เมื่อต้นเดือนตุลาคม คณะกรรมการ ป.ป.ป.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” อดีตรอง ผบ.ตร. ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนและคู่สมรสอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง
เรื่องราวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เหมือนซีรีส์ยาวๆ
เส้นทางเงินของโจ๊ก หวานเจี๊ยบ ยอกย้อนซับซ้อน เช่น ที่มาของอาวุธปืน 170 กระบอก มูลค่ากว่า 22 ล้านบาทที่ชวนพิศวง รูปถ่ายเงินสด 70 ล้านบาทในตู้นิรภัยก็ชวนสงสัย ยังมีเงินหมุนเวียนอีก 223 ล้านบาทที่หมุนเวียนในบัญชีม้าอีก 6 บัญชี ทองคำแท่งหนัก 845 บาทมูลค่าปัจจุบันกว่า 50 ล้านบาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่สงขลา และนาฬิกาหรู 47 เรือนเช่นเดียวกับอดีตลูกพี่ใหญ่อีกราว 60 ล้านบาท
ทั้งหลายเหล่านั้นพาดพิงโยงใยไปถึงนายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการ ป.ป.ป.กับพวก 10 คน ที่ ป.ป.ช.กำลังค้นพิสูจน์ความผิดฐานร่วมกันจัดทำพยานหลักฐานที่ใช้เป็นเอกสารชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์อันเป็นเท็จ
และ 1 ใน 10 ก็มีปรากฏชื่อ น.ส.ธมณพรรษสร หรือ น.ส.กันต์นพภัทร์ พานิชพงศ์ หรือนางศิรินัดดา หักพาล “มาดามกุ๊บกิ๊บ” ภริยาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ร่วมอยู่ด้วย
ส่วนอดีตรอง ผบ.ตร.ผู้อื้อฉาวจะมากไปด้วย “ข้อกล่าวหา” จาก ป.ป.ช. อาทิ ความผิดทางอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ความผิดอาญามาตรา 144, 267, 268 และมาตรา 86 ประกอบมาตรา 164 รวมทั้งความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
กล่าวได้ว่าความเน่าเฟะขององค์กรตำรวจกว่า 1 ทศวรรษมานี้เกิดขึ้นในยุค “คสช.” เรืองอำนาจ!
ตำรวจใหญ่ไร้ระเบียบ ขาดวินัย ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดี คนที่ถูกเรียกว่า “บิ๊ก” หลายนายจับกลุ่มเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่ายใหญ่โต แสวงหาผลประโยชน์จากการมีตำแหน่งหน้าที่อย่างตะกละตะกลาม ทุกเก้าอี้สำคัญจึงถูก “ตั้งราคา” และมีการซื้อขายตำแหน่งกันโจ๋งครึ่ม
บางช่วงขณะย่ามใจกันถึงขั้นสมคบคิดเลื่อยขาเก้าอี้ “ผบ.ตร.”
วันๆ ตำรวจยุคนั้นมีแต่เรื่องซัดกันนัวเนียตั้งแต่ ผบ.ตร.ลงไปจนถึง รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผบช. ผบก. ลามไปถึงบริวารในเครือข่ายระดับผู้กำกับการ รองผู้กำกับการ และสารวัตร บดขยี้กันป่นปี้
ปัจจัยหลักมาจากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่ไม่มีหลักมีเกณฑ์ชัดเจนแน่นอน การให้คุณให้โทษของผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานไม่เป็นธรรม นานเข้าตำรวจก็ “น้อมรับ” แนวปฏิบัติที่เสื่อมทราม และจำนนกับการบังคับบัญชาของนายที่ไร้ภาวะผู้นำ
ในสายตาของชาวบ้าน ความน่าเชื่อถือหรือศักดิ์ศรีของตำรวจเสื่อมลงมาก กระทั่งกเฬวรากข้างถนนยังไม่ยำเกรงเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
ไม่มีใครเชื่อว่า ตำรวจมี “อุดมคติ”
“เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน
อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา
รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต”
กลายเป็นสำนวนโวหารมีไว้กล่อม “ไม้อ่อน” ให้หัวใจพองโต
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ขึ้นรับตำแหน่ง “ผบ.ตร.” 1 ตุลาคม 2569 เหมือนนั่งอยู่กลางบ้านที่ล้อมรอบด้วย “น้ำเน่า” ซึ่งท่วมขังมานานนับปี
น้ำเน่าย่อมจะต้องเหม็นและเป็นอันตราย!
วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา “ผบ.ตร.สำราญ” เรียกประชุมให้นโยบายกับผู้นำหน่วยชั้นนายพลทั้งหมด มีตั้งแต่ระดับผู้บังคับการขึ้นไปถึง รอง ผบ.ตร. รวมเกือบ 500 นาย
คนก็จับตา “ผบ.ตร.” คนใหม่
“จับตา” สำราญ นวลมา ว่าจะเป็น “นาย” งั้นๆ อีกหรือไม่
นั่นคือ ทุกคนเมื่อขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ในฐานะผู้นำสูงสุดขององค์กร ต้องมีพิธีกรรมหรือมีแอ๊กชั่นเสียหน่อย
ปล่อยให้ ผบ.สำราญพ่นนโยบายไป อยากพูดอยากสั่งอยากกำชับอะไรก็ให้เป็นวันของสำราญ สังคมจับจ้อง ผบ.ตร.จะถูก “ลองดี” หรือไม่
จริงตามที่คาด หมดวันสำราญแล้วก็เป็นภาคปฏิบัติในชีวิตจริง
ทุกหน่วยยังคงมีแนวประพฤติปฏิบัติเหมือนเดิม
นโยบาย 9 ข้อ กับข้อกำชับเข้มแข็ง 4 เรื่องของ ผบ.ตร.เป็นได้แค่การปล่อยมุข
นโยบายข้อที่ 9 ผบ.ตร.กำชับว่า ให้ผู้บังคับบัญชามี “ภาวะผู้นำ” ประพฤติเป็นแบบอย่าง ให้ทุกระดับลงพื้นที่ไปรับรู้ปัญหาจริง พร้อมกับให้ความเป็นธรรมภายใต้หลัก แข็งแรง พร้อมนำ ยุติธรรม เป็นธรรม บรรยากาศดี มีความสุข ให้เป็นผู้นำที่ดี 3 ประการ คือ ให้สวัสดิการดี ให้ความรู้ และเมื่อผิดก็ต้องกล้าลงโทษ
ข้อกำชับที่ 4 ที่เน้นย้ำให้เป็นผู้บังคับบัญชาซื่อสัตย์ โปร่งใส เร่งรัดขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งกับข้าราชการตำรวจและผู้กระทำการทุจริต
ภายหลัง ผบ.ตร.มอบ 9 นโยบาย กับ 4 ข้อกำชับผ่านไปสัปดาห์เดียวเท่านั้น “สำราญ นวลมา” ก็ถูก “ให้ของ”
เป็น “ไม้หน้าสาม” จากมหาดไทย
“ส่วยตำรวจ” ถูกตีแผ่กระฉ่อนไปตั้งแต่ถนนข้าวสาร ในพื้นที่ของตำรวจนครบาล ไล่ลามถึงเชียงใหม่ และระยองในภาคตะวันออก ภายใต้การนำของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของรหัสเรียกขาน “มท.2” นำกำลังกรมการปกครองปฏิบัติการลับ ฉับไวชนิดที่ “เจ้าของพื้นที่” หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี
แล้วถ้า “พลพีร์” ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเข้าทลายแหล่งอบายมุขมั่วสุม สถานบริการผิดกฎหมาย แหล่งมอมเมาเด็กและเยาวชนพร้อมกับตีแผ่การจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง ถามว่า จะต้องมีตำแหน่ง ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร.แต่ละฝ่ายงาน มีผู้ช่วย ผบ.ตร. มีจเรตำรวจ มี ผบช. และ ผบก.ต่างๆ เอาไว้ทำไม
ข้างบัลลังก์ “สำราญ นวลมา” รายล้อมไปด้วยใคร ใช่พี่เพื่อนน้อง นรต.ที่พูดรู้เรื่องไว้วางใจได้หรือไม่
ผู้การตำรวจสั่งย้าย “ผกก.หัวหน้าโรงพัก” ในพื้นที่ที่ถูกตบหน้าแล้วจะมีอะไร
ทำไม ผบ.ตร.ไม่สั่งย้าย “ผบช.น.” หรือ “ผบช.ภูธร” เจ้าของพื้นที่ ถ้าจะลงมือให้เห็นว่า “นโยบายข้อที่ 9” กับ “ข้อกำชับที่ 4” ไม่ใช่คำสั่งให้ไปลูบหน้าปะจมูก!?!!!
