หัวข่าวใหญ่ที่ต้องจับตามมองอย่างมาก นอกจากเรื่องของความพยายามในการยุติสงครามยูเครนของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องของการประท้วงใหญ่ในฝรั่งเศส ที่กำลังลามไปสู่ประเทศต่างๆ อย่างนึกไม่ถึง … ใครเลยจะคิดว่า การประท้วงของนักเรียนในชานกรุงปารีสจะขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง
ปัญหาการประท้วงใหญ่ใจครั้งนี้ ดูจะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดคือ การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักเรียนฝรั่งเศสมีปัญหาอย่างมากกับสภาพของห้องเรียน ที่แทบจะใช้ทำการเรียนการสอนไม่ได้ รวมถึง ความขาดแคลนครูผู้สอน
เมื่อเสียงของการประท้วงของนักเรียนเริ่มดังมากขึ้น มีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามาสมทบมากขึ้นอีก ต่อมาจึงมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย และสหภาพแรงงาน รวมทั้งสหภาพครู
การชุมนุมขยายวงออกไปอย่างไม่มีใครคาดคิด ทำให้มีผู้เข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก แต่แล้วในที่สุดสิ่งที่หลายคนกังวลกับการชุมนุมในฝรั่งเศสก็เกิดขึ้น มีการใช้ความรุนแรงในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา และการชุมนุมหวนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 24-25 ตุลาคม โดยมีสหภาพแรงงานเป็นแกนนำ จนอาจต้องเรียกการชุมนุมครั้งนี้ว่าเป็น “คลื่นแห่งความโกรธ“ และ ”กระแสการต่อต้านรัฐ” ที่มาบรรจบกัน
การชุมนุมที่ดูจะเป็นเรื่องภายในของฝรั่งเศส แต่กลับขยายวงกว้างออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปใต้ ได้แก่ สเปน โปตุเกส ในยุโรปตะวันตกได้แก่ เบลเยียม อิตาลี หรือในยุโรปตะวันออกคือ อัลบาเนีย กับเซอเบีย เป็นต้น
การชุมนุมที่ขยายออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้น มีปัจจัยร่วมที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น (อันเป็นผลโดยตรงจากทั้งสงครามยูเครนและสงครามอิหร่าน) ค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปใต้ ตลอดรวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น อันส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนประสบความยากลำบาก โดยเฉพาะบรรดาคนงาน และคนชั้นล่าง
ประกอบกับสถานการณ์สำคัญหนึ่งในยุโรปที่ส่งผลอย่างมากกับการการบริหารภาครัฐคือ สงครามยูเครนที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และทำให้รัฐบาลยุโรปโดยรวมต้องเพิ่มงบประมาณทหาร และลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการและการบริการทางสังคมลง ซึ่งก็ส่งผลอย่างมากต่อชีวิตคนในระดับล่าง เพราะสวัสดิการที่เคยได้ต้องถูกตัดทอนลง อันก่อให้เกิดการสะสมความ “รู้สึกโกรธ” จนนำไปสู่การ “ต่อต้านรัฐบาล”

อย่างไรก็ตาม ความโกรธต่อรัฐบาลที่เริ่มในหมู่นักเรียน เพราะสภาพของสถานศึกษาที่เสื่อมโทรมอย่างมาก ห้องเรียนที่ไม่มีสภาพเป็นห้องเรียน ความแน่นของจำนวนนักเรียนในชั้น ความขาดแคลนครู และความขาดแคลนด้านงบประมาณ และทั้ง ความโกรธเช่นเดียวกันต่อรัฐบาลขยายไปสู่ผู้คนในสังคม เช่นกรณีของคนงานในฝรั่งเศส หรือขยายไปสู่คนในระดับอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพ และมองว่า รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหา หรือช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งในอีกด้านก็ส่งผลอย่างมากต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล
สำหรับการเมืองภายใน ความโกรธที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของจิตวิทยาการเมืองในการต่อต้านรัฐนั้น ยังเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากมาตรการในการควบคุมฝูงชน ที่ผู้ชุมนุมหลายส่วนมีความรู้สึกว่า ตำรวจใช้ความรุนแรงมากเกินขอบเขต จนกลายเป็นปัจจัยในการกระตุ้นในการก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ
แต่ในอีกด้าน ก็ต้องยอมรับว่าในมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มีบุคคลที่เป็นผู้นิยมความรุนแรงอยู่ในการประท้วง และใช้การชุมนุมเป็นเวทีในการก่อความรุนแรง สถาวะเช่นนี้นำไปสู่การปะทะกับตำรวจ และวันนี้ ภาพของความรุนแรงเห็นได้จากการประท้วงในหลายเมืองหลักของยุโรป
การชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงดังที่กล่าวแล้วนั้น มีผลอย่างมากกับการเลือกตั้งที่จะเกิดในอนาคตอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสที่จะเกิดในเดือนเมษายน 2027 และการเลือกตั้งในอีกหลายประเทศในปีหน้า จะเห็นถึงเสียงของฝ่ายขวาที่ดังขึ้น
การประท้วงใหญ่และความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนโดยตรงต่อการกำหนดจุดยืนทางการเมือง กลุ่มการเมืองปีกซ้ายมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการชุมนุม และโทษว่าความรุนแรงส่วนหนึ่ง มาจากการใช้ความรุนแรงของตำรวจ ขณะที่กลุ่มการเมืองปีกขวา มีท่าทีไม่ตอบรับการชุมนุม และปกป้องตำรวจในการใช้กำลัง เป็นต้น
ผลจากสภาวะเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนในยุโรปมีแนวโน้มที่จะ “สวิงขวา” มากขึ้นนั่นเอง …
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลจากการประท้วงเรื่องคุณภาพการศึกษา ไปสู่ปัญหาค่าครองชีพ และอาจกลายเป็นจุดพลิกผันให้การเมืองของรัฐยุโรปเกิดอาการ “สวิงขวา” มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็นปัจจัยการเมืองภายในกำลังทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปกลายเป็น “ประชานิยมปีกขวา” มากขึ้น และเป็นปีกขวาที่เป็นมิตรกับประธานาธิบดีปูตินด้วย
ดังนั้น จึงต้องจับตามมองอย่างมากกับการเลือกตั้งในปี 2027 เพราะถ้าประชานิยมปีกขวาชนะการเลือกตั้งในยุโรปแล้ว การ “สวิงขวา” ของรัฐยุโรปจะมีนัยสำคัญกับการเมืองโลกในอนาคตอย่างแน่นอน !
