ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลา (8)
เมื่อกระแสลมปฏิวัติพัดหวน!
“สหายที่เป็นโรคใจร้อนในการปฏิวัติทั้งหลายได้ประเมินกำลังทางอัตวิสัยของการปฏิวัติสูงไป และประเมินกำลังปฏิปักษ์ปฏิวัติต่ำไปอย่างไม่เหมาะสม การประเมินเช่นนี้ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากลัทธิอัตวิสัย ผลก็คือ จะต้องก้าวไปสู่หนทางของลัทธิสุ่มเสี่ยงอย่างไม่ต้องสงสัย”
ประธานเหมา เจ๋อตง
เรื่องราวของเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ผูกโยงอยู่กับประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของปัญหาความมั่นคงไทยอย่างไม่น่าเชื่อ คือเรื่องราวของ “สงครามปฏิวัติ” ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
จนบางทีก็มีคำกล่าวกันเล่นๆ ในภายหลังว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะไม่มีนิสิตนักศึกษาเข้าป่า และพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่แตก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ไทย รวมถึงพรรคในภูมิภาคอีกส่วน เกิดภาวะล่มสลายจาก “ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์” มากกว่า และความขัดแย้งระหว่างปีกปัญญาชนที่เข้าสู่ฐานที่มั่นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กับสหายรุ่นเก่า เป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้การล่มสลายของพรรคนั้น ปรากฏชัดเจน
ผลด้านกลับ
ผลพวงจากการล้อมปราบใหญ่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นิสิตนักศึกษาจำนวนมากตัดสินในการเดินทางเข้าสู่ชนบท ร่วมทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แทบไม่น่าเชื่อว่า คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากที่เป็นกำลังพลสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต กลับตัดสินใจที่จะเดินทางคู่ขนานกับรัฐ ทั้งยังตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐ จนถึงขั้นของการใช้อาวุธเข้าต่อสู้
ฉะนั้น เมื่อเปิดประเด็นเช่นนี้แล้ว ก็อยากจะขอเล่าสักนิดว่า สำนวนคำว่า “เข้าป่า” ในยุคนั้น เป็นเหมือน “คำศักดิ์สิทธิ์” ของคนรุ่นผม เพราะการตัดสินใจเข้าป่านั้น ถือเป็นการตัดสินใจสูงสุดในการเข้าร่วม “สงครามปฏิวัติ” แบบเต็มตัว หรือที่เรียกว่าเป็นการก้าวสู่ความเป็น “นักปฏิวัติ” ในทางอุดมคติ ทั้งที่ความรับรู้เรื่องราวของชีวิตในป่า ที่ไม่ใช่การไปเดินทางเที่ยวป่าในแบบของนิสิตชมรมอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น มีอยู่อย่างจำกัดมาก
ในความเป็นจริงนั้น พวกเราไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์อย่างที่มักถูกกล่าวหา หรือถูกสร้างภาพให้เป็น แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามีทัศนคติในแบบที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า เป็นพวก “เอียงซ้าย” เสียมากกว่า ก็เลยอาจทำให้เรารับแนวคิดสังคมนิยมได้ง่าย
แต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยอมเปลี่ยนชีวิตจากนิสิตนักศึกษาที่เป็นลูกหลานชนชั้นกลางในเมือง แล้วย้ายตัวเองไปใช้ชีวิตในป่านั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “ป่า” ในที่นี้มีความหมายถึง “ฐานที่มั่น” ทางทหารของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐที่อยู่ในป่าลึก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และไม่มีสิ่งอำนายความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น จนอาจต้องกล่าวว่าการใช้ชีวิตในฐานที่มั่น ไม่ใช่ความสุขสบายในแบบ “นอนโรงแรมกลางป่า” อย่างแน่นอน
ดังที่สหายรุ่นน้องคนหนึ่งกล่าวติดตลกกับผมว่า สิ่งแรกที่ออกมาจากป่าแล้วอยากมากที่สุดคือ “น้ำแข็ง” เพราะในความเป็นจริงของการเดินทางที่เกิดขึ้นนั้น คนรุ่นๆ ผมไม่มีใครมีจินตนาการว่า ภาพชีวิตในฐานที่มั่นจริงๆ เป็นเช่นไร และในชีวิตจริงก็ไม่มีใครเข้าหลักสูตร “การดำรงชีวิตในป่า” มาก่อน
แต่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เหตุการณ์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลับเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญให้หลายคนตัดสินใจได้อย่างชัดเจนในการยุติบทบาทในเมือง อันส่งผลให้นิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบทอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และผลที่ตามมาอย่างที่ชนชั้นนำและบรรดาผู้นำปีกขวาไทยในหลายส่วนต้องตกใจคือ การขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย…
สงครามปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยนับจากปี 2520 เป็นต้นไป ขยายตัวออกไปอย่างมาก พื้นที่ “สีแดง” เพิ่มขึ้นในหลายจุดของประเทศไทย จนมีสภาพเป็นเสมือนคำกล่าวที่เปรียบเปรยสงครามปฏิวัติจีนในช่วงต้นว่า “ประกายไฟน้อยๆ ลามทุ่งได้” (จดหมายของประธานเหมาฯ, มกราคม พ.ศ.2473)
โดมิโนอินโดจีน-โดมิโนไทย
ดังที่ทราบกันดีว่า การล้มของ “โดมิโนอินโดจีน” ทั้ง 3 ตัวในปี 2518 และต่อมาเกิดการปราบปรามใหญ่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2519 นั้น ทำให้เกิดความคาดคะเนทางการเมืองว่า จะเป็นอีกครั้งที่จะพิสูจน์ความถูกต้องของ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่เกิดสภาวะของการล้มตามกัน ดังที่กล่าวเป็นสมมุติฐานในการนำเสนอทางทฤษฎีจากคำกล่าวของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ในปี 2497 ว่า เมื่อเกิดรัฐคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคแล้ว จะเกิดรัฐคอมมิวนิสต์ตามมา
ในอินโดจีน เมื่อมีการล้มของโดมิโนถึง 3 ตัวในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยตามกันมาแล้ว ภาพของสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นคำถามในตัวเองถึงสถานะความมั่นคงของรัฐไทย ที่จะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” ในอนาคตหรือไม่ ซึ่งได้เคยนำเสนอแล้วว่า สำหรับชนชั้นนำและบรรดาปีกขวาไทยทั้งหลายนั้นเกิดความกังวลอย่างมากว่า ไทยในปี 2519 กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของฝ่ายขวาจัดในการ “ปิดถนน” เพื่อไม่ให้รัฐไทยเดินไปบน “เส้นทางสายโดมิโน” นั้นใช้ “ความรุนแรงอย่างสุดโต่ง” เป็นมาตรการหลัก ซึ่งเหตุรุนแรงในเช้าวันนั้นจึงได้กลายเป็นแรงผลักตรงๆ ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ต้องตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองสู่การเป็น “นักปฏิวัติ”
แต่ในอีกด้านของทฤษฎีโดมิโนในบริบทเช่นนี้ ได้เกิดสิ่งคู่ขนานกับ “ความกลัวโดมิโน” ของฝ่ายขวาไทย ถ้าฝ่ายขวากลัวโดมิโนที่ล้มแล้วในอินโดจีน จะมาช่วยลากให้โดมิโนไทยต้องล้มตามไป ฝ่ายซ้ายก็หวังอย่างมากในแบบเดียวกันคือ อยากให้ไทยต้องเป็นตัวโดมิโนล้มตามไปด้วย
ฉะนั้น ในสภาวะของการ “ยกระดับสงคราม” หลังการปราบปรามใหญ่ในปี 2519 แล้ว ทั้งฝ่ายขวาและซ้ายอาจจะมีมุมมองต่อโดมิโนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือเชื่อว่าสุดท้ายแล้วโดมิโนจะล้มที่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์สงครามภายในของไทยขยายตัวอย่างมาก
โดมิโนของฝ่ายซ้าย
ภาวะเช่นนี้ทำให้บรรดาปีกซ้ายดูจะมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า โอกาสที่จะเกิดโดมิโนในไทยนั้น มีความเป็นไปได้สูง เพราะอย่างน้อยโดมิโนก็ถูกพิสูจน์ในเบื้องต้นแล้วว่า โดมิโนได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วในอินโดจีน ภาวะเช่นนี้ ทำให้ “การปฏิวัติสังคมนิยม” ขึ้นสู่กระแสสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปด้วย
อีกทั้งความสำเร็จของการปฏิวัติอินโดจีนทำให้เกิด “หลังพิง” แก่การปฏิวัติไทยในทางภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน เช่น เพียงข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำโขง ก็เป็นพื้นที่ของฝ่ายคอมมิวนิสต์แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ของรัฐบาลฝ่ายขวาที่เคยเป็น “แนวป้องกันด้านความมั่นคง” ให้แก่รัฐไทยเช่นในอดีต
ดังนั้น ถ้าจะบอก “ขวาเชื่อโดมิโน” เราก็อาจต้องกล่าวในอีกด้านว่า “ซ้ายก็เชื่อโดมิโน” ในอีกแบบ เนื่องจากการปฏิวัติสังคมนิยมได้เปิดฉากขึ้นด้วยความสำเร็จในอินโดจีนทั้งภูมิภาคแล้ว แม้ในความเป็นจริง ชีวิตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์จะมีปัญหาอย่างมาก จนเกิดการอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมากเข้ามาพักพิงในไทย และไทยในบริบทเช่นนี้ได้กลายเป็น “รัฐแนวหน้า” ที่มีแนวพรมแดนด้านตะวันออกทั้งแนวประชิดกับรัฐสังคมนิยมอย่างที่ไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม ในมุมของปีกซ้ายไทยแล้ว อาจเป็นการยากที่พวกเขาจะตระหนักถึงปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่ในเวลาเช่นนั้น การสนับสนุนการปฏิวัติจากจีน กำลังเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม อันเป็นผลอย่างสำคัญมาจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีภาพการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันในเดือนกุมภาพันธ์ 2515 เป็นสัญญาณใหม่ในเวทีสากล
การเดินทางเยือนจีนดังกล่าวเป็นสัญญาณโดยตรงถึงผู้นำในเอเชียว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายทางการทูต และอาจส่งผลอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐในเอเชีย และปัญหาสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกับที่ท่าทีของจีนกับโลกตะวันตกก็อาจเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในกรณีความสัมพันธ์สหรัฐกับจีนนั้น ยังนำไปสู่การเจรจาหยุดยิงในสงครามเวียดนามที่กรุงปารีสในต้นปี 2516 ซึ่งเท่ากับการสิ้นสุดสงครามเวียดนามในส่วนของสหรัฐอเมริกา และปฏิเสธไม่ได้ว่า การถอนตัวของสหรัฐจากสงครามครั้งนี้ ทำให้ในที่สุดแล้วกองทัพเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการยึดไซ่ง่อนในสิ้นเดือนเมษายน 2518
การกวาดล้างใหญ่ในจีน
ความสำเร็จของฝ่ายคอมมิวนิสต์เช่นนี้อาจจะทำให้กระแสปฏิวัติขยับตัวสูงขึ้นในภูมิภาคเรา แต่ในภาพรวมของกระแสปฏิวัติจีนนั้นดูจะไปในอีกทาง เพราะหลังจากการเสียชีวิตของประธานเหมาในเดือนกันยายน 2519 แล้ว กลุ่ม “แก๊ง 4 คน” ที่เป็นกลุ่มซ้ายจัดในการเมืองจีนก็ถูกจับในเดือนตุลาคม 2519
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า การกวาดล้าง “แก๊ง 4 คน” ข้อหากบฏในจีนนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519… การกวาดล้าง “ปีกซ้าย” ที่มีขบวนนิสิตนักศึกษาเป็นตัวแทนในสังคมไทยก็เกิดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน ทั้ง 2 เหตุการณ์ล้วนเกิดในวันเดียวกัน
การสิ้นสุดอำนาจของแก๊งซ้ายจัดของจีนทำให้การปรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐที่เริ่มในปี 2515 นั้น มีความก้าวหน้ามากขึ้น และทิศทางการสนับสนุนการปฏิวัติสังคมนิยมในแบบเดิมของจีนได้เปลี่ยนไป เพราะจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตกมากขึ้น ทั้งหันไปเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตมากขึ้น
ในภาวะเช่นนี้ การเดินทางของคนรุ่นผมเข้าสู่ฐานที่มั่นในชนบทจึงดูเหมือนจะเป็นเวลาที่ “สวนกระแสปฏิวัติจีน” อันทำให้โอกาสที่ “โดมิโนไทย” จะล้มตาม “โดมิโนอินโดจีน” นั้นอาจไม่ง่าย ทั้งอาจเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนผันไปหมด โดยเฉพาะเมื่อ “กระแสลมปฏิวัติ” จากจีนอ่อนแรงลง และตามมาด้วยสงครามครั้งใหม่ในอินโดจีนในปี 2522 และเป็นสงครามที่คอมมิวนิสต์รบกับคอมมิวนิสต์ อันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอีกแบบ
สุดท้ายแล้ว เมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สงครามปฏิวัติไทยก็เดินทางมาถึงจุดสุดท้าย และปิดฉากลง พร้อมกับเกิด “โดมิโนฝ่ายซ้าย” คือการล้มตามกันของพรรคคอมมิวนิสต์ 3 ประเทศในเวลาไล่เลี่ยกันคือ พรรคมลายา พรรคไทย และพรรคพม่า
ในท้ายที่สุด โดมิโนตัวที่ 4 หลังอินโดจีนกลับกลายเป็นการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเอง พร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามในชนบทไทย แต่จนถึงวันนี้ เพื่อนเราหลายคนจากหลายมหาวิทยาลัยที่เดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นในวันนั้น ไม่มีโอกาสได้เดินทางกลับบ้าน… แม้เวลาจะผ่านเลยนานถึง 50 ปีแล้วก็ตาม!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
