bg-single

คลื่นแห่งความโกรธในยุโรป ! | สุรชาติ บำรุงสุข

26.10.2026

หัวข่าวใหญ่ที่ต้องจับตามมองอย่างมาก นอกจากเรื่องของความพยายามในการยุติสงครามยูเครนของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องของการประท้วงใหญ่ในฝรั่งเศส ที่กำลังลามไปสู่ประเทศต่างๆ อย่างนึกไม่ถึง … ใครเลยจะคิดว่า การประท้วงของนักเรียนในชานกรุงปารีสจะขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง

ปัญหาการประท้วงใหญ่ใจครั้งนี้ ดูจะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดคือ การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักเรียนฝรั่งเศสมีปัญหาอย่างมากกับสภาพของห้องเรียน ที่แทบจะใช้ทำการเรียนการสอนไม่ได้ รวมถึง ความขาดแคลนครูผู้สอน

เมื่อเสียงของการประท้วงของนักเรียนเริ่มดังมากขึ้น มีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามาสมทบมากขึ้นอีก ต่อมาจึงมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย และสหภาพแรงงาน รวมทั้งสหภาพครู

การชุมนุมขยายวงออกไปอย่างไม่มีใครคาดคิด ทำให้มีผู้เข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก แต่แล้วในที่สุดสิ่งที่หลายคนกังวลกับการชุมนุมในฝรั่งเศสก็เกิดขึ้น มีการใช้ความรุนแรงในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา และการชุมนุมหวนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 24-25 ตุลาคม โดยมีสหภาพแรงงานเป็นแกนนำ จนอาจต้องเรียกการชุมนุมครั้งนี้ว่าเป็น “คลื่นแห่งความโกรธ“ และ ”กระแสการต่อต้านรัฐ” ที่มาบรรจบกัน

การชุมนุมที่ดูจะเป็นเรื่องภายในของฝรั่งเศส แต่กลับขยายวงกว้างออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปใต้ ได้แก่ สเปน โปตุเกส ในยุโรปตะวันตกได้แก่ เบลเยียม อิตาลี หรือในยุโรปตะวันออกคือ อัลบาเนีย กับเซอเบีย เป็นต้น

การชุมนุมที่ขยายออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้น มีปัจจัยร่วมที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น (อันเป็นผลโดยตรงจากทั้งสงครามยูเครนและสงครามอิหร่าน) ค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปใต้ ตลอดรวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น อันส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนประสบความยากลำบาก โดยเฉพาะบรรดาคนงาน และคนชั้นล่าง

ประกอบกับสถานการณ์สำคัญหนึ่งในยุโรปที่ส่งผลอย่างมากกับการการบริหารภาครัฐคือ สงครามยูเครนที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และทำให้รัฐบาลยุโรปโดยรวมต้องเพิ่มงบประมาณทหาร และลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการและการบริการทางสังคมลง ซึ่งก็ส่งผลอย่างมากต่อชีวิตคนในระดับล่าง เพราะสวัสดิการที่เคยได้ต้องถูกตัดทอนลง อันก่อให้เกิดการสะสมความ “รู้สึกโกรธ” จนนำไปสู่การ “ต่อต้านรัฐบาล”

Protesters march during a demonstration against rising living costs in Paris, Saturday, Oct. 24, 2026. (AP Photo/Thibault Camus)

อย่างไรก็ตาม ความโกรธต่อรัฐบาลที่เริ่มในหมู่นักเรียน เพราะสภาพของสถานศึกษาที่เสื่อมโทรมอย่างมาก ห้องเรียนที่ไม่มีสภาพเป็นห้องเรียน ความแน่นของจำนวนนักเรียนในชั้น ความขาดแคลนครู และความขาดแคลนด้านงบประมาณ และทั้ง ความโกรธเช่นเดียวกันต่อรัฐบาลขยายไปสู่ผู้คนในสังคม เช่นกรณีของคนงานในฝรั่งเศส หรือขยายไปสู่คนในระดับอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพ และมองว่า รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหา หรือช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งในอีกด้านก็ส่งผลอย่างมากต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล

สำหรับการเมืองภายใน ความโกรธที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของจิตวิทยาการเมืองในการต่อต้านรัฐนั้น ยังเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากมาตรการในการควบคุมฝูงชน ที่ผู้ชุมนุมหลายส่วนมีความรู้สึกว่า ตำรวจใช้ความรุนแรงมากเกินขอบเขต จนกลายเป็นปัจจัยในการกระตุ้นในการก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ

แต่ในอีกด้าน ก็ต้องยอมรับว่าในมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มีบุคคลที่เป็นผู้นิยมความรุนแรงอยู่ในการประท้วง และใช้การชุมนุมเป็นเวทีในการก่อความรุนแรง สถาวะเช่นนี้นำไปสู่การปะทะกับตำรวจ และวันนี้ ภาพของความรุนแรงเห็นได้จากการประท้วงในหลายเมืองหลักของยุโรป

การชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงดังที่กล่าวแล้วนั้น มีผลอย่างมากกับการเลือกตั้งที่จะเกิดในอนาคตอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสที่จะเกิดในเดือนเมษายน 2027 และการเลือกตั้งในอีกหลายประเทศในปีหน้า จะเห็นถึงเสียงของฝ่ายขวาที่ดังขึ้น

การประท้วงใหญ่และความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนโดยตรงต่อการกำหนดจุดยืนทางการเมือง กลุ่มการเมืองปีกซ้ายมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการชุมนุม และโทษว่าความรุนแรงส่วนหนึ่ง มาจากการใช้ความรุนแรงของตำรวจ ขณะที่กลุ่มการเมืองปีกขวา มีท่าทีไม่ตอบรับการชุมนุม และปกป้องตำรวจในการใช้กำลัง เป็นต้น

ผลจากสภาวะเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนในยุโรปมีแนวโน้มที่จะ “สวิงขวา” มากขึ้นนั่นเอง …

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลจากการประท้วงเรื่องคุณภาพการศึกษา ไปสู่ปัญหาค่าครองชีพ และอาจกลายเป็นจุดพลิกผันให้การเมืองของรัฐยุโรปเกิดอาการ “สวิงขวา” มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็นปัจจัยการเมืองภายในกำลังทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปกลายเป็น “ประชานิยมปีกขวา” มากขึ้น และเป็นปีกขวาที่เป็นมิตรกับประธานาธิบดีปูตินด้วย

ดังนั้น จึงต้องจับตามมองอย่างมากกับการเลือกตั้งในปี 2027 เพราะถ้าประชานิยมปีกขวาชนะการเลือกตั้งในยุโรปแล้ว การ “สวิงขวา” ของรัฐยุโรปจะมีนัยสำคัญกับการเมืองโลกในอนาคตอย่างแน่นอน !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คลื่นแห่งความโกรธในยุโรป ! | สุรชาติ บำรุงสุข
“วรวงศ์” แนะ เศรษฐกิจจะขยายตัว ไทยต้องลดการขาดดุลการค้า ห่วง 9 เดือนแรก ติดลบ 1.4 ล้านล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจไทยรั้งท้ายภูมิภาค
ปฏิบัติการภาพยนตร์ฝรั่งเศส – Les Misérables- AI โชเน็นอะนิเมะ ไวรัลระดับโลกไอคอนแห่งการต่อสู้ของเจน Z ‘Stop! Back off! Stop pushing!’
อินเดีย จากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สู่ประเทศที่ฝักใฝ่ทุกฝ่าย
เวียงจันทน์ขยับ ฮานอยเขยื้อน : เวียดนามกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
ทรัมป์ ‘คนทรยศ’ (Betrayal) ยกเลิกการแซงก์ชั่นน้ำมันรัสเซีย ซื้อดีเซลหมีขาวนำเข้าอเมริกา
6 ปทัสถาน ‘เคลียร์ได้’ ที่สังคมไทยต้องข้ามให้พ้น
4 ปีไม่มีใครฟัง ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง : ถึงเวลาคืนความเป็นธรรม ให้เหยื่อของอำนาจรัฐ?
สัมผัสแง่งามสุดขมขื่น และความรักอันร้าวราน ผ่านอัลบั้ม O ของ เดเมียน ไรซ์
จากไทยหนึ่งเดียว สู่ ‘ไทยหลายใบ’ : ไทยศึกษาผ่านมุมมองนักวิชาการญี่ปุ่น
‘3 เสือป่า’ ภาค 2 ‘บิ๊กหยอย’ ส่งสัญญาณ? จับตา ไฟใต้ เดิมพันสุดท้าย ตท.26 หนู บุกรัง บิ๊กดุลย์ The Last Mission ‘บิ๊กเต้’ กับ สัญญาใจ ทบ.