาย ยืนยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย เพราะหากละเว้น เจ้าหน้าที่เองนั่นแหละที่จะโดนข้อหาตามมาตรา 157

สิงหาคม : เปิดปฏิบัติการ “บารมีโสธร” ตรวจค้นผับเถื่อน “90’s บาร์” เจอยาเสพติดเกลื่อนร้านและเด็กต่ำกว่า 20 ปีปีนเกลียวเข้ามาใช้บริการ สั่งเสนอปิดยาวสะใจเป็นเวลา 5 ปี

ปลายสิงหาคม : นำทีมบุกทลาย “577CLUB” ย่านห้วยขวาง หลังชาวบ้านทนไม่ไหว ร้องเรียนว่าเปิดยันสว่างเด่นหราโดยไม่มีใบอนุญาต ที่น่าเจ็บใจคือผับนี้เคยโดนสั่งปิดและจับกุมไปแล้วเมื่อปีก่อนหน้า แต่ก็ยังกล้ากลับมาเปิดซ้ำเย้ยกฎหมาย

กันยายน : สลับโหมดไปลุยอบายมุขเปิดปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” บุกจู่โจม 2 บ่อนพนันยักษ์กลางเมืองเชียงใหม่ที่วางระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีกล้องวงจรปิดรอบทิศ และพบเอกสารเช่าสถานที่ที่โยงใยไปถึงอดีตนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่

10 ตุลาคม : ปล่อยหมัดเด็ดเปิดปฏิบัติการ “สิงห์เผด็จศึก” นำกำลังชุด DOPA S.W.A.T. บุกค้น “OK Bar” บนถนนข้าวสาร ห่างจาก สน.ชนะสงคราม แค่ราวๆ 100 เมตร รวบทั้งเด็ก ยาเสพติด และอาวุธปืน พร้อมหลักฐานชิ้นสำคัญอย่าง “บัญชีจ่ายส่วย” เดือนละ 1.8 แสนบาท ส่งผลให้ 5 เสือ สน.ชนะสงครามปลิวหายไปในพริบตา

ล่าสุด 17 ตุลาคม : เปิดปฏิบัติการ “สิงห์ปราบห้องลับ” ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง บุกเช็กบิลธุรกิจ KTV ห้องส่วนตัว 4 แห่งรวด พบกลุ่มลูกค้าเป็นชาวจีนถึง 99% ไม่มีใบอนุญาต เปิดเกินเวลา และแฝงการค้าประเวณี จนนำไปสู่คำสั่งเด้งฟ้าผ่าทั้งนายอำเภอปลวกแดงและผู้กำกับการ สภ.ปลวกแดงไปตามระเบียบ

พยานหลักฐานเชิงประจักษ์และรายละเอียดในบัญชีส่วยที่ถูกเปิดโปงจากทุกปฏิบัติการของพลพีร์

กำลังชี้เป้าไปที่ใจกลางปัญหา นั่นคือ “พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509” ที่ล้าหลังเกิน ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเมือง

ทั้งการล็อกโซนนิ่ง (Zoning) ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพื้นที่ และเวลาเปิด-ปิดที่ตึงเป๊ะไม่ยืดหยุ่น

กลายเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่ซับซ้อนจนทำให้ผู้ประกอบการที่อยากทำถูกต้องแบบ 100% แทบไม่มีทางรอดในโลกความเป็นจริง

สุดท้ายจึงต้องจำใจ “ยอมจำนนจ่ายส่วยรายเดือน” ให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มใช้เป็นช่องทางเรียกรับเงินใต้โต๊ะแลกกับการเปิดบริการ

รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องทดลอง “รื้อข้อจำกัด” เหล่านี้ในพื้นที่เฉพาะ จึงเลือกโมเดลแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ เรียกประชุมด่วน

นำมาสู่มติสั่งการให้ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จับมือกันลงพื้นที่รื้อช่องโหว่กฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.สถานประกอบการ

เพื่อจัดตั้งโมเดล “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” หวังดึงธุรกิจราตรีขึ้นมาอยู่บนดินอย่างปลอดภัย เปลี่ยนส่วยใต้โต๊ะเป็นภาษีเข้ารัฐ พร้อมสั่ง ป.ป.ท.ล้างบางฟันวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่รัฐที่รับส่วยให้เสร็จสิ้นใน 30 วัน

ทันทีที่โมเดลนี้ถูกประกาศ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ส.ส.กทม.พรรคประชาชน พร้อมด้วยเสียงของประชาชนในพื้นที่ได้ออกมาขานรับทันที

ส.ส.บูมชี้ชัดว่านี่คือโอกาสสำคัญในการรื้อรากเหง้าปัญหา และเรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริง ไม่ใช่แค่ผักชีโรยหน้า

สอดคล้องเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ที่ออกมาหนุนหลังให้รัฐบาล “เร่งลงมือทำทันที” ไม่ควรรอถึง 30 วัน

พร้อมได้ให้ผู้ประกอบการร่วมลงชื่อสนับสนุนไปถึงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย

เพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังจะหลั่งไหลเข้าประเทศ

ภาวะที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ธุรกิจกลางคืนและถนนข้าวสารคือเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยปั๊มได้เร็วที่สุด การเร่งจัดทำแซนด์บ็อกซ์จึงเป็นทางรอดเดียวที่ผู้ประกอบการมีในเวลานี้

กฎหมายเดิมคือตัวฉุดรั้ง ควรออกกฎกระทรวง ประกาศเป็นโซนนิ่ง แก้ไขกฎหมายเดิมเพื่อให้ทันการณ์

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังท่ามกลางเสียงเชียร์รอบทิศ อันตรายต่อชีวิตจากอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน

เนื่องจากดัดแปลงมาจากตึกแถวเก่า เพราะฉะนั้น กทม.ต้องเข้มงวดกฎหมาย ไม่ละเลยมาตรการความปลอดภัย ระบบหนีไฟ และโครงสร้างอาคาร อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำรอยเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่

ปัญหามลภาวะทางเสียง และชุมชนรอบข้างถนนข้าวสารที่รายล้อมไปด้วยชุมชนเก่าแก่ วัด และโรงเรียน

การขยายเวลาหรือผ่อนปรนพื้นที่

หากไร้การควบคุมระบบกันเสียงที่เข้มงวด จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับภาคประชาชน

และต้องป้องกันห้ามเกิดช่องว่างให้กลุ่มอิทธิพล ทุนเทานำยาเสพติดรูปแบบใหม่เข้ามาแพร่ระบาดได้ง่าย

หากรัฐบาลทำเฉพาะ “ถนนข้าวสาร” แต่ย่านอื่นๆ ยังคงใช้กฎหมายเดิม จะเกิดคำถามเรื่องความเท่าเทียมทันที อาจแปรสภาพ “ส่วย” จากที่หนึ่งย้ายไปโผล่อีกที่หนึ่งแทน

จนถึงนาทีนี้ ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงเตือนรอบทิศ ทว่า หน่วยงานหลักยังไม่ขยับรูปธรรมเด่นชัดออกมา ชวนให้ประชาชนตั้งคำถามว่า

สุดท้ายแล้ว “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” จะเป็นโมเดลช่วยชาติ หรือเป็นเพียงหลักฐานตอกย้ำว่า รัฐบาลนี้ดีแต่ทำงานด้วยปากไปวันๆ เท่านั้น?