พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
วิชาชีพสถาปนิก
ในวิกฤตความชอบธรรม (จบ)
หนังสือ Archictecture Against Architecture ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงเพียงแค่ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ โลกเราได้ทำการรื้อถอนอาคารลงเป็นจำนวนมากกว่าที่โลกของเราทำการรื้อถอนไปเมื่อศตวรรษก่อนทั้งหมด อาคารเก่าต้องหลีกทางให้กับอาคารใหม่ที่ถูกอธิบายว่า ใช้งานได้ดีกว่า ฉลาดกว่า ใหญ่กว่า ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดแคลนที่พักอาศัยที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่การรื้อถอนบ้านพักอาศัยเก่าเพื่อสร้างใหม่ก็ยังดำเนินไปอย่างชวนตั้งคำถาม
ในเนเธอร์แลนด์ต้องการที่พักอาศัยประมาณ 4 แสนหลัง แต่กลับมีบ้านมากถึง 1 แสนหลังถูกรื้อทิ้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ในสกอตแลนด์มีแผนสร้างบ้านจำนวน 3.5 หมื่นหลังเพื่อรองรับความต้องการของผู้คนที่เพิ่มขึ้นภายในปี 2026 แต่ขณะเดียวกันกลับปล่อยให้มีการรื้อบ้านทิ้งไปแล้วมากกว่า 7.7 หมื่นหลัง
และในสหรัฐซึ่งมีปัญหาการขาดแคลนที่พักอาศัยมากถึง 7.2 ล้านหลัง แต่ก็กลับปล่อยให้มีการรื้อบ้านทิ้งในแต่ละปีมากถึง 3 แสนหลัง

ย้อนกลับมามองสังคมไทย ก็ดูจะไม่ต่างกัน เอาแค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีผู้คนเป็นจำนวนมากขาดแคลนที่พักอาศัย แต่รัฐกลับปล่อยให้มีการรื้อทิ้งชุมชนลงเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีการสร้างคอนโดมิเนียมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่หลายโครงการกลับมีผู้อยู่อาศัยไม่ถึงครึ่ง
ขณะเดียวกัน อาคารสาธารณะมากมายที่มีอายุ 50-80 ปีที่ยังมีความคงทนแข็งแรงกลับถูกรื้อทิ้งด้วยเหตุผลของความเก่า ใช้งานไม่สะดวก หรือไม่ตอบสนองมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งที่หลายอาคารมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของผู้คน เช่น กลุ่มอาคารศาลฎีกา สกาลา และหอพักอ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ทั้งหมดคือวิกฤตของแวดวงสถาปัตยกรรมที่กำลังไม่เพียงทำร้ายผู้คนแต่ยังทำลายโลกไปพร้อมกัน
การรื้อถอนเหล่านี้มักมาพร้อมกับการให้เหตุผลว่าอาคารเก่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิคหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทั้งที่ในความเป็นจริงในหลายกรณี การปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อใช้งานใหม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ามาก
ประเด็นนี้คุณ Reinier de Graaf ตั้งคำถามได้น่าคิดว่า การรื้อสร้างใหม่ทั้งหลายนั้น เรากำลังช่วยโลก หรือกำลังช่วยอุตสาหกรรมการก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งช่วยหนุนเสริมอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการรื้อสร้างใหม่กันแน่
ในสังคมไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สถาปนิกมักเข้าใจว่าตนเองคือผู้สร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ
แต่ในหลายกรณี สถาปนิกกลับมีสถานะไม่ต่างจากเครื่องมือของนายทุนและรัฐ ในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองเพียงความมั่งคั่งและอุดมการณ์แห่งรัฐ โดยแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับความต้องการที่แท้จริงของผู้คนและสังคม
ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สถาปนิกไทยเป็นจำนวนไม่น้อยได้เข้าไปมีส่วนอย่างมากต่อปรากฏการณ์ทางสถาปัตยกรรมที่น่าตั้งคำถามต่อความชอบธรรมและประโยชน์ที่แท้จริงต่อสังคม
ห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมา (บางแห่ง) ที่เกินความจำเป็นและก่อให้เกิด Gentrification ในวงกว้าง คอนโดฯ ยักษ์ใหญ่หลายทำเลที่แทบไม่สนองตอบปัญหาเรื่องที่พักอาศัยแต่สร้างกำไรมหาศาลแก่นายทุน
รัฐสภาขนาดใหญ่โตเกินความจำเป็นที่มิได้ออกแบบขึ้นด้วยหลักการประชาธิปไตยแต่ถูกใจผู้มีอำนาจ
กลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ที่ทำไปเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ แต่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในพื้นที่โบราณสถานที่ควรต้องจำกัดความสูง จนสร้างสภาวะสองมาตรฐานในการอนุรักษ์เมืองเก่า ฯลฯ
คำถามคือ การออกแบบไปในทิศทางเช่นนี้คือสิ่งที่พวกท่านตั้งใจไว้เมื่อครั้งที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนและทำงานในวงการสถาปัตยกรรมจริงหรือ?
หรือเมื่อเวลาผ่านไป ความฝันและตัวตนที่เคยจินตนาการอยากเป็นเมื่อวัยหนุ่มสาว ได้ถูกรัฐและทุนกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
ผมชอบประโยคหนึ่งของคุณ de Graaf (สำนวนแปลของ อ.พิชญ์วุฒิ วิรุตมวงศ์) ที่วิพากษ์วงการสถาปนิกในปัจจุบันที่ว่า
“…สิ่งที่ตามมาคือวงจรที่ไม่สิ้นสุดของการสร้างสรรค์นวัตกรรมจอมปลอม สร้างความแปลกใหม่ให้มากพอที่จะเกิดความสนใจ แต่ปลอดภัยมากพอที่จะไม่ไปสั่นคลอนอะไรอย่างแท้จริง…”
แม้ข้อความนี้อาจเป็นการมองในแง่ร้ายมากไปสักหน่อย แต่หากพิจารณาให้ดี ประโยคนี้ก็สะท้อนความเป็นจริงในวงการสถาปนิกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
การออกแบบสถาปัตยกรรมคือการทำงานในพื้นที่ที่ต้องสร้างสมดุลให้ดีระหว่างอำนาจของผู้อุปถัมภ์ (รัฐและนายทุน) กับประโยชน์สาธารณะ เพราะสถาปัตยกรรมของรัฐล้วนเกิดขึ้นจากเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น จึงต้องยังประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าผู้มีอำนาจ
ในขณะที่สถาปัตยกรรมของนายทุนแม้จะสร้างขึ้นบนพื้นที่เอกชน แต่สถาปัตยกรรมคือส่วนหนึ่งของเมืองและต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบที่ไปไกลมากกว่าที่ดินของเอกชนนั้นๆ เสมอ ดังนั้น สถาปนิกที่ดีและรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องออกแบบสถาปัตยกรรมของตนอย่างรอบคอบและตระหนักถึงผลกระทบต่อสาธารณะด้วยเสมอ
การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หนังสือเล่มนี้เสนอเอาไว้ว่า
“…เพื่อจะไปถึงจุดนั้น ดูเหมือนว่าสถาปนิกจำเป็นต้องหาทางก้าวข้ามผลประโยชน์ของลูกค้าอีกครั้ง ก้าวข้ามกษัตริย์ที่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่, ประธานาธิบดีที่ต้องการแสดงอำนาจ, CEO ที่ต้องการถ่ายทอดวิสัยทัศน์, มกุฎราชกุมารที่ต้องการทำให้มรดกมั่นคง, นายกเทศมนตรีผู้ทะเยอทะยานที่ต้องการทำให้เมืองของตนเป็นที่รู้จัก, หรือมหาเศรษฐีผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่ต้องการทำอะไรก็ได้…”
“…ทำงานไม่ใช่เพื่อมีลูกค้า แต่มีลูกค้าเพื่อที่จะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการปลดปล่อยสถาปัตยกรรมออกจากภาพลวงตาของความเป็นศิลปะ การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานโดยปฏิเสธคนกลาง การหยุดการก่อสร้างใหม่เพื่อบังคับให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้น…”
“…ถึงเวลาที่สถาปัตยกรรมต้องก้าวข้ามการสร้างอาคาร และกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการเมืองในตัวของมันเอง…”
หากพิจารณาข้อเสนอนี้ในบริบทสังคมไทย แน่นอน ทั้งหมดดูเป็นอุดมคติที่ยากในการปฏิบัติ โดยเฉพาะสำหรับสถาปนิกจบใหม่หรือสถาปนิกไร้ชื่อเสียงที่ต้องทำมาหากินเพื่อตนเองและครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวก็ดูจะไม่ลำบากจนเกินไปนักสำหรับสถาปนิกที่มีชื่อเสียง (ซึ่งมาพร้อมกับอำนาจชี้นำทางสังคมอยู่พอประมาณ) และบริษัทสถาปนิกขนาดใหญ่ ที่สามารถเลือกรับงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มากกว่า
แม้ประสบการณ์ผมในแวดวงสถาปนิกไทยจะมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของวงวิชาการมากกว่าสถาปนิกวิชาชีพ แต่ก็คิดว่าน่าจะมากพอสมควรที่จะทำให้เห็นภาพของแวดวงนี้ได้
ซึ่งข้อสรุปตามความเห็นผมก็คือ สถาปนิกไทยที่มีบารมีและอำนาจนำทางสังคมเป็นจำนวนไม่น้อยเลย (ซึ่งควรจะเป็นตัวแบบในการก้าวข้ามผลประโยชน์ของลูกค้า เพื่อสร้างผลประโยชน์สาธารณะ) กลับยังมิได้ใช้อำนาจนำเหล่านั้นที่ตนเองมีไปเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มากเพียงพอ
หลายกรณียังคงโอนอ่อนต่อแนวทางที่ไม่สมควร มากกว่าการยืนหยัดเพื่อสังคม
ผมอยากขอยกข้อความของ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร อีกครั้ง เมื่อท่านพูดถึงวิชาชีพสถาปนิก
“…เราไม่หมายจะแสดงว่าอาชีพของเรานี้ประเสริฐไปกว่าอาชีพอื่นๆ มากนัก แต่เราถือว่าอาชีพของเรานี้เป็นอาชีพที่ให้กำเนิดแก่อารยการได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ และไม่ใช่แต่เพียงในส่วนที่เกี่ยวด้วยการผัดหน้าการโยธาให้หมดจดเท่านั้น…” (อ้างถึงในหนังสือ เรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม หน้า 26)
“กําเนิดอารยการ” ในทัศนะผม มีความหมายที่กว้างไกลมากไปกว่าการออกแบบที่สวยงาม ใช้งานได้ดี ประหยัด หรือตอบสนองนายทุนผู้ให้เงินก่อสร้าง แต่หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอารยธรรมของสังคม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ในวงการสถาปัตยกรรมไทยปัจจุบัน ผมคิดว่ายังห่างไกลจากคำนี้อยู่มากทีเดียว
การได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Architecture Against Architecture ในด้านหนึ่งเป็นเสมือนการได้อ่านในสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดตนเอง
แต่ในอีกด้านที่สำคัญกว่าก็คือ หนังสือเล่มนี้ได้เสนอทางออกที่น่าสนใจในการปลดปล่อยสถาปนิกและวงการสถาปัตยกรรมออกจากวิกฤตความชอบธรรมที่นับวันจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นๆ
แม้ความเห็นและข้อเสนอทั้งหมดในเล่ม ผมจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่หลายอย่างก็ช่วยเปิดหูเปิดตาและน่าเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับวงการสถาปัตยกรรมในไทย หากนำมาปฏิบัติจริงได้
นอกจาก 2-3 ประเด็นที่ผมยกมาเขียนในบทความนี้ ภายในเล่มยังมีประเด็นอื่นอีกมากที่น่าสนใจ ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่สถาปนิกและนักเรียนสถาปัตยกรรมทุกคนควรได้อ่าน ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอในหนังสือหรือไม่ก็ตาม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
