My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์
กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (2)
“อาจารย์ฟ้อน” ฆราวาสจอมขมังเวท
ในครั้งช่วงสงครามอินโดจีนไทย-ฝรั่งเศส และสงครามมหาเอเชียบูรพา เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวให้กำลังใจมากกว่าปกติ “จาด-จง-คง-อี๋” คือเหล่าพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงแห่งยุค ส่วนฆราวาสจอมขมังเวทที่มหาชนให้การนับถือบูชาเครื่องรางของขลังมีหลายท่าน เช่น อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ อาจารย์จาบ สุวรรณ อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ฯลฯ
สำหรับอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เป็นหนึ่งในจอมขมังเวท แม้นเขามีประวัติความเป็นมาคลุมเครือ แต่ผู้คนนั้นครั้งนั้นเชื่อกันว่าเป็นฆราวาสจอมขมังเวทผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะช่วงยุคสงครามอินโดจีนถึงสงครามมหาเอเชียบูรพา
ว่ากันว่า ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคม การสักยันต์ ตามที่เรียกกันว่า “ประสะเลือด” คือถ่ายเลือดจากตัวอาจารย์ฟ้อน โดยอาจารย์ฟ้อนใช้มีดดาบตอกสุดแรงเข้าไปในเพดานปากของตนเพื่อให้เลือดไหลลงมาตามด้ามมีดลงไปในแก้ว แล้วอมเลือดนั่งบริกรรมคาถา พ่นเลือดลงในผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่เขียนยันต์ นอกจากนี้ อาจารย์ฟ้อนยังมีชื่อเสียงด้านการถอดถอนพิษงูและพิษต่างๆ อีกด้วย
ท่ามกลางความกลัวในสงคราม ในช่วงเวลานั้น คนร่ำลือกันว่ามีอาจารย์มีวิชาดีคนหนึ่งอยู่ทางปทุมธานี มีลูกศิษย์ขึ้นแน่น หัวบันไดไม่แห้ง มีคนเชิญกันไม่เว้นแต่ละวัน วิชาดีคือเก่งทางสักยันต์ โดยเอาเลือดออกจากปากมาลงกระหม่อมให้แก่ผู้ฝากตัวเป็นศิษย์
แต่ค่ายกครูอาจารย์ฟ้อนมีราคาแพงถึง 25 บาท อาจารย์ผู้นี้มักเดินทางไปเปิดสำนักตามศาลเจ้าต่างๆ และตามวัดร้าง มีการแบ่งรายได้ถวายให้กับพระบ้างเล็กน้อย กิตติศัพท์ของอาจารย์ฟ้อนในด้านคงกระพันโด่งดังมากและดังมานาน แม้แต่ท่านเจ้าคุณสาสนโสภณ (นิรันดร์) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ยังทราบเรื่องอาจารย์ฟ้อนนี้ (อาจินต์ บุณยเกตุ, 2534, 223-225)

พิธีประสะเลือดและผ้ายันต์อาจารย์ฟ้อน
นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ เล่าว่า ครั้งหนึ่งที่บ้านเขาที่อยุธยามีงานทำบุญและเป็นเจ้าภาพนิมนต์หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง และอาจารย์ฟ้อนมาร่วมงานด้วย ผู้คนต่างแห่มาดูพิธีกรรมอันแปลกตา
เมื่อพิธีใหญ่ของอาจารย์ฟ้อนเริ่มต้น อาจารย์นุ่งขาวห่มขาว พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียน มีลูกศิษย์นั่งประกบซ้ายขวา ตามด้วยการสวดคาถาแทบไม่หยุดหายใจ ด้วยเคยบวชเรียนมาก่อน
พอได้เวลา ลูกศิษย์คนหนึ่งก็คลานส่งมีดปลายแหลม 1 เล่ม ค้อนขนาดย่อม 1 อันให้ จากนั้นอาจารย์อ้าปากกว้างเอาปลายมีดหมอปักพุ่งเข้าไปที่เพดานปากของตนเอง จากนั้นเอาค้อนตอกไปที่ด้ามมีดอีกสองสามครั้งแล้วเอาปลายมีดออก ทันใดนั้นก็มีเลือดหยดออกทางปาก อาจารย์นำถ้วยเล็กๆ มารองเลือดจนหยุดได้น้ำเลือดราว 1 ถ้วยตะไลเก็บไว้
จากนั้น อาจารย์ฟ้อนใช้เหล็กจารใบลานจุ่มถ้วยเลือดแล้วลงกระหม่อมให้ศิษย์ที่ถือมีดมาส่งให้ ปากก็ว่าคาถาไปเรื่อยๆ มือก็ลงยันต์ที่กระหม่อม ลูกศิษย์อีกคนนำมีดดาบมาลองความเหนียวด้วยการฟันหลังคนที่ลงกระหม่อม มีการเงื้อดาบสุดแขนแล้วฟันลงไปที่แผ่นหลังของผู้สักยันต์ ปรากฏว่า คมดาบฟันไม่เข้า มีการฟันให้ผู้เข้าร่วมพิธีชมอยู่สองสามหน จากนั้น ผู้สักยันต์ที่ถูกฟันได้หันแผ่นหลังแสดงแผ่นหลังที่ดาบฟันไม่เข้าให้เหล่าผู้เข้าชมยลให้เห็นแก่ตา อันสร้างเสียงฮือฮาเป็นอันมาก
อย่างไรก็ตาม อาจินต์ตั้งข้อกังขาที่เขานั่งสังเกตอยู่ใกล้ๆ ว่า แม้ลูกศิษย์จะเงื้อสุดแขนแต่เวลาฟันลงมาด้วยความเร็วก็ตาม แต่จะมีจังหวะหยุดก่อนถึงแผ่นหลังราวหนึ่งคืบก่อนที่คมดาบจะถึงแผ่นหลัง ทำให้ความรุนแรงของการฟันลดลง ทำได้แต่เพียงเกิดรอยยางบอนมีเลือดซึมๆ เท่านั้น
จากนั้น เหล่าผู้ชมทั้งหนุ่มน้อย ผู้สูงวัย สตรี และเด็กต่างมอบคลานเข้ามากราบ แล้วยื่นศีรษะขอให้ลงยันต์ที่กระหม่อม ลูกศิษย์ที่มาด้วยจะเก็บค่าบูชาครูคนละ 25 บาท โดยวางขันให้ลงบุญกลางห้อง ศิษย์คนใดลงบุญมาก อาจารย์ฟ้อนจะมอบตะกรุดแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม เรียกลาภเรียกทรัพย์ที่สร้างขึ้นมอบให้เป็นของขวัญ
ไม่แต่เพียงเทคนิคในการฟันแผ่นหลังให้ไม่เข้าเท่านั้น อาจินต์ยังเล่าอย่างตั้งข้อกังขาไว้ว่า อาจารย์ฟ้อนยังแสดงให้เหล่าศิษย์ดูว่า ตะกรุดนี้เรียกทรัพย์ได้อย่างไร ด้วยการใส่ตะกรุดลงในขันแล้วพูดว่า “ลงบุญ” เท่านั้น จากนั้นบรรดาศิษย์ที่มาลงยันต์ที่กระหม่อมต่างใส่เงินที่พกกันมาลงในขัน ไม่นานธนบัตรและเหรียญก็เต็มขัน ผู้คนยิ่งเกิดศรัทธาแก่กล้าถึงขนาดยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวปลกๆ ต่อมาลูกศิษย์ที่ติดตามมาด้วยแต่ต้นเริ่มหยิบเอาเงินในขันใส่ย่ามจนเต็มเอากลับไป (อาจินต์, 224-225)

อาจารย์ฟ้อนพบหลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง
ต่อมา ครอบครัวของอาจินต์ ผู้เป็นเจ้าภาพ ได้นิมนต์หลวงพ่ออ่ำ (2406-ประมาณ 2488) วัดวงษ์ฆ้อง มาที่บ้าน หลวงพ่อถามว่า ทำไมมีคนมาที่บ้านมากนัก เจ้าภาพแจ้งหลวงพ่อว่า มีอาจารย์ดีมาลงกระหม่อมโดยใช้เลือดจากเพดานปากทำให้แคล้วคลาดคงกระพัน หลวงพ่อท่านฟังแล้วท่านก็ยิ้ม ต่อมาเมื่ออาจารย์ฟ้อนทราบว่าหลวงพ่ออ่ำมาจึงมาแสดงความคารวะ หลวงพ่ออ่ำบอกอาจารย์ฟ้อนว่า หากเสร็จกิจแล้วให้กลับได้แล้ว เงินที่ได้ให้เอาไปทำบุญเสีย มันเป็นเงินผิดศีล จากนั้นอาจารย์ฟ้อนกราบนมัสการลากลับสำนักไป
จากนั้นหลวงพ่ออ่ำบอกให้ผู้ที่ลงยันต์กระหม่อมทั้งหมดไปล้างศีรษะและผมให้สะอาด เพราะ “มันไม่สะอาด” จากนั้นหลวงพ่อได้ภาวนาทำน้ำมนต์ให้ขันใหญ่ประพรมให้ทุกคน
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของอาจารย์ฟ้อน จอมขมังเวทโด่งดังในพระนครและแถบภาคกลางตลอดช่วงสงคราม และจางหายไปเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ว่ากันว่า อาจารย์ฟ้อนเสียชีวิตในช่วงปลายหรือสงครามสิ้นสุดแล้ว ไม่มีการบันทึกอย่างแน่ชัด



ในบันทึกของอาจินต์เล่าว่า เขามีโอกาสสนทนากับอาจารย์ฟ้อนในนิมิต การสนทนาครั้งนี้ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ อาจารย์ฟ้อนเล่าว่า เหตุที่ตนมีหน้าตาอัปลักษณ์ ปากแหว่ง เพดานโหว่ ด้วยในชาติภพก่อนชอบตกปลา
ต่อมา อาจารย์ฟ้อนบวชเรียนแต่เรียนไปทางอาคมเสน่ห์ยาแฝดมากกว่าพระธรรม เมื่อลาสิกขา อาศัยความรู้ด้านหมอดูและอาคมเลี้ยงชีพ มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงสงคราม มีคนฝากตัวเป็นศิษย์มากจึงมีรายได้ดี ต่อมามีการคิดค้นพิธีสักยันต์ด้วยเลือดที่ไหลจากเพดานปากเพื่อสร้างความขลังแต่แท้จริงแล้วใช้ลูกโป่งใส่หมึกแดงบ้าง เลือดจากปลาเค้าบ้างซ่อนไว้ที่เพดานปากเพื่อรองรับมีดที่เจาะเข้าไปที่เพดาน
ด้วยอาชีพสักยันต์ พิธีกรรมและการขายเครื่องรางของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ แหวนหัวใจอิติปิโสสร้างรายได้ให้เขาเป็นอย่างดี ทว่ามีครั้งหนึ่งเขาทำพิธีกรรมการตอกเพดานพลาด ทำให้บาดเจ็บแล้วติดเชื้อจนตายในที่สุด
เมื่อสงครามสงบ (สิงหาคม 2488) แล้ว อาจินต์จึงทราบว่าอาจารย์ฟ้อนตายแล้ว ครั้งหนึ่งก่อนหลวงพ่ออ่ำมรณภาพ เขามีโอกาสสนทนากับหลวงพ่อ เขาเล่าถึงความตายของอาจารย์ฟ้อนและสอบถามสิ่งที่เขาข้องใจถึงเหตุการณ์ในวันงานบุญที่บ้านเขา ว่าเหตุใดอาจารย์ฟ้อนจึงตาลีตาเหลือกออกจากบ้านไปเมื่อสนทนากับหลวงพ่ออ่ำแล้ว หลวงพ่อบอกว่า อาจารย์ฟ้อนรู้ว่าหลวงพ่อรู้ความจริงในพิธีกรรมวันนั้น
ดังมีผู้บันทึกว่า ในช่วงเวลาแห่งสงคราม ท่ามกลางความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจำนวนมาก มีผู้หัวใสทำเครื่องรางของขลังปลอมขายทำให้ร่ำรวยกันไป (ลาวัณย์ โชตามระ, 2536)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
