Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
เป็นอะนิเมะสองชั่วโมงสร้างจากหนังสือปี 2017 ชื่อเดียวกันของมิซูกิ ซึจิมูระ และมังงะชื่อเดียวกัน วาดภาพโดยโทโมะ ทาเคโตมิ ว่ากันว่ามีแฟนหนังสือมากมาย
เมื่อดูจนจบก็ไม่แปลกใจที่หนังสือจะเป็นที่พึ่งทางใจของเด็กจำนวนมาก และน่าจะช่วยเหลือผู้ปกครองหรือครูจำนวนมากได้ด้วย
หนังเริ่มต้นช้าๆ แบบอะนิเมะแฟนตาซีทั่วไป ไม่บอกว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรกว่าคนดูจะจับทางได้ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งเรื่อง
อาศัยว่าภาพสวย ตัดต่อดึงดูดให้ติดตาม สีสันชวนลุ่มหลง
เมื่อจับทางได้แล้วก็ต้องดูให้จบเพื่อจะได้รู้ว่าจะจบอย่างไร

หนังเริ่มต้นด้วยเด็กหญิงมัธยมต้น ไม โคโคโระ ปวดท้องเดินลงมาจากห้องนอน แม่อยู่ในครัว “จะไปหรือไม่ไป” แม่หันมาถามสีหน้าไม่พึงใจ “ก็ปวดท้อง” ไมตอบด้วยอาการกระฟัดกระเฟียดเพราะเธอปวดจริงๆ “สรุปว่าไม่ไป” แม่สรุปแล้ววางมือจากครัวเดินเชิดหน้าผ่านเด็กหญิงไปหยิบโทรศัพท์ “วันนี้ไมไม่ไปโรงเรียนนะคะ” จากนั้นหยิบกระเป๋าทำงานเดินออกจากบ้าน
ฉากแรกบอกเราว่าอารมณ์เสียตอนเช้าสามารถคิดต่อได้ ที่ควรรู้คือเด็กปวดท้องไม่ไปโรงเรียนเขามิได้แกล้งทำหรือโกหก “ก็ปวดจริงๆ นี่นา” ไมว่า
ไมกุมท้องกลับขึ้นห้องนอนเศร้า เธอปวดท้องจริงๆ นี่นา ทันใดนั้นกระจกแต่งตัวในห้องก็เรืองแสง เธอเดินเข้าใกล้ใช้มือแตะดูมือก็ผ่านเข้าไปได้
เธอตัดสินใจเดินผ่านกระจกนั้นเข้าไป

อีกด้านหนึ่งของกระจกเป็นปราสาทโอ่อ่าสะอาดสะอ้าน มีหนูน้อยเสื้อแดงใส่หน้ากากหมาป่ายืนต้อนรับ “มาได้เสียที อีกหกคนรอนานแล้ว” ว่าแล้วท่านหมาป่า (หนูน้อยเสื้อแดงออกคำสั่งให้เด็กทุกคนเรียกว่าท่านหมาป่า) ก็นำไมไปพบกับเด็กอีกหกคนซึ่งกำลังนั่งหง่าวเรียงขึ้นไปตามขั้นบันได เป็นหญิงสอง ชายสี่ ทุกคนเป็นนักเรียนมัธยมแต่ต่างชั้น แต่ละคนโวยวายเอาพวกเขามาทำไม
ท่านหมาป่าว่าทุกคนมาที่นี่ได้ทุกวันตามต้องการตั้งแต่เวลา 0.900 นาฬิกาถึง 17.00 นาฬิกา ห้ามอยู่เลย 17.00 นาฬิกาเป็นอันขาด ทั้งหมดต้องช่วยกันตามหากุญแจไขห้องสมปรารถนา และเมื่อสมปรารถนาแล้วจะลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปราสาทหลังนี้
โจทย์ของหนังมีเท่านี้!

แม้ปราสาทจะสวยงามแต่ความโอ่อ่ากว้างใหญ่แฝงความไม่น่าวางใจ พวกเขาจะตามหากุญแจดอกเล็กๆ ดอกเดียวได้อย่างไร ท่านหมาป่าใส่หน้ากากไว้จึงไม่ยิ้มเลย น้ำเสียงท่าทางขึงขังไม่ผ่อนปรน ตอนนี้เป็นเดือนพฤษภาคม พวกเขามีเวลาอีกหลายเดือน วันสุดท้ายคือ 31 มีนาคม ตอนนี้ใกล้ห้าโมงเย็นแล้วทุกคนกลับไปได้ เด็กเจ็ดคนมีกระจกเจ็ดบานที่ติดชื่อไว้ให้กลับไป จบวันที่หนึ่งเท่านี้
เป็นไปตามขนบหนังญี่ปุ่นไซไฟแฟนตาซีที่จำต้องกำหนดสัจพจน์หรือโจทย์ก่อนจากนั้นจึงเข้าสู่เรื่องเล่าแต่ละคนมีที่มาอย่างไร
ไมเป็นตัวเอกของเรื่องจึงมีเรื่องเล่าชัดเจนกว่าอีกหกคน ไมปวดท้องไปโรงเรียนไม่ได้ถึงไปได้ก็ไปนอนห้องพยาบาลเสียเป็นส่วนใหญ่ มีครูที่ปรึกษาใจดีอายุยังน้อยคอยดูแล หลังจากนั่งดูไปสักพักก็จับความได้ว่าไมถูกกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่มีซานาดะเป็นหัวหน้าทีมคอย “บูลลี่” ด้วยวิธีการนานา แม้แต่ใช้ผู้ชายเป็นเครื่องมือพวกหล่อนก็ทำแล้วคอยล้อเลียนหรือหัวเราะเยาะหรือไปจนถึงบอยคอตไม เมื่อเรื่องถึงครูประจำชั้นครูประจำชั้นเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กมัธยม
“ก็แค่เด็กเล่นกัน” แม้ไม่ได้ยินคำพูดนี้ในหนังเรื่องนี้แต่นัยยะเป็นเช่นนั้น

เด็กมัธยมเจ็ดคนมีเวลาหลายเดือนที่จะหากุญแจสมปรารถนา พวกเขาต่างคนต่างเข้ามาที่ปราสาทตามเวลาที่สะดวกของแต่ละคนจึงมิได้พบกันบ่อยนัก
เรื่องเล่าของแต่ละคนดำเนินไปทีละนิดๆ ช้าๆ จับความได้ว่าที่แท้ทุกคนเป็นเหยื่อบูลลี่ บางคนไม่ไปโรงเรียนอีกแล้วจึงมาสิงสู่ที่ปราสาทเป็นประจำ
บางคนมาบ่อยขึ้นๆ ท่านหมาป่าคอยเร่งรัดให้รีบหากุญแจจะได้ขอพรสมปรารถนาแล้วล้างความทรงจำปราสาทออกไป ชีวิตจะได้เริ่มต้นใหม่
หนังเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นคือบางทีพวกเขาไม่อยากเริ่มต้นใหม่ มีที่ลี้ภัยก็เพียงพอแล้ว!
หนังเล่าเรื่องการถูกบูลลี่ของแต่ละคนช้าๆ ละเมียดละไม ละเมียดละไมมากเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า “แค่เด็กเล่นกัน” ขณะเดียวกันก็เห็นจริงว่าเด็กบางคนไม่สู้คนเลย “ทำไมไม่สู้” ดูไปก็เอาใจช่วยในใจเสมอ มีข้อหนึ่งเกี่ยวกับการบูลลี่ที่เรารู้แน่ๆ คือกลุ่มเด็กจะไล่กลั่นแกล้งคนที่กลั่นแกล้งได้ หากทำไม่ได้จะหันไปหาเหยื่ออื่นต่อไป
หนังทวีความแฟนตาซีเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กเจ็ดคนพบว่าพวกเขาอยู่โรงเรียนเดียวกันคนละชั้นปีแต่พวกเขาไม่เคยพบกันที่โรงเรียนอยู่ดี หรือว่าพวกเขามาจากโลกคู่ขนาน
ดูให้จบก็จะพบว่าผิดอีก

มีบทสนทนาสองบทที่ควรค่าแก่การดู บทสนทนาแรกเกิดขึ้นในร้านอาหาร ครูที่ปรึกษามาพบไมและคุณแม่ที่นั่งรออยู่แล้ว
“ครูมาพบคุณแม่หลายครั้งเพื่อคุยเรื่องต่อจากนี้ของโคโคโระจัง และพบคุณพ่อครั้งหนึ่งด้วย เพื่อหาทางออกจากเรื่องนี้” ครูสาวว่า
“หรือคะ” ไมแปลกใจ
“ไมจะย้ายโรงเรียนก็ได้ เราจะหาโรงเรียนให้ หรือถ้าไมจะอยู่ต่อชั้นมอห้าที่นี่เราจะแยกห้องจากซานาดะ” คุณแม่พูด
“แล้วเพื่อนๆ ของซานาดะล่ะคะ” ไมถาม
“แม่คุยกับทางโรงเรียนหลายครั้งเพื่อไล่เรียงหาทางออก เพื่อนสามคนของซานาดะจะถูกแยกห้องกัน” คุณแม่พูดต่อ “อ้อ แล้วเรื่องครูประจำชั้นจะพยายามเปลี่ยนเท่าที่ได้”
ไมนั่งเงียบสีหน้าครุ่นคิด
“แต่ถ้าไม่ไหวจะพักเรียนมัธยมต้นก่อนก็ได้” แม่ว่า
“ครูกับแม่คุยกันเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรสำเร็จในครั้งเดียว” ครูว่า “ทางเลือกมีมากมาย”
แม่เอื้อมมือไปกุมมือไมแล้วพูดต่อว่า “เราไม่ได้ตัวคนเดียวนะ มีอะไรเรามาช่วยคิดกัน”
จะเห็นว่าระบบจัดการเด็กที่ถูกบูลลี่ไม่มีทัศนคติว่าเราสปอยล์เด็ก การบูลลี่สมัยนี้เป็นเรื่องมิได้คิดเอาเอง ต้องการครูที่จริงจัง ใส่ใจ และพร้อมทำงานกับผู้ปกครอง หลักการสำคัญคือส่งสัญญาณว่าเด็กมิได้ตัวคนเดียวและมีหนทางช่วยเหลือ แค่ว่าเราต้องคุยกัน จากแม่ที่ไม่ใส่ใจกลายเป็นแม่ที่ให้ความร่วมมือ

บทสนทนาอีกตอนหนึ่งซึ่งดีมากกว่าอีก ไมไปหาเพื่อนที่เคยรักกันถึงบ้าน เพื่อนที่เคยรักกันนั้นเคยละทิ้งไมในยามยากลำบาก และตอนนี้กำลังจะย้ายโรงเรียน
“ชั้นถูกขับออกจากกลุ่มซานาดะ” เพื่อนพูด
“เอ๊ะ ทำไมล่ะ” ไมถาม
“ชั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก พวกนั้นคิดว่าชั้นดูถูก หาว่าชั้นไปอ่อยแฟนของนากายามะ ทั้งหาว่าบ้าผู้ชาย ที่ว่าชั้นดูถูกพวกเขาก็จริงแหละ สนใจแต่เรื่องไร้สาระ ผลการเรียนย่ำแย่ ทำตัวไม่รู้จักโต อีกสิบปียี่สิบปีก็จะเป็นแบบนี้ไม่มีทางดีขึ้นได้หรอก”
“ไม่เคยได้ยินโมเอะจังพูดหนักขนาดนี้”
“เพราะงั้นตอนที่พวกนั้นเกลียดฉันที่สุดและอยากเลิกคบ จะต้องตีสนิทกับโคโคโระจังแน่ๆ เพื่อโดดเดี่ยวชั้น”
“อะไรกัน!”
“มันก็แบบนั้นแหละแค่เรื่องงี่เง่าในโรงเรียน” โมเอะเดินไปส่งไมที่หน้าประตู “อย่ายอมแพ้นะ โคโคโระจัง เด็กแบบนี้มีทุกที่ หนีไม่พ้นหรอก ย้ายโรงเรียนไปก็จะเจออีก ต่อนี้ไปไม่ชอบอะไรก็จะไม่ชอบ โคโคโระจังก็ด้วยนะ”
“ฮื่อ” ไมพยักหน้า
เมื่อไมหันไปดูภาพหมาป่ากับลูกแกะทั้งเจ็ดซึ่งวาดจากนิทานกริมม์ใส่กรอบติดฝาบ้านเอาไว้ เธอก็นึกอะไรออกทันที!
แต่สายไปแล้ว เด็กหนึ่งในเจ็ดคนละเมิดกฎอ้อยอิ่งในปราสาทเกินห้าโมงเย็นกระจกทุกบานจึงถูกทำลายพร้อมกัน ท่านหมาป่ามิใช่เด็กหญิงชุดแดงใจดีอีกต่อไป

ไม่ทราบว่าหนังสือดีเท่าไรแต่หนังถือว่าดีใช้ได้เลย เด็กทั้งเจ็ดถูกบูลลี่มาทุกคน เรื่องที่แต่ละคนพบมาจะว่าเป็นเรื่องไม่ใหญ่ก็ได้ แค่เด็กเล่นกันก็ได้
แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรพวกเขาจะค้นพบที่ปลอดภัยที่หมาป่าจัดไว้ให้ ความปลอดภัยนั้นมีมากเสียจนพวกเขาไม่อยากกลับไปโลกเดิมอีกเลย
เมื่อพบเด็กถูกบูลลี่ ที่พ่อแม่ควรทำก่อนคือเปิดทางให้เด็กรู้จักต่อสู้ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กที่ทำคนอื่นจะเลือกเหยื่อที่เขาทำได้ พ้นจากนี้จะอย่างไรก็เป็นหน้าที่คุณครู
หน้าที่ของคุณครูคือแทรกแซง
