จากผับเถื่อน-ส่วยเจ้าหน้าที่ สู่ทางออก ‘ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์’ เปลี่ยนเงินใต้โต๊ะเป็นภาษีเข้ารัฐ
คอลัมน์ โล่เงิน
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เขย่าแวดวงสีกากีและสิงห์คลองหลอดเก้าอี้ร้อนฉ่า
เมื่อนโยบายจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเปิดฉากสงครามปราบปรามสถานบริการผิดกฎหมายและทุนต่างชาติสีเทาอย่างดุดัน
จนเกิดเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่น้อยว่า ปฏิบัติการกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคนชนิดไม่ไว้หน้าใครรอบนี้
เป็นเพียงการ “ตีเมืองขึ้น” หรือเป็นการ “ปะ ฉะ ดะ” เพื่อรื้อระบบผลประโยชน์ใต้ดินที่ฝังรากลึกกันแน่
หากย้อนดูเส้นทางจัดระเบียบสังคม มท.2 รหัสเรียกขานนี้ ถือว่าประวัติการทำโปรไฟล์ไม่ธรรมดา และไม่มีคำว่าอ่อนข้อให้ก๊วนอิทธิพลใดๆ
กรกฎาคม : ประเดิมด้วยการปูพรมตรวจโรงแรมเถื่อนที่ภูเก็ต พบลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต 5 แห่ง บางแห่งเข้าข่ายเป็นนอมินีทุนต่างชาติ งานนี้มี “สายตรง” จากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่อสายมาขอให้ “ยุติการจับกุม” แต่พลพีร์ตอกกลับหน้าหงาย ยืนยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย เพราะหากละเว้น เจ้าหน้าที่เองนั่นแหละที่จะโดนข้อหาตามมาตรา 157
สิงหาคม : เปิดปฏิบัติการ “บารมีโสธร” ตรวจค้นผับเถื่อน “90’s บาร์” เจอยาเสพติดเกลื่อนร้านและเด็กต่ำกว่า 20 ปีปีนเกลียวเข้ามาใช้บริการ สั่งเสนอปิดยาวสะใจเป็นเวลา 5 ปี
ปลายสิงหาคม : นำทีมบุกทลาย “577CLUB” ย่านห้วยขวาง หลังชาวบ้านทนไม่ไหว ร้องเรียนว่าเปิดยันสว่างเด่นหราโดยไม่มีใบอนุญาต ที่น่าเจ็บใจคือผับนี้เคยโดนสั่งปิดและจับกุมไปแล้วเมื่อปีก่อนหน้า แต่ก็ยังกล้ากลับมาเปิดซ้ำเย้ยกฎหมาย
กันยายน : สลับโหมดไปลุยอบายมุขเปิดปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” บุกจู่โจม 2 บ่อนพนันยักษ์กลางเมืองเชียงใหม่ที่วางระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีกล้องวงจรปิดรอบทิศ และพบเอกสารเช่าสถานที่ที่โยงใยไปถึงอดีตนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่
10 ตุลาคม : ปล่อยหมัดเด็ดเปิดปฏิบัติการ “สิงห์เผด็จศึก” นำกำลังชุด DOPA S.W.A.T. บุกค้น “OK Bar” บนถนนข้าวสาร ห่างจาก สน.ชนะสงคราม แค่ราวๆ 100 เมตร รวบทั้งเด็ก ยาเสพติด และอาวุธปืน พร้อมหลักฐานชิ้นสำคัญอย่าง “บัญชีจ่ายส่วย” เดือนละ 1.8 แสนบาท ส่งผลให้ 5 เสือ สน.ชนะสงครามปลิวหายไปในพริบตา
ล่าสุด 17 ตุลาคม : เปิดปฏิบัติการ “สิงห์ปราบห้องลับ” ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง บุกเช็กบิลธุรกิจ KTV ห้องส่วนตัว 4 แห่งรวด พบกลุ่มลูกค้าเป็นชาวจีนถึง 99% ไม่มีใบอนุญาต เปิดเกินเวลา และแฝงการค้าประเวณี จนนำไปสู่คำสั่งเด้งฟ้าผ่าทั้งนายอำเภอปลวกแดงและผู้กำกับการ สภ.ปลวกแดงไปตามระเบียบ

พยานหลักฐานเชิงประจักษ์และรายละเอียดในบัญชีส่วยที่ถูกเปิดโปงจากทุกปฏิบัติการของพลพีร์
กำลังชี้เป้าไปที่ใจกลางปัญหา นั่นคือ “พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509” ที่ล้าหลังเกิน ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเมือง
ทั้งการล็อกโซนนิ่ง (Zoning) ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพื้นที่ และเวลาเปิด-ปิดที่ตึงเป๊ะไม่ยืดหยุ่น
กลายเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่ซับซ้อนจนทำให้ผู้ประกอบการที่อยากทำถูกต้องแบบ 100% แทบไม่มีทางรอดในโลกความเป็นจริง
สุดท้ายจึงต้องจำใจ “ยอมจำนนจ่ายส่วยรายเดือน” ให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มใช้เป็นช่องทางเรียกรับเงินใต้โต๊ะแลกกับการเปิดบริการ
รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องทดลอง “รื้อข้อจำกัด” เหล่านี้ในพื้นที่เฉพาะ จึงเลือกโมเดลแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ เรียกประชุมด่วน
นำมาสู่มติสั่งการให้ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จับมือกันลงพื้นที่รื้อช่องโหว่กฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.สถานประกอบการ
เพื่อจัดตั้งโมเดล “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” หวังดึงธุรกิจราตรีขึ้นมาอยู่บนดินอย่างปลอดภัย เปลี่ยนส่วยใต้โต๊ะเป็นภาษีเข้ารัฐ พร้อมสั่ง ป.ป.ท.ล้างบางฟันวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่รัฐที่รับส่วยให้เสร็จสิ้นใน 30 วัน
ทันทีที่โมเดลนี้ถูกประกาศ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ส.ส.กทม.พรรคประชาชน พร้อมด้วยเสียงของประชาชนในพื้นที่ได้ออกมาขานรับทันที
ส.ส.บูมชี้ชัดว่านี่คือโอกาสสำคัญในการรื้อรากเหง้าปัญหา และเรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริง ไม่ใช่แค่ผักชีโรยหน้า
สอดคล้องเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ที่ออกมาหนุนหลังให้รัฐบาล “เร่งลงมือทำทันที” ไม่ควรรอถึง 30 วัน
พร้อมได้ให้ผู้ประกอบการร่วมลงชื่อสนับสนุนไปถึงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย
เพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังจะหลั่งไหลเข้าประเทศ
ภาวะที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ธุรกิจกลางคืนและถนนข้าวสารคือเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยปั๊มได้เร็วที่สุด การเร่งจัดทำแซนด์บ็อกซ์จึงเป็นทางรอดเดียวที่ผู้ประกอบการมีในเวลานี้
กฎหมายเดิมคือตัวฉุดรั้ง ควรออกกฎกระทรวง ประกาศเป็นโซนนิ่ง แก้ไขกฎหมายเดิมเพื่อให้ทันการณ์
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังท่ามกลางเสียงเชียร์รอบทิศ อันตรายต่อชีวิตจากอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน
เนื่องจากดัดแปลงมาจากตึกแถวเก่า เพราะฉะนั้น กทม.ต้องเข้มงวดกฎหมาย ไม่ละเลยมาตรการความปลอดภัย ระบบหนีไฟ และโครงสร้างอาคาร อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำรอยเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่
ปัญหามลภาวะทางเสียง และชุมชนรอบข้างถนนข้าวสารที่รายล้อมไปด้วยชุมชนเก่าแก่ วัด และโรงเรียน
การขยายเวลาหรือผ่อนปรนพื้นที่
หากไร้การควบคุมระบบกันเสียงที่เข้มงวด จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับภาคประชาชน
และต้องป้องกันห้ามเกิดช่องว่างให้กลุ่มอิทธิพล ทุนเทานำยาเสพติดรูปแบบใหม่เข้ามาแพร่ระบาดได้ง่าย
หากรัฐบาลทำเฉพาะ “ถนนข้าวสาร” แต่ย่านอื่นๆ ยังคงใช้กฎหมายเดิม จะเกิดคำถามเรื่องความเท่าเทียมทันที อาจแปรสภาพ “ส่วย” จากที่หนึ่งย้ายไปโผล่อีกที่หนึ่งแทน
จนถึงนาทีนี้ ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงเตือนรอบทิศ ทว่า หน่วยงานหลักยังไม่ขยับรูปธรรมเด่นชัดออกมา ชวนให้ประชาชนตั้งคำถามว่า
สุดท้ายแล้ว “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” จะเป็นโมเดลช่วยชาติ หรือเป็นเพียงหลักฐานตอกย้ำว่า รัฐบาลนี้ดีแต่ทำงานด้วยปากไปวันๆ เท่านั้น?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
