บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (54)
“มือปืน” พ.ศ.2526
ภาพยนตร์ไทยคลาสสิกอย่าง “มือปืน” (2526) ออกฉายหลังแรมโบ้ 1 ปี เป็นผลงานกำกับฯ ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่มีตัวละครเอกอย่าง “จ่าสมหมาย” ที่รับบทโดย สรพงศ์ ชาตรี อดีต “ทหารรับจ้าง” ในลาวที่ผันตัวมาเป็น “มือปืนรับจ้าง” สะท้อนความเป็นจริงในสังคมยุคหลังสงครามลับลาวได้อย่างสมจริงและทรงพลังทั้งในมุมของทหารผ่านศึกสงครามลับลาว และ “โศกนาฏกรรมชีวิตของทหารเหลือใช้สงคราม”
จ่าสมหมายอดีตทหารเสือพรานไทยที่เคยผ่านสมรภูมิรบอันโหดร้ายทั้งในเวียดนามและสงครามลับในลาว เขารอดชีวิตกลับมาสู่แผ่นดินเกิดในสภาพร่างกายที่พิการขาขาดไปข้างหนึ่งทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพปกติได้
รัฐบาลและกองทัพก็ทอดทิ้งไร้สวัสดิการเหลียวแล จ่าสมหมายต้องลดเกียรติของนักรบลงมาเป็นคนขับรถส่งของหาเช้ากินค่ำเพื่อหาเงินมารักษาแผลและเลี้ยงดูภรรยากับลูกสาวในสลัมกรุงเทพฯ
ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการถูกสังคมเมืองหลวงตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นนักรบรับจ้าง ทำให้จ่าสมหมายไม่มีทางเลือก เขาถูกบีบให้ต้องกลับไปใช้ทักษะเดียวที่รัฐเคยฝึกฝนให้เขา นั่นคือ “การฆ่า” โดยยอมรับงานเป็นมือปืนรับจ้างเด็ดหัวเหยื่อเพื่อแลกกับเงินประทังชีวิต
หนังสะท้อนภาพจ่าสมหมายที่มีอาการเย็นชา ด้านชาต่อความรุนแรง สามารถลั่นไกสังหารเป้าหมายได้อย่างแน่วแน่ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและภาพของความตายจากสมรภูมิเก่าที่ตามหลอกหลอน
จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ารวมถึงถูกไล่ล่าโดยสารวัตรธนู นายตำรวจหนุ่มผู้ซื่อตรงและเป็นตัวแทนของกฎหมายขาว-ดำในเมืองหลวง นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบสังคมที่บกพร่องล้มเหลวนั่นเองที่ผลักดันให้วีรบุรุษผู้ปกป้องชาติกลายเป็นอาชญากรหมายเลขหนึ่ง

ไม่ต่างจาก “แรมโบ้” ภาพสะท้อนจาก “มือปืน” มีส่วนที่ตรงกับความจริงทางประวัติศาสตร์อย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในแง่ของโครงสร้างสังคมที่สร้างความบาดลึกและซ้ำเติมความรู้สึกด้อยค่าให้กับอดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังสะท้อนภาพอย่างชัดเจนของสังคมไทยในช่วงปี พ.ศ.2520-2530 ที่อาวุธสงครามเป็นของหาง่าย และการต่อสู้ทำลายล้างระหว่างผู้มีอิทธิพลในต่างจังหวัดและแม้แต่ในกรุงเทพฯ ทำให้อดีตทหารเสือพรานจำนวนหนึ่งผันตัวเข้าสู่วงการซุ้มมือปืนหรือมือสังหารของเจ้าพ่อท้องถิ่น โดยภาพยนตร์ไม่ได้ “นั่งเทียนเขียน” แต่หยิบยกมาจากสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทยยุคนั้น
ทหารเสือพรานจำนวนมากผ่านสมรภูมิระดับ “โรงฆ่าสัตว์” อย่างล่องแจ้งและทุ่งไหหิน พวกเขาคุ้นชินกับการฆ่า ความตาย และการใช้อาวุธสงคราม เมื่อต้องกลับมาสู่สังคมปกติที่สงบสุข หลายคนปรับตัวไม่ได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ รู้สึกแปลกแยกจากสังคม
เนื่องจากเป็น “สงครามลับ” เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ รัฐบาลไทยและซีไอเอจึงตัดงบประมาณและปิดตัวโครงการ อาสาสมัครที่เป็นพลเรือนถูกลบประวัติการรบ ไม่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ ไม่มีสิทธิ์การรักษาพยาบาล และไม่มีการรองรับตำแหน่งงานในกองทัพเหมือนทหารประจำการ
พวกเขาจึงกลับบ้านมาพร้อมความยากจนและร่างกายที่พิการ เมื่อเผชิญกับความยากจน ไม่มีเงินทุน และถูกสังคมทอดทิ้ง ทักษะเดียวที่พวกเขาเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพคือการใช้อาวุธและการสังหาร ในยุคที่เมืองไทยเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลและเจ้าพ่อท้องถิ่น
อดีตทหารเสือพรานจึงกลายเป็น “สินค้าชั้นดี” ที่ซุ้มมือปืนต้องการตัวไปใช้งาน
แทนที่จะได้รับการต้อนรับจากสังคมในฐานะ “วีรบุรุษ” เหมือนทุกสงครามก่อนหน้านี้ ทหารเสือพรานกลับกลายเป็น “ขยะสังคม” แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะพยายามฉายภาพให้เห็นใจตัวละครในฐานะ “เหยื่อของระบบ” แต่ในมุมมองของอดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่ที่พยายามสู้ชีวิตด้วยอาชีพสุจริต หนังเรื่องนี้กลับตอกย้ำความเจ็บปวดและด้อยค่าศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างรุนแรง
การตราหน้าแบบเหมารวมยุคนั้นทำให้สังคมเกิดภาพจำลองว่า “ทหารที่กลับมาจากลาว = มือปืน/อาชญากร” อดีตทหารเสือพรานส่วนใหญ่ที่กลับไปทำนา เป็นคนขับรถรับจ้าง เป็น รปภ. หรือประกอบอาชีพสุจริต ต้องพลอยถูกหวาดระแวงและจับจ้องจากคนในชุมชน ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครกล้ารับเพราะกลัวความรุนแรง จนเกิดความรู้สึกว่า ยามที่ประเทศชาติวิกฤต พวกเขาเป็นด่านหน้าข้ามโขงไปสละเลือดเนื้อตายแทนคนในชาติเพื่อไม่ให้คอมมิวนิสต์ข้ามมายึดเมืองไทย แต่เมื่อสงครามจบลง สังคมกลับตีตราภาพของพวกเขาในฐานะ “สัตว์สงคราม” ที่ “เห็นแก่เงิน” “รบเพื่อเงิน” ในลาว และกลับมา “ฆ่าคนเพื่อเงิน” ในไทย เป็นการทำลายเกียรติภูมิ “นักรบนิรนาม” ที่พวกเขาภูมิใจไปจนหมดสิ้น
ในขณะที่ตัวละคร จ่าสมหมาย ในหนังมีจุดจบที่น่าเวทนา อดีตทหารเสือพรานบางคนสะท้อนว่า ชีวิตจริงของพวกเขาโดดเดี่ยวและขมขื่นกว่าในหนังหลายเท่านัก เพราะร้องเรียนหรืออธิบายให้ใครฟังไม่ได้เลยเนื่องจากติดกฎเหล็กและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เรื่องการรักษาความลับ
ภาพยนตร์อย่าง “มือปืน” จึงทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาที่สะท้อน “ด้านมืดของสงคราม” ได้อย่างซื่อสัตย์ แต่มันเป็นกระจกที่ส่องเน้นย้ำไปที่บาดแผลและความล้มเหลวในการเยียวยาทหารผ่านศึกของรัฐบาลไทยและทัศนะของสังคมไทยในยุคนั้น
“Taking Chance” พ.ศ.2552
หนังฮอลลีวู้ดเรื่องนี้สะท้อนภาพต่างออกไป โดยเดินเรื่องผ่านความเงียบและการเดินทางไม่มีฉากรบเลยแม้แต่ฉากเดียว แต่ดิ่งลึกไปที่ “ปฏิกิริยาของสังคมแนวหลัง” ตลอดเส้นทางที่โลงศพคลุมธงชาติผ่านไป ตั้งแต่พนักงานคลังสินค้าที่ช่วยตรวจเอกสารด้วยความประณีต กัปตันสายการบินพาณิชย์ที่ประกาศให้ผู้โดยสารนั่งนิ่งๆ เพื่อไว้อาลัยยามลำเลียงโลงศพลงจากเครื่อง คนงานแบกกระเป๋าในสนามบินที่เป็นอดีตทหารผ่านศึกพักงานแล้วยืนตรงทำความเคารพ ไปจนถึงผู้คนบนทางหลวงที่พร้อมใจกันเปิดไฟหน้ารถและขับตามรถขนศพเป็นขบวนยาวโดยไม่มีใครแซง
หนังสร้างจากเรื่องจริงของ พ.ท.ไมเคิล สโตรเบิล นายทหารประจำโต๊ะทำงานในวอชิงตัน ผู้ไม่ได้ไปออกรบในสนามรบอิรัก แต่เขารู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่เห็นคนหนุ่มรุ่นลูกต้องไปตาย วันหนึ่งเขาพบรายชื่อของ พลทหารชานส์ เฟลป์ส เด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากบ้านเกิดเดียวกันที่เสียชีวิตในสนามรบ พ.ท.ไมเคิลจึงอาสาทำหน้าที่เป็น “นายทหารนำส่งศพ” (Escort Officer) เพื่อพาร่างของทหารหนุ่มคนนั้นเดินทางข้ามรัฐกลับไปฝังยังบ้านเกิดในรัฐไวโอมิง
หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นขั้วตรงข้ามของสังคมอเมริกันใน “แรมโบ้” และสังคมไทยใน “มือปืน” เป็นภาพของสังคมที่ประชาชนร่วมกันโอบกอดและประคองเกียรติยศของทหารผ่านศึกในความเงียบ โดยที่ทหารหนุ่มผู้ล่วงลับไม่จำเป็นต้องปริปากทวงถามบุญคุณใดๆ เลย
สงครามมี 2 ประเภท
“แรมโบ้” กับ “มือปืน” สร้างออกมาในเวลาที่ต่างกันเพียงปีเดียว แต่สะท้อนเรื่องราวของสังคมอเมริกันและสังคมไทยในมุมที่คล้ายกัน
เมื่อครั้งที่รัฐบาลสหรัฐนำประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนาม ชาวอเมริกันซึ่งเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของประเทศและความเป็นผู้นำผู้ทรงธรรมแห่งโลกเสรีรวมทั้งการโฆษณาของรัฐบาลและสื่อต่างให้ภาพความเลวร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังกลืนกินแผ่นดินของเพื่อนร่วมโลก และความเหนือกว่าของพลานุภาพทางทหารของพญาอินทรีที่เมื่อเทียบกับคนเอเชียตัวเล็กๆ ซูบผอมที่มีเพียงอาวุธเก่าๆ ไร้ประสิทธิภาพว่าสงครามจะจบสิ้นในเร็ววัน คนหนุ่มอเมริกันจำนวนไม่น้อยจึงทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งการศึกษาเข้าร่วมเป็นทหารไปรบเวียดนามเพื่อชาติ เพื่อโลกเสรี และเชื่อว่าอีกไม่นานค่อยกลับมาสานต่ออนาคตที่พักวางไว้ชั่วคราว
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุกใหญ่ของคนเอเชียตัวเล็กๆ ในเทศกาลตรุษญวน “Tet Offensive” เมื่อต้นปี พ.ศ.2511 และคำพูดจากปากของสื่อที่ได้รับความเชื่อถืออย่างวอลเตอร์ ครอนไครต์ ว่า อเมริกันกำลังจะแพ้สงครามครั้งนี้ จากนั้นความเป็นจริงของสงครามก็ถูกเปิดเผยสู่สาธารณชนราวทำนบแตก นำไปสู่ความหมดความเชื่อถือในรัฐบาลและกลายเป็นความเกลียดชังเมื่อจับได้ว่ารัฐบาลโกหก แล้วลงเอยด้วยการต่อต้านที่ขยายขอบเขตไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
แต่ที่น่าเศร้าคือ ความเกลียดชังรัฐบาลได้ลามไปสู่ทหารผ่านศึกเวียดนามอย่างที่ปรากฏในหนังแรมโบ้
ต่อสงครามเวียดนาม รัฐบาลอเมริกันเลือกวิธี “โกหกประชาชน” ขณะที่ต่อสงครามลับลาว รัฐบาลไทยใช้วิธี “ปิดหูปิดตาและปิดปากประชาชน” แต่ทางเลือกที่ต่างกันนี้กลับนำไปสู่ชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันระหว่างทหารผ่านศึกอเมริกันกับทหารผ่านศึกเสือพรานไทย
ชะตากรรมของทหารเสือพรานจากสงครามลับในลาว ที่เริ่มจากความไม่รู้ของสังคมไทยด้วยข้ออ้าง “ความมั่นคง” จากรัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการที่ถูกรังเกียจกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 การเมืองไทยที่แยกไม่ออกระหว่าง “ทหารกับการเมือง” จึงไม่แปลกอะไรที่ทหารเสือพรานจะถูกตั้งข้อรังเกียจจากสังคมไทย ทั้งเป็น “สมุนเผด็จการ” ทั้ง “ทหารรับจ้าง”
ภาพยนตร์ “มือปืน” สะท้อนผลลัพธ์ปลายทาง โดยไม่ได้วิพากษ์ต้นตอของปัญหาการเมืองไทย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
