The Ribbon Hero สังเวยบางกลุ่มเพื่อให้สังคมอยู่รอด
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังการ์ตูนญี่ปุ่น The Ribbon Hero ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ดูแล้วอดคิดถึงบ้านเมืองของเราเวลานี้มิได้ เหตุเพราะสารที่หนังการ์ตูนเรื่องนี้ต้องการจะสื่อคือ “เราควรยอมจำนนต่อความชั่วร้ายแล้วอยู่ไปอย่างสงบเสงี่ยมหรือควรจะต่อสู้ดี”
นอกจากสารที่หนังต้องการจะสื่อแล้ว อีกเรื่องที่น่าดูคืองานด้านภาพ หนังแบ่งเป็นองก์เหมือนละครเวที มีทั้งหมดเจ็ดองก์เปิดม่านปิดม่านเสมือนนั่งดูละคร (ข้อมูลเขียนว่าคือการแสดง Takarazuka ซึ่งเป็นต้นแบบของหนังสือการ์ตูน เจ้าหญิงอัศวิน The Princess Knight ของเท็ตสึกะ โอซามุ) แต่ลายเส้น การลงสี และแอนิเมชั่นน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนการ์ตูนสมัยใหม่
หนังใช้หลายเทคนิคผสมผสานทั้งแบบวาดด้วยมือสองมิติ ซีจีสามมิติ หุ่นกระดาษ
ชวนให้ติดตามว่า “งานด้านภาพในตอนจบ” จะเป็นอย่างไร สามารถพานักดูหนังเปลี่ยนผ่านจากแอนิเมชั่นไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้หรือไม่ (ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่น่าจะมีใครคาดเดาได้ ชวนให้นึกถึงตอนจบของ Neon Genesis Evangelion ภาคแรก)
ปรากฏว่าทำได้สำหรับผู้เขียนบทความนี้ หนังชวนให้คิดถึงบ้านเมืองของเราเป็นระยะๆ
พ้นจากข้อดีต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว เนื้อเรื่องกลับดูยืดยาดและอลหม่าน หนังไหลไปเรื่อยๆ จากต้นจนจบโดยมิได้มีส่วนที่ขับเน้นพิเศษเหมือนต้นฉบับ
ที่ดูจนจบได้เพราะชื่อของเท็ตสึกะ โอซามุ เป็นประกันมากกว่าเรื่องอื่น

เป็นผลงานกำกับโดยยูกิ อิราอาชิ ดัดแปลงจากมังงะ เจ้าหญิงอัศวิน The Princess Knight ผลงานปี 1953 ของเท็ตสึกะ โอซามุ
ครั้นดูจบแล้วจึงพบว่าเหลือเค้าโครงเรื่องเดิมน้อยมาก ที่แตกต่างกันมากที่สุดคือเรื่องเพศสภาพของเจ้าหญิงแซฟไฟร์
เจ้าหญิงแซฟไฟร์ของโอซามุมีหัวใจของทั้งชายและหญิงรวมกันในร่างเดียว และจะพัฒนาไปตามสถานการณ์กับสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ล้ำและได้รับคำชื่นชมตลอดมา
ในขณะที่เจ้าหญิงแซฟไฟร์เรื่องนี้เป็นสตรีเต็มตัว ผ่านขั้นตอนพัฒนาการแบบหนังผจญภัยทั่วไปคือสูญเสีย ค้นพบพลัง แล้วลุกขึ้นสู้ใหม่
มิหนำซ้ำริบบิ้นสีแดงก็ใหญ่โตกว่ามาก ชวนให้นึกถึงริบบิ้นของมินนี่ เมาส์ เป็นบางครั้ง
หนังเปิดฉากด้วยอสูรร้ายเนอกัลจากทะเลเถ้า ดูเหมือนฟอสซิลปลาโบราณขนาดยักษ์ที่เดินทางผ่านมิติได้ มันกินคริสตัลและจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นอาหาร ทำลายอาณาจักรเงิน (Silverland) พินาศ
เจ้าหญิงแซฟไฟร์ได้รับบาดเจ็บสาหัสแขนข้างหนึ่ง ภาพที่ติดตาเธอเสมอก่อนหนีออกจากพระราชวัง คือภาพมารดาที่ร่างกายปนเปื้อนเชื้อราจากเนอกัลใกล้หมดลม
“เอาชีวิตรอด” ดำรัสของมารดายังความหมดหวังแก่เธอถึงที่สุด
ตลอดชีวิตของเจ้าหญิงแซฟไฟร์หลังจากนั้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเอาชนะอสูรร้ายที่ไม่มีทางเอาชนะได้ แต่เป็นการเอาชนะคำสั่งเสียของแม่ซึ่งชวนหดหู่ไร้หนทางเอาชนะยิ่งกว่า
หนังแฟลชแบ็กฉากสุดท้ายของแม่หลายครั้งจนอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังเผชิญภาวะเครียดหลังภยันตราย (Post-Traumatic Stress Disorder, PTSD)
นอกจากนี้ เธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวซึ่งน่าจะแบกเอาความรู้สึกผิดที่มีชีวิตรอด (survival guilt) ติดตัวไปด้วยตลอดชีวิตที่เหลือ
เธอได้รับแขนเทียมแล้วหลบหนีไปทำงานในเหมืองคริสตัลของอาณาจักรทองคำ (Goldland) เจ็ดปีผ่านไป อสูรร้ายเนอกัลก็มาถึงอาณาจักรทองคำอีก นอกจากชาวเมืองไม่มีหนทางต่อสู้แล้ว พวกเขายังถูกชักนำโดยผู้นำทางศาสนาไม่ให้สู้ด้วย “เพราะการต่อสู้ผิดวิธีจะสร้างความเสียหายมากกว่าเสียอีก”
เจ้าหญิงแขนเดียวที่มิได้มีฝีมือดวลดาบอะไรมากมายจะสู้อสูรครองพิภพได้อย่างไร


หลังจากนี้การ์ตูนจะยิงยาวไปเรื่อยๆ ผ่านตัวละครมากมายทั้งฝ่ายร้ายฝ่ายดีเหมือนบ้านเมืองเราเวลานี้ ฉะนั้น หนังยาวสองชั่วโมงแต่ไม่ดึงดูดเท่าซีรีส์ 53 ตอนของเท็ตสึกะ โอซามุ ประเด็นหลักคือไม่มีตัวละครอะไรพัฒนามากมายนั่นเอง
เจ้าหญิงแซฟไฟร์จะมีพวกพ้องหลายคน ทั้งพี่เลี้ยง กลุ่มเด็กกำพร้า และตัวละครพเนจรมากหน้าหลายตา แต่ทั้งหมดนั้นเหมือนผ่านมาแล้วผ่านไป มิได้เจาะลึกมากพอที่นักดูหนังจะเข้าถึงได้ ลำพังจำชื่อก็ยากเกินกำลัง
ที่อาจจะดึงความสนใจได้บ้างมีเพียงเวลเว็ต ซึ่งเป็นตัวละครที่มีประเด็นเพศสภาพมากกว่าตัวนางเอกเสียอีก
เป็นไปได้ว่าผู้สร้างดัดแปลงงานของโอซามุครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวละครที่มีประเด็นเพศสภาพเท่านั้นเอง
ส่วนที่เห็นเด่นชัดอยู่ตลอดคือริบบิ้นสีแดงใหญ่โตของเจ้าหญิงแซฟไฟร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นความหวังรวมหมู่ (collective hope) ของชาวประชาอาณาจักรทองคำ แล้วจึงเป็นที่เปิดเผยภายหลังว่าความหวังรวมหมู่สีแดงนั้นเองที่นำพาทุกคนร่วมต่อสู้
(ทำได้อย่างไรไปหาดู)


เมื่ออาณาจักรหนึ่งเผชิญความหมดหวังต่อเนื่องยาวนาน เราควรรวบรวมความหวังรวมหมู่แล้วลุกขึ้นต่อสู้ หรือไม่ต้องสู้ให้เอาชีวิตรอดก็พอ
เราควรสังเวยทรัพยากรส่วนหนึ่ง (เหมือนการทำเหมืองคริสตัลส่งให้แก่เนอกัล) หรือคัดประชากรส่วนหนึ่งไว้ให้เป็นผู้เสียสละ (เหมือนผู้นำทางศาสนาทำกับผู้ถูกสังเวยแห่งอาณาจักรทองคำ)
การเมืองบ้านเราวันนี้ชวนให้คิดถึงและพบเห็นประเด็นเหล่านี้รอบตัวอยู่ทุกวัน
การย้ายประเด็นเพศสภาพจากแซฟไฟร์ไปที่เวลเว็ตก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ตามไปด้วย แซฟไฟร์เป็นวีรสตรีที่ไม่คิดอะไรมากนอกจากเรื่องปกป้องผู้อื่น มิยอมให้ผู้อื่นสูญเสียเหมือนที่เธอเคยสูญเสีย
แต่เวลเว็ตดูเหมือนจะดูภาพรวมและพยายามแก้ไขภาพรวมมากกว่า อย่างไรก็ตาม เขาก็คล้ายผู้นำทั่วไปที่เชื่อว่าเราจำเป็นต้องเสียสละ (คำสุภาพใช้แทนคำว่าสังเวย) ประชาชนบางกลุ่มเพื่อการนี้
