‘สูญสิ้นความเป็นคน’ กลายเป็นหนังสือขายดี ในเกาหลีใต้ได้อย่างไร
Epilogue | กรกฤษณ์ พรอินทร์
เมื่อสำนักพิมพ์มินึมซา (Minumsa) ตีพิมพ์หนังสือ ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ (No Longer Human) ของดะไซ โอซามุ เป็นครั้งแรกในปี 2004 ในฐานะส่วนหนึ่งของชุดวรรณกรรมโลก
หนังสือแปลเล่มนี้ไม่ได้รับความสนใจมากนัก
และแทนที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิก
กลับถูกวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องราวหดหู่ของตัวเอกที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย ดำเนินชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ มืดมน และเสื่อมทราม
ทว่า ในช่วงเวลาไม่กี่ปี นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ กลับได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้อ่านชาวเกาหลีรุ่นใหม่
จนสำนักพิมพ์ต้องตกตะลึงกับยอดขายที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องเร่งตีพิมพ์ซ้ำเพื่อให้ทันกับความต้องการของนักอ่าน
ปรากฏการณ์ความนิยมอย่างฉับพลันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการสิ่งพิมพ์เกาหลีใต้
จนทำให้คิม ยงอัน นักวิชาการด้านวรรณกรรมและผู้แปล ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ ฉบับภาษาเกาหลี ได้เขียนวิเคราะห์ไว้ว่า เพราะเหตุใดนวนิยายคลาสสิกที่ถ่ายทอดชีวิตคนแปลกแยกจากสังคมเรื่องนี้ จึงครองใจนักอ่านอย่างถล่มทลาย
จนได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 142 และมียอดขายมากกว่า 600,000 เล่ม



คำสารภาพของตัวตลกผู้เศร้าสร้อย
‘สูญสิ้นความเป็นคน’ (No Longer Human) ของดะไซ โอซามุ มักถูกจัดอยู่ในประเภทนวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ
นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอแก่นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตของผู้เขียนที่มีลักษณะเดียวกับตัวละครเอกในเรื่อง ทั้งการพยายามฆ่าตัวตาย ความแปลกแยกจากสังคม การข้องเกี่ยวกับผู้หญิง สิ่งเสพติดและแอลกอฮอลล์ และภาวะซึมเศร้าที่มาก่อนกาล
จนนักอ่านหลายคนมองว่า ดะไซ โอซามุ เขียนหนังสือเรื่องนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นพินัยกรรมหรือเป็นคำสารภาพ
เพราะเขาฆ่าตัวตายในเวลาไม่นานหลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ เมื่อปี 1948
‘สูญสิ้นความเป็นคน’ เป็นเรื่องราวของโอบะ โยโซ ชายหนุ่มที่เกิดมาในครอบครัวใหญ่ ผู้รู้สึกว่าไม่อาจเข้าใจหรือเข้าถึงมนุษย์คนอื่นได้อย่างแท้จริง
ในช่วงต้นเรื่อง โยโซพูดถึงวัยเด็กของเขาในช่วงก่อนสงครามว่า ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของพรรคการเมืองที่บิดาของเขาสังกัดขณะที่เดินทางกลับบ้าน
แต่เมื่อเดินทางผ่านบ้านของเขา คนเหล่านั้นกลับแวะเข้าไปและกล่าวยกย่องบิดาของเขาด้วยท่าทีชื่นชม โดยบอกว่างานดังกล่าว “ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่”
โยโซค้นพบว่ามนุษย์มักโกหกใส่กัน ต่อหน้าเอ่ยปากชื่นชมแต่พอลับหลังก็นินทาว่าร้าย
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาหวาดระแวงต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และไม่แน่ใจว่าจะดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างไร หากธรรมชาติของมนุษย์เป็นเช่นนี้
แล้วเด็กอย่างเขาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างเสแสร้งหลอกลวงเหมือนคนอื่นๆ ได้หรือไม่
เขาพบทางออกด้วยการสวมบทบาท ‘ตัวตลก’ ทำตัวซุ่มซ่าม แกล้งพูดจาหรือทำตัวโง่ๆ ให้คนอื่นหัวเราะ เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับจากคนในสังคม
ซึ่งการทำตัวตลกเช่นนี้ของโยโซก็เพื่อกลบเกลื่อนความเป็นคนแปลกแยกของเขาเพื่อไม่ให้คนอื่นล่วงรู้
โยโซเคยเล่าว่า…
“ในตอนนั้น ผมถูกคนงานหญิงชายในบ้านกระทำชำเราด้วยการสอนให้ลิ้มรสเรื่องน่าเศร้า… ช่างเป็นอาชญากรรมอันต่ำช้าน่าบัดสีและโหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ แต่ผมเลือกที่จะทนเก็บไว้ แค่นหัวเราะทั้งที่หมดเรี่ยวแรง… ในเมื่อรู้เต็มอกว่าโลกนี้หนีไม่พ้นความอยุติธรรม แค่ฟ้องใครสักคนคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตัวเองไม่มีทางอื่นนอกจากเก็บเงียบไว้ อดทน และสวมบทตัวตลกต่อไป”
บนใบหน้าเปื้อนยิ้ม และการแสร้งทำตัวโง่เขลาเพื่อแจกจ่ายเสียงหัวเราะให้ผู้คน เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้างในจิตใจของเด็กชายโยโซต้องเก็บซ่อนบาดแผลในวัยเยาว์ไว้ลึกแค่ไหน
ก่อนที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มติดเหล้ามากเสน่ห์ที่เข้ากับสังคมไม่ได้ จนพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายที

คนรุ่น 20/30
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกาหลีใต้มีการให้ความสนใจอย่างมากต่อกลุ่มคนที่เรียกว่า “คนรุ่น 20/30” ซึ่งหมายถึงผู้คนในวัย 20 และ 30 ปี กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงคนรุ่นหนึ่งเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมรูปแบบหนึ่ง
คนรุ่น 20/30 เติบโตขึ้นหลังจากเกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความมั่งคั่ง ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างไม่หยุดหย่อนมาตั้งแต่วัยเด็ก
และแม้จะมีการศึกษาสูงและมีทักษะความสามารถมาก แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่กลับต้องพบกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง ทำให้แนวโน้มการหางานและอนาคตด้านอาชีพไม่สดใสนัก
และแทนที่จะเก็บออมเงินเพื่ออนาคต คนรุ่นนี้จำนวนมากเลือกให้ความสำคัญกับช่วงเวลาปัจจุบันตามแนวคิด YOLO หรือ “You Only Live Once” หรือ “เรามีชีวิตเพียงครั้งเดียว”
หากมีงานทำ พวกเขาไม่ได้มองว่างานนั้นจะเป็นงานที่ต้องทำไปตลอดชีวิต หากแต่มองว่างานเป็นพื้นที่สำหรับเติมเต็มตัวเองและหาเลี้ยงชีพ
และเนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะอุทิศทั้งชีวิตให้กับงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน หรือ Work-Life Balance จึงมีความสำคัญอย่างมาก
คนรุ่นนี้จึงทุ่มเทและเปิดใจเรียนรู้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างตัวตนที่เข้มแข็งเสมอ สะท้อนได้จากการที่พวกเขาจะเลือกซื้อและอ่านหนังสือใหม่ๆ รวมถึงผลงานวรรณกรรมอย่างกระตือรือร้น เพื่อยกระดับความคิดของตนเอง
จากสถิติของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ คนรุ่นนี้มีสัดส่วนประมาณ 40-45 เปอร์เซ็นต์ของการซื้อหนังสือในตลาดเกาหลี และคิดเป็น 60-70 เปอร์เซ็นต์ของการซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ กำลังได้รับความนิยมทางวัฒนธรรมป๊อปไปในวงกว้าง ทั้งการถูกยกย่องให้เป็นหนังสือเล่มโปรดของไอดอลเกาหลีหลายคน
การถูกดัดแปลงไปเป็นมังงะ แอนิเมชั่น หรือภาพยนตร์ รวมถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่สอดคล้องกันนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ กลายเป็นหนังสือขายดีอย่างถล่มทลายนับตั้งแต่ในปี 2021 เป็นต้นมา


‘สูญสิ้นความเป็นคน’
ในวัฒนธรรมป๊อป
‘สูญสิ้นความเป็นคน’ ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษมาแล้วหลายครั้ง
ไม่เฉพาะการแปลไปในหลายภาษา ตัวหนังสือและภาพลักษณ์ของผู้เขียนอย่างดะไซ โอซามุ เองก็ถูกถ่ายทอดไปในวัฒนธรรมป๊อปอันหลากหลาย
เริ่มตั้งแต่นวนิยาย ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นนวนิยายเล่มโปรดของ 2 ไอดอลเกาหลีอย่างซองฮยอน (CORTIS) และเยริ (Red Velvet) เลือกอ่าน จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ถูกพิมพ์ซ้ำอย่างถล่มทลาย จากกระแสการอ่านตามไอดอลของแฟนคลับชาวเกาหลี
ไม่ต่างจากกระแส #จินยองอ่าน ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่แฟนคลับชาวไทยเลือกอ่านหนังสือหลายเล่มตามปาร์คจินยอง แห่งวง GOT7 เมื่อปี 2016
ยิ่งไปกว่านั้น การดัดแปลงนวนิยายเรื่องนี้เป็นมังงะ โดยเจ้าพ่อผลงานสยองขวัญนามอุโฆษอย่างจุนจิ อิโต้ ก็ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างด้วยเช่นกัน
รวมถึงความสำเร็จอย่างมหาศาลของมังงะและแอนิเมชั่นเรื่อง ‘คณะประพันธกรจรจัด’ (Bungo Stray Dogs) ที่เป็นเรื่องราวของสำนักงานนักสืบที่รวบรวมเหล่าผู้มีพลังพิเศษในการไขคดีและปกป้องเมืองโยโกฮาม่าจากกลุ่มอาชญากรรม ซึ่งมีดะไซ โอซามุ เป็นตัวละครหลัก ร่วมกับตัวละครอื่นที่อ้างชื่อมาจากนักเขียนชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างคุนิคิดะ ดอปโป, เอโดงาวะ รัมโป และโยซาโนะ อากิโกะ เป็นต้น รวมถึงแอนิเมชั่นไซไฟอย่าง ‘Human Lost’ ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากนวนิยายไปสร้างโลกและเรื่องเล่าใหม่
ขณะที่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘Ningen Shikkaku’ ที่ออกฉายในปี 2019 ก็เป็นงานดัดแปลงอีกชิ้นหนึ่งของนวนิยาย ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ นำแสดงโดย โอกุริ ชุน ร่วมด้วย ริเอะ มิยาซาว่า, เอริกะ ซาวาจิริ และฟูมิ นิไคโด ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และได้รับคำชมด้านการแสดงอย่างล้นหลาม
จากกระแสทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ควบคู่กับคุณค่าของหนังสือที่มีอยู่แต่เดิม จึงส่งผลให้ ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ กลายเป็นหนังสือขายดีในเกาหลีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อยู่ต่างยุค
แต่มีความทุกข์ร่วมกัน
แม้เหตุการณ์ในนวนิยายจะเกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามต่อเนื่องถึงยุคหลังสงคราม แต่ความรู้สึกแปลกแยกทางจิตใจของตัวละครหลักอย่างโอบะ โยโซ แต่กลับเชื่อมโยงกับชีวิตคนหนุ่มสาวชาวเกาหลียุคปัจจุบันได้อย่างแปลกประหลาด
คำตอบจากนักอ่านผู้หญิงวัย 20 และ 30 ปี บางส่วนที่คิม ยงอัน เป็นผู้สอบถามบอกว่า
พวกเธอต้องฝืนยิ้มอยู่เสมอในสถานที่ทำงาน หรือต้องเก็บกดความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้เมื่อต้องพูดคุยกับลูกค้า พวกเธอต้องแบกรับภาระจากการต้องแสดงบุคลิกที่ร่าเริงสดใสตามที่สังคมคาดหวังอยู่ตลอดเวลา
สำหรับคนเหล่านี้ การ “เล่นตลก” อย่างเจ็บปวดของโอบะ โยโซ ตัวเอกในหนังสือ ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ จึงสะท้อนความรู้สึกร่วมที่พวกเธอมีต่อชีวิตของตนได้อย่างรุนแรง
ผู้อ่านบางคนแสดงความคิดเห็นว่า “ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่กำลังทุกข์ทรมาน”
บางคนกล่าวว่า “ในนวนิยาย โยโซไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าที่ไร้ชีวิตเหมือนสัตว์สตัฟฟ์ แต่เขาคือเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างๆ ฉัน เป็นคนที่ฉันสามารถระบายความลับ ระบายความโกรธ และเชื่อมโยงความรู้สึกด้วยได้” หรือ “ฉันมองเห็นตัวเองในตัวละคร คนที่แปลกแยกจากสังคมและกำลังมุ่งหน้าไปสู่การทำลายตัวเองอย่างโดดเดี่ยว”
การเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย การปล่อยตัวให้เสื่อมโทรม การพยายามฆ่าตัวตาย และการใช้ยาเสพติดของโยโซ ดูราวกับเป็นช่องทางที่ผู้อ่านสามารถระบายความคับข้องใจและหลีกหนีจากปัญหาของตัวเองได้ชั่วขณะ
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักอ่านบางคนรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขา และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวละครผู้แปลกแยกที่เข้ากับสังคมรอบข้างไม่ได้เมื่อเกือบ 100 ปีก่อนหน้านี้
ชีวิตที่เหลวแหลกของโยโซในนวนิยาย กลายเป็นภาพสะท้อนชีวิตอันเหน็ดเหนื่อยของผู้อ่านบางกลุ่มในเกาหลีใต้ร่วมสมัย ที่รู้สึกว่าตนต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวัง แต่กลับไม่มั่นใจว่าอนาคตจะตอบแทนความพยายามเหล่านั้นได้มากเพียงใด

เราสูญสิ้นความเป็นคนไปแล้วจริงหรือ?
คําว่า ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ ในชื่อเรื่อง อาจเหมือนจะเป็นคำประกาศว่า “ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นคำถามที่โยนกลับไปยังผู้อ่านว่า เราควรนิยามคนหน้าซื่อใจคดที่อยู่รอบตัวโยโซว่าอย่างไร และมีพวกเราสักกี่คนที่มีความซื่อตรงในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง
หากการแสดงตลกของโยโซคือ “วิธีสุดท้ายในการขอความรักจากมนุษย์”
แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันอาจมองได้ว่าเป็นวิธีที่เขาใช้แสวงหาความรักให้กับตัวเองเช่นกัน
ผู้ชมการแสดงตลกของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้คนรอบตัวในนวนิยาย
แต่อาจรวมถึงผู้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ด้วย
ดังนั้น หนังสือทั้งเล่มเองจึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงตลกอย่างหนึ่ง หรืออาจมองเกินขอบเขตไปเลยก็ได้ว่า หนังสือเล่มนี้กลายเป็น ‘การแสดงครั้งสุดท้าย’ ของดะไซ โอซามุ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ ที่เลือกจบชีวิตหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์
แน่นอนว่า เราไม่อาจเหมารวมได้ว่า วรรณกรรมชิ้นนี้คือบันทึกชีวิตของผู้เขียนโดยตรง
หรือใช้การเปรียบเปรยชีวิตของโอบะ โยโซ ว่าเป็นรูปจำลองของดะไซ โอซามุ แต่อย่างใด
และหน้าที่ของวรรณกรรมเองก็ไม่ได้มอบคำตอบหรือวิธีแก้ปัญหาชีวิตให้แก่ผู้อ่าน
แต่มันอาจทำหน้าที่เป็นเพียงเพื่อนชั่วคราวที่คอยปลอบประโลมและบอกกับเราว่าไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้ม หรือทำทุกอย่างที่สังคมรอบข้างกดดันจนเหนื่อยล้าเกินไป
แม้ว่าเพื่อนคนนั้นจะเป็นเพียงตัวละครในนวนิยายที่มีชีวิตล้มเหลวและเสื่อมทราม แต่ทุกครั้งที่เปิดหน้ากระดาษขึ้นมาอ่าน โยโซยังคงมีชีวิตอยู่ในนั้น คอย ‘เล่นตลก’ ใส่คนอ่าน ด้วยชีวิตเหลวแหลกของตน
อย่างเสมอมาและตลอดไป
ที่มา
https://www.japantimes.co.jp/culture/2009/10/09/films/osamu-dazai-genius-but-no-saint/#.XthqhEUzZyw
