จากไทยหนึ่งเดียว สู่ ‘ไทยหลายใบ’ : ไทยศึกษาผ่านมุมมองนักวิชาการญี่ปุ่น
บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
จากไทยหนึ่งเดียว
สู่ ‘ไทยหลายใบ’
: ไทยศึกษาผ่านมุมมองนักวิชาการญี่ปุ่น
มองเขา มองเรา
การศึกษาพัฒนาการของไทยศึกษาในประเทศญี่ปุ่น มิได้ช่วยให้เข้าใจเฉพาะว่านักวิชาการญี่ปุ่นมองประเทศไทยอย่างไร หากยังช่วยให้เห็นว่า “ประเทศไทย” ในฐานะวัตถุแห่งความรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ประเทศไทยที่นักวิชาการญี่ปุ่นรุ่นแรกเดินทางเข้ามารู้จัก แตกต่างอย่างมากจากประเทศไทยที่ปรากฏในงานศึกษาของนักวิชาการรุ่นปัจจุบัน
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น
แต่ยังเกิดจากสังคมญี่ปุ่น วงวิชาการญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการของทั้งสองประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันด้วย
ความที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะแบ่งนักไทยศึกษาญี่ปุ่นออกเป็นห้ารุ่น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “รุ่น” ในที่นี้มิได้หมายถึงรุ่นอายุหรือช่วงปีเกิด และมิไม่เป็นกล่องตายตัวสำหรับจัดนักวิชาการแต่ละคนลงไป
“รุ่น” หมายถึงตำแหน่งตั้งต้นทางประวัติศาสตร์ของนักวิชาการแต่ละกลุ่ม ได้แก่ ช่วงเวลาที่เขาเข้าสู่ประเทศไทย โครงสร้างสังคมความรู้ที่เขาพบ เครือข่ายบุคคลที่เขาเข้าไปสัมพันธ์ ตลอดจนวิธีวิทยาและเครื่องมือทางวิชาการที่มีอยู่ในขณะนั้น
“รุ่น” จึงหมายถึงเพียงจุดที่นักวิชาการเริ่มต้นออกเดินทาง แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องหยุดอยู่ที่ใด
นักวิชาการสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด ข้ามพ้นข้อจำกัดของรุ่น และสนทนากับคำถามของคนรุ่นหลังได้เสมอ
กรอบห้ารุ่นจึงมิได้เสนอประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าอย่างเป็นเส้นตรงจากความรู้ที่ล้าหลังไปสู่ความรู้ที่ก้าวหน้า
หากเป็นประวัติศาสตร์ของการคลายตัว ต่อรอง และรื้อสร้างกรอบเดิมที่เคยกำหนดสายตาของนักไทยศึกษาญี่ปุ่น
จากประเทศไทยที่มีแก่นแท้
นักไทยศึกษาญี่ปุ่นรุ่นแรก เช่น Yoneo Ishii เข้ามาศึกษาประเทศไทยในช่วงเวลาที่ความรู้เกี่ยวกับสังคมไทยยังถูกกำหนด/กำกับโดยชนชั้นนำและปัญญาชนผู้สร้างความเป็นไทย
ประเทศไทยในสายตาของคนรุ่นนี้ปรากฏผ่านประวัติศาสตร์ราชอาณาจักร พุทธศาสนา สถาบันกษัตริย์ ภาษา และวัฒนธรรมแห่งชาติ
ความรู้ของพวกเขาช่วยวางรากฐานที่สำคัญให้แก่ไทยศึกษาในญี่ปุ่น ทั้งทางด้านภาษา การใช้เอกสาร และความเข้าใจสถาบันหลักของสังคมไทย
ความใกล้ชิดกับชนชั้นนำและผู้รู้ในสังคมไทยทำให้นักวิชาการรุ่นแรกสามารถเข้าถึงข้อมูลและโลกความคิดที่นักวิชาการต่างชาติทั่วไปเข้าถึงได้ยาก
แต่ความใกล้ชิดดังกล่าวก็ทำให้ความรู้ของพวกเขาไม่อาจแยกออกจากกรอบความเป็นไทยซึ่งชนชั้นนำไทยร่วมกันสร้างขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
นักวิชาการรุ่นที่สอง เช่น Yoshikawa Toshiharu, Atsushi Kitahara และ Akagi Osamu รวมถึงนักวิชาการผู้บุกเบิกการศึกษาภาษา วรรณกรรม เมือง และชนบทไทยอีกหลายคน ได้ขยายขอบเขตการศึกษาออกไปอย่างมาก ด้วยการลงพื้นที่ การเรียนภาษาไทย และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้คนในสังคมไทย
ทำให้ประเทศไทยมิได้ปรากฏผ่านเอกสารและสถาบันชั้นสูงเท่านั้น แต่เริ่มปรากฏผ่านหมู่บ้าน ชาวนา ความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา วรรณกรรม กฎหมาย และชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในงานส่วนใหญ่ของรุ่นนี้ยังคงคล้ายคลึงอยู่ในกรอบใหญ่เดียวกับรุ่นแรก คือเป็นหน่วยการศึกษาที่มีขอบเขตค่อนข้างมั่นคง ความหลากหลายภายในถูกมองเห็นมากขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้สั่นคลอนความเชื่อว่าประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะบางอย่างซึ่งสามารถค้นหาและอธิบายได้
ไทยกับ “โครงสร้างและความขัดแย้ง”
นักไทยศึกษารุ่นที่สาม เช่น Eiji Murashima และ Akira Suehiro เติบโตขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งในญี่ปุ่นและประเทศไทย
ประสบการณ์ขบวนการนักศึกษาและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในญี่ปุ่นช่วงปลายทศวรรษ 1960 เกิดขึ้นใกล้เคียงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และการขยายตัวของขบวนการประชาชนในประเทศไทยได้ติดตัวนักวิชาการรุ่นนี้เข้ามาในไทย
ขณะเดียวกัน โครงสร้างสังคมความรู้ของไทยก็เปลี่ยนแปลงไป นักวิชาการไทยรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์ทางการ ความเป็นไทย และคำอธิบายที่ถือว่าสังคมไทยปราศจากความขัดแย้งทางชนชั้น
ประเทศไทยในสายตาของนักวิชาการญี่ปุ่นรุ่นที่สามจึงไม่ได้เป็นเพียงสังคมที่มีวัฒนธรรมเฉพาะ หากเป็นสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงภายใต้การขยายตัวของระบบทุนนิยม การสะสมทุน การเติบโตของรัฐราชการ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกับกลุ่มอำนาจ
งานของ Suehiro เกี่ยวกับการสะสมทุนและพัฒนาการของกลุ่มธุรกิจไทย ตลอดจนงานของ Murashima เกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ ขบวนการทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเริ่มกลายมาเป็นหัวใจของไทยศึกษาในญี่ปุ่น
จุดแข็งสำคัญของนักวิชาการญี่ปุ่นรุ่นนี้คือ ความพยายามเชื่อมข้อมูลจำนวนมากเข้ากับคำอธิบายภาพรวมของสังคมไทย พวกเขาไม่ได้ศึกษาเพียงว่าปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร แต่พยายามอธิบายว่าปรากฏการณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับประเทศอย่างไร
ไทยใน “สนามต่อสู้ทางการเมือง”
นักวิชาการรุ่นที่สี่ เช่น Yoshifumi Tamada เข้ามารู้จักประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และทำงานต่อเนื่องผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 ประกอบกับสังคมความรู้ไทยในช่วงนี้เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น
งานของนักวิชาการอย่างฉัตรทิพย์ นาถสุภา และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ทำให้การอธิบายประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกรอบความรู้ของชนชั้นนำหรือความเป็นไทยแบบเดิมอีกต่อไป
ประเทศไทยในงานของ Tamada จึงปรากฏเป็นสนามต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย อำนาจ ความชอบธรรม และบทบาททางการเมืองของประชาชน
จุดเด่นของ Tamada คือการไม่ยอมให้กรอบทฤษฎีกำหนดคำตอบล่วงหน้า เขาเริ่มต้นจากข้อมูลและความเป็นจริงทางการเมือง แล้วใช้ข้อมูลเหล่านั้นตรวจสอบคำอธิบายซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในวงวิชาการและสังคมไทย
การอธิบาย “ไทย” จากข้อมูล จึงทำให้ Tamada กลับมองเห็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนชั้นล่างในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในขณะที่คำอธิบายกระแสหลักหลังเดือนพฤษภาคม 2535 ยกชนชั้นกลางขึ้นเป็นพลังสำคัญของประชาธิปไตย
Tamada เน้นว่าประชาชนชั้นล่างมีบทบาทอย่างสำคัญแต่ถูกลดทอนหรือทำให้หายไปจากคำอธิบายที่เน้นบทบาทชั้นกลาง
ความรู้ของ Tamada ไม่ได้หยุดอยู่ภายในวงวิชาการญี่ปุ่น แต่เดินทางกลับเข้ามาสู่สังคมไทยผ่านงานแปล ปาฐกถา การอภิปรายสาธารณะ และความสัมพันธ์กับนักวิชาการไทย
ในความหมายนี้ นักไทยศึกษาญี่ปุ่นไม่ได้เป็นผู้ยืนอยู่นอกประเทศไทยเพื่อเฝ้ามองสังคมไทยอย่างเดิมอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและการสร้างความรู้ภายในสังคมไทยด้วย
จากไทยหนึ่งเดียว สู่ “ไทยหลายใบ”
นักไทยศึกษารุ่นที่ห้าเติบโตขึ้นในโลกที่พรมแดนของรัฐชาติไม่สามารถกำหนดขอบเขตของชีวิตผู้คนได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป การเคลื่อนย้ายของผู้คน ทุน สินค้า สื่อ และวัฒนธรรม ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ประเทศไทย” เชื่อมต่อกับพื้นที่และผู้คนภายนอกอย่างเข้มข้นมากขึ้น
วัตถุแห่งการศึกษาจึงขยายจากรัฐ หมู่บ้าน พุทธศาสนา และเศรษฐกิจแห่งชาติ ไปสู่ชาติพันธุ์ชายแดน คนไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย เพศสภาพ สังคมสูงวัย ระบบการดูแล วัฒนธรรมสมัยนิยม และชุมชนไทยในต่างประเทศ
การที่วารสาร The Journal of Thai Studies จัดทำชุดบทความเรื่อง Thai Boys’ Love เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
เรื่องรักระหว่างตัวละครชายในนิยายและละครโทรทัศน์กลายเป็นประเด็นของไทยศึกษา เพราะมันเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เพศสภาพ ตลาดสื่อ และการไหลเวียนของวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
ประเทศไทยในงานของคนรุ่นนี้จึงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากปรากฏเป็น “ไทยหลายใบ” ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน
คนไทใหญ่ในเชียงใหม่ ชาวมลายูในภาคใต้ แรงงานเมียนมาที่สมุทรสาคร คนไทยในญี่ปุ่น ผู้ลี้ภัยที่แม่สอด ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ และแฟนคลับชาวญี่ปุ่นต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าไทยศึกษา
การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผู้คนและประสบการณ์ที่เคยถูกเรื่องเล่าแห่งชาติบดบัง สามารถปรากฏขึ้นในโลกวิชาการได้อย่างน่าสนใจ จากเดิมที่นักไทยศึกษาถามว่า “ประเทศไทยมีลักษณะอย่างไร” นักวิชาการรุ่นใหม่เริ่มถามว่า “ประเทศไทยประกอบขึ้นจากโลก ชีวิต และความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการทำให้มองเห็น “ไทยหลายใบ” หรือ “ไทยอันหลากหลาย” กลับก่อให้เกิดช่องว่างทางความรู้อีกแบบหนึ่ง
เพราะเมื่องานศึกษามุ่งลงสู่พื้นที่เฉพาะ กลุ่มคนเฉพาะ และประสบการณ์เฉพาะมากขึ้น ความพยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและโครงสร้างโดยรวมกลับลดน้อยลง
ปัญหามิได้อยู่ที่งานเหล่านี้ศึกษาปรากฏการณ์ซึ่งเล็กเกินไป ความเฉพาะเจาะจงเป็นคุณูปการสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นความซับซ้อนของชีวิตซึ่งคำอธิบายระดับมหภาคเคยมองข้าม
แต่การศึกษาลักษณะนี้ทำให้เกิดช่องว่างทางความรู้อีกแบบหนึ่งขึ้นมา เพราะงานศึกษาเรื่องเฉพาะไม่สามารถเคลื่อนกลับไปอธิบายความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ผลิตความเฉพาะนั้นขึ้นมา
การศึกษาแรงงานข้ามชาติอาจอธิบายชีวิตและอัตลักษณ์ของผู้คนอย่างละเอียด แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของระบบทุน ตลาดแรงงาน และนโยบายของรัฐ
การศึกษา Thai Boys’ Love อาจทำให้เข้าใจผู้ผลิต ตัวบท และผู้ชม แต่ไม่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
แพลตฟอร์มดิจิทัล และเศรษฐกิจการส่งออกวัฒนธรรมของไทย การศึกษาชาติพันธุ์อาจทำให้เห็นการต่อรองอัตลักษณ์อย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้อธิบายว่าอัตลักษณ์นั้นถูกกำหนดโดยประวัติศาสตร์การสร้างรัฐ การรวมศูนย์อำนาจ ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการขยายตัวของทุนอย่างไร
การศึกษาความหลากหลายจึงอาจแตกออกเป็นชิ้นส่วนจำนวนมาก โดยไม่มีคำอธิบายว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร หรือถูกจัดวางอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจชนิดใด
ช่องว่างสำคัญของไทยศึกษาในญี่ปุ่นร่วมสมัยจึงมิใช่เพียงการขาดงานระดับชาติ แต่คือการขาดการเคลื่อนระดับการวิเคราะห์จากชีวิตและพื้นที่เฉพาะ ไปสู่โครงสร้างระดับชาติ ภูมิภาค และโลก แล้วกลับมาอธิบายชีวิตเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏการณ์นี้มิใช่ข้อบกพร่องส่วนตัวของนักวิชาการรุ่นใหม่ หากอาจสัมพันธ์กับการแตกแขนงของสาขาวิชา ระบบทุนวิจัย การให้ความสำคัญแก่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตลอดจนความระแวงต่อคำอธิบายขนาดใหญ่ซึ่งเคยบดบังความหลากหลายของผู้คน
แต่หากไทยศึกษาหยุดอยู่กับความหลากหลายโดยไม่สามารถอธิบายโครงสร้างที่สร้างความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำขึ้นมาได้ ความหลากหลายนั้นก็อาจกลายเป็นเพียงรายการของความแตกต่างที่วางเรียงอยู่ข้างกัน
อนาคตของไทยศึกษาญี่ปุ่น
ความท้าทายในอนาคตไม่ใช่การย้อนกลับไปสู่ภาพประเทศไทยที่เป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่การนำรัฐชาติหรือวัฒนธรรมแห่งชาติกลับมาเป็นศูนย์กลางของคำอธิบาย และไม่ใช่การรื้อฟื้นมหาคำอธิบายซึ่งทำให้เสียงของผู้คนตัวเล็กๆ สูญหายไปอีกครั้ง
ภารกิจสำคัญคือการสร้างไทยศึกษาที่สามารถรักษาความหลากหลายไว้ โดยไม่สูญเสียความสามารถในการอธิบายโครงสร้าง
ไทยศึกษาในอนาคตควรเชื่อมชีวิตประจำวันเข้ากับรัฐและระบบราชการ
เชื่อมพื้นที่ท้องถิ่นเข้ากับทุนระดับชาติและทุนข้ามชาติ
เชื่อมชาติพันธุ์เข้ากับประวัติศาสตร์การสร้างพรมแดน และเชื่อมเพศสภาพกับตลาด สื่อ และอำนาจทางวัฒนธรรม การศึกษาแรงงานและการย้ายถิ่นควรเชื่อมกับความเปลี่ยนแปลงของครอบครัว ประชากร และระบบการผลิต การศึกษาสังคมสูงวัยควรเชื่อมกับรัฐสวัสดิการ ความเหลื่อมล้ำ และเศรษฐกิจการดูแล
ส่วนการศึกษาสิ่งแวดล้อมควรเชื่อมกับโครงสร้างกรรมสิทธิ์ รัฐ และการกระจายทรัพยากร
กล่าวได้ว่า เป็นไทยศึกษาแบบเชื่อมโยงหลายระดับ ซึ่งเคลื่อนจากชีวิตเฉพาะไปสู่โครงสร้าง และเคลื่อนจากโครงสร้างกลับมาทำความเข้าใจชีวิตเฉพาะอีกครั้ง
ไทยศึกษาในอนาคตจำเป็นต้องมองความหลากหลายให้เห็นโครงสร้าง และมองโครงสร้างให้เห็นชีวิต
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยศึกษาในญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการทำให้เราเห็นว่าไม่มีประเทศไทย/สังคมเพียงหนึ่งเดียว การสลัดหลุดจากกรอบเดิมทำให้ “ไทย” เปิดออกสู่ผู้คน พื้นที่ และประสบการณ์อันหลากหลาย ความท้าทายในอนาคตจึงไม่ใช่การนำประเทศไทยหนึ่งเดียวนั้นกลับคืนมา หากคือการอธิบายว่า “ไทยหลายใบ” ถูกเชื่อม รักษา แบ่งแยก และเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจอย่างไร
ขอบคุณนักไทยศึกษาชาวญี่ปุ่นทุกคนที่ได้ร่วมสร้างความเข้าใจระหว่างสองสังคมมาเนิ่นนาน และวันนี้สังคมไทยกำลังรอดูการศึกษาไทยศึกษายุคใหม่ของญี่ปุ่นอย่างตั้งใจ
หมาตเหตุ : ความเรียงนี้เกิดจากการได้มีโอกาสร่วมในงานสัมมนา “Thai Studies in Japan : Conversation Across Broders” 10/11 กันยายน 2569 ขอขอบพระคุณสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอย่างยิ่ง
