ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น กับนักร้องที่ชื่อ “สิงโต นำโชค” เพราะเรื่องราวนี้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมีกำเนิดลืมตาขึ้นมาในโลกนี้เสียด้วยซ้ำ

ย้อนไป…สมัยที่มโนยังเป็นนักศึกษาวิชาศิลปะที่กรุงโรม ซึ่งมีเรื่องราวมากมายที่ทำให้เขาได้ประสบพบกับผู้คนเยอะแยะ หลายชาติ หลายภาษา และขาดไม่ได้คือคนไทย ทั้งที่เป็นนักศึกษาด้วยกัน หรือจากที่ต่างๆ แต่มีจุดหมายคือมาแวะที่โรม และผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยมีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับมโนมาก่อนทั้งสิ้น ล้วนแล้วมาจากคนแนะนำ ฝากฝังเขาช่วยดูแลให้อีกทอดหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ระดับบิ๊กๆ ที่กำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น นักการเมืองที่มีพ่อค้าตามถือกระเป๋าเป็นเจ้ามือคอยดูแลค่าใช้จ่าย ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ นักแสวงโชคตกเครื่องบิน อีรุงตุงนังทำให้มโนต้องถูกเบียดบังเวลาเรียนไปคอยเสียเวลาช่วยเหลือ

ยังดีหน่อยที่ไม่พลอยเสียทรัพย์ตามไปด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มโนไม่เคยวิตกกังวล เพราะเขาเป็นสัตว์ประเภทปู ที่ไม่มีเลือด หรือไม่มีเงินที่สามารถจะแบ่งปันให้ใครได้นั่นเอง

บางคนมโนถูกสถานทูตไทยขอร้องให้ช่วยรับไปอยู่ด้วยเป็นเดือนก็มี ซึ่งเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะระยะแรกๆ ที่เขามีปัญหาในเรื่องผู้อุปการะเบี้ยวทิ้งเขาเหมือนหมูเหมือนหมา ก็ได้สถานทูตที่ยื่นมือมากดดันให้หมอนั่นจำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้ จนเขาสามารถอยู่เรียนต่อจนจบการศึกษา

ดังนั้น เมื่อนึกอะไรไม่ออก มโนจึงเป็นคนไทยในโรมคนแรกที่พวกเขานึกถึง

 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม้จะดึกดื่น มโนก็ถูกเรียกจากเจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทยในโรมที่สนิทสนมกัน ให้ไปช่วยแก้ปัญหาฉุกเฉินที่คณะของรัฐวิสาหกิจจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวไนต์คลับแห่งหนึ่งใกล้ๆ ถนน(เวีย)เวเนโต้ ซึ่งเป็นแหล่งเริงรมย์ในเวลาค่ำคืน และถูกขาใหญ่ประจำบาร์ปิดประตูไม่ยอมให้ออก หากไม่จ่ายเงินตามที่พวกเขาเรียกร้อง

โชคดี เป็นที่ที่เดียวกับที่พวกนักเรียนไทยชอบไปนั่งดื่มและฟังเพลงเป็นประจำ จึงคุ้นเคยรู้จักคนในนั้นหลายคน รวมทั้งขาใหญ่คนคุมบาร์นั้นด้วย

สำหรับพวกนักเรียนไทยเขาถือว่าเป็นคนพื้นที่และส่งภาษากันรู้เรื่อง จึงไม่มีเทคนิคในการแหกตาลูกค้า ที่เป็นทัวริสต์แบบกลุ่มคนไทยที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

มโนจึงไปเจรจาต่อรองกับทางบาร์ที่จับพวกเขาเป็นตัวประกันอยู่ เรื่องค่าใช้จ่ายที่ชาร์จไว้สูงเกินราคา

และอำกลับไปว่าพวกนี้เป็นตำรวจจากเมืองไทย หากมีเรื่องมีราวใหญ่โตเดี๋ยวตำรวจทางอิตาลีเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย พวกทางบาร์และขาใหญ่จะเดือดร้อน จึงยอมตกลงลดให้ครึ่งหนึ่ง

ซึ่งในเวลาเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว การที่เข้าไปนั่งดื่มและมีสาวๆ มาคลอเคลียขอให้เปิดแชมเปญ (ราคาขวดละ 100 บาทในร้านข้างนอก) ให้พวกเธอราวๆ ห้าขวด ถูกเรียกเก็บเงินประมาณ 10,000 บาท เป็นใครใครก็ไม่ยอม

แต่สุดท้ายผลการเจรจาของมโน ทำให้พวกนักช็อปโลกีย์ชาวไทยไม่มีทางเลือก ต้องจ่ายค่าโง่ให้อย่างไม่มีทางเลือก

คนไทยกลุ่มนี้ เมื่อมโนกลับมาเมืองไทยและพบกัน เขาทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งมโนเองก็ไม่ได้มีความต้องการจะวิสาสะกับคนที่มีรสนิยมชอบมั่วโลกีย์ด้วยเงินภาษีของประชาชนแบบนี้เช่นกัน

แต่มีบางคนที่คาดไม่ถึงว่า ด้วยช่วงเวลาที่พบปะกันและให้ความช่วยเหลือไม่มากมาย เขากลับมีความประทับใจและจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา แม้แต่ตัวมโนเองก็เกือบลืมไปแล้วเช่นกัน

 

เรื่องมีอยู่ว่า…เที่ยงวันหนึ่ง มโนเดินออกจากอะคาเดมีแล้วเดินไปตาม เวีย เดล คอร์โซ (ถนนสีลมของโรม) เขาเห็นชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังดูแผนที่เพื่อหาสถานที่ที่ต้องการจะไป และเมื่อผ่านไปใกล้ๆ ก็ได้ยินทั้งคู่พูดกันด้วยภาษาไทย ทำให้มโนต้องชะงักและตรงเข้าไปหาด้วยเจตนาเพื่อให้ความช่วยเหลือ

“สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยได้บ้างครับ”

ทั้งคู่หันมาหามโนด้วยความแปลกใจ และยกมือไหว้ตอบมโน

“ผมกับภรรยากำลังจะไปบันไดสเปน”

“อ๋อ! ผมกำลังจะไปทางนั้นอยู่พอดี ไม่ไกลจากตรงนี้ เดี๋ยวเดินคุยกันไปแป๊บเดียวก็ถึง”

“ขอบคุณมากครับ คุณมาเที่ยวเหมือนกันเหรอครับ”

“เปล่าครับ ผมเรียนศิลปะอยู่ที่นี่ครับ”

“โอ้! วิเศษเลย จะได้มีเจ้าถิ่นให้ข้อมูลที่อยากรู้หลายๆ อย่าง” คนที่เป็นภรรยากล่าวด้วยความยินดี

“คุณไปที่บันไดสเปน คงไม่ได้อะไรมากนัก นอกจากการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และฤดูนี้มาได้ตรงเวลาเพราะเขาเอาพวกกระถางดอกไม้มาวางประดับ ถ่ายรูปแล้วได้สีสันมากทีเดียว”

“จริงๆ แล้วเธอมีเป้าหมายอื่นด้วย เธอจะแวะโฉบไปร้านกุซชี่ (GUCCI) ที่อยู่แถวนั้นสักหน่อย” สามีกระเซ้าแหย่ภรรยาอย่างน่ารัก ทำให้เธอเขินอายเล็กน้อย

“อ๋อ! ร้านกุซชี่อยู่ตรงนั้นจริงๆ ครับ แต่ลูกค้ามีแต่พวกชาวญี่ปุ่น และแน่นยังกับแจกฟรี ทั้งๆ ที่แพงมาก”

“ขอแค่ วินโดว์ ช็อป และเห็นกับตาว่าร้านกุซชี่ หน้าตาเป็นอย่างไร เท่านี้ก็พอ” ภรรยายืนยันด้วยสายตาวิงวอน

และมโนก็เป็นไกด์นำไปถึงร้านแบรนด์ชื่อดัง ที่สุภาพสตรีทั่วโลกอยากมีโอกาสมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต จากนั้นเลยพาขึ้นไปบนบันไดสเปน วิวฟอยต์ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถจะหลุดไปจากรายการของการมาเยือนโรม และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ซึ่งมโนก็จัดการบันทึกภาพอันสวยงาม ที่มีคู่สามีภรรยาแนบแอบชิดกันอย่างมีความสุข ไว้เป็นสิ่งตราตรึงใจเมื่อพวกเขากลับไปถึงเมืองไทย

เมื่อได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงนั้นเป็นการพอเพียง และตรงกับเวลาอาหารกลางวันพอดี คู่สามีภรรยาก็ขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมโนสำหรับมื้อนี้ และขอให้มโนเป็นผู้เลือกร้านเอง

“ถ้างั้นผมเอาร้านที่ใกล้ๆ นี่เอง อาหารอร่อยราคาไม่แพง แต่บรรยากาศเป็นแบบติสต์จริงๆ ไว้เมื่อถึงร้านแล้ว ผมจะมีเรื่องเล่าประกอบให้ฟัง”

 

พอถึงร้านซึ่งอยู่ในตรอกเล็กๆ เจ้าของที่มีร่างอ้วนเตี้ย เข้าทักทายส่งเสียงดังด้วยความยินดีและสวมกอดมโนอย่างสนิทสนม

“ไอ้หมอนี่ชื่อ เปปปีโน่ เป็นเจ้าของ ซี้กับผมดี”

เมื่อทั้งหมดนั่งลงได้ตามตำแหน่งที่เปปปีโน่จัดให้เป็นพิเศษ มโนก็เปิดเมนูอธิบายแต่ละรายการเพื่อเรียกน้ำลายให้อาคันตุกะที่พบกันเหมือนกับถูกผีจับยัด

“เมื่อกี้บอกว่าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อนี้ให้ผม แต่หลังจากฟังเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังเสร็จ ผมขอเปลี่ยนเป็นเจ้ามือแทนนะครับ”

“โอ! ไม่ได้ค่ะ เราดีใจที่ได้พบคุณ และอยากจะเลี้ยงเป็นการฉลองที่เราได้รู้จักกัน” ภรรยารีบขัดขึ้น

“ที่รัก! ลองให้น้องเล่าให้จบเสียก่อน เดี๋ยวเราค่อยมาตัดสินใจกันใหม่อีกทีดีไหม” ผู้เป็นสามีพูดเสร็จก็โอบกอดเป็นการเอาใจ ไม่ให้เสียความรู้สึกที่เขาไปขัดใจเธอ

“ลองดูไปรอบห้องนี้ให้ดี จะเห็นว่ามีงานศิลปะแขวนอยู่มากมาย จนแทบไม่เห็นว่าตัวผนังนี้ทาสีสีอะไร และรูปเหล่านี้ เปปปีโน่ไม่ได้ซื้อมาด้วยเงินสักลีเร่ แต่พวกอาร์ติสต์เอางานเหล่านี้มาแลกกับอาหาร”

“เหรอ! คะ ประหลาดดีนี่ แล้วเขาคิดค่าแลกเปลี่ยนกันยังไงคะ” คนที่เป็นภรรยาเริ่มสนใจ

“อ๋อ! เปปปีโน่ เขาตาถึง และรู้ว่าจะจัดการกันอย่างไร บางรูปก็มีการขายต่อออกไปหากมีคนมาให้ราคาถูกใจ และเขารู้ดีว่ากำไรมากกว่าค่าอาหารที่ต้องเสียไปเพียงน้อยนิด”

“น่าสนใจ แต่ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องอะไรกับน้อง จนจะมาขอให้ต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงเราเลย” ผู้เป็นสามีจี้ตรงจุดที่เขาเกิดความกังขา

“เกี่ยวซิครับ สังเกตไหมว่า เปปปีโน่เป็นคนจัดที่ให้เรานั่งตรงนี้” ทั้งคู่พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“เพราะตรงนี้ มีรูปเขียนของผมแขวนอยู่ครับ”

ทั้งคู่จึงเปลี่ยนสายตาไปจ้องมองภาพเขียนสีน้ำมัน ที่เป็นรูปทิวทัศน์ในหน้าหนาว บรรยากาศเต็มไปด้วยหมอกสีเทาๆ จนมองเห็นต้นไม้ที่มีแต่กิ่งก้านซึ่งเรียงรายอยู่ข้างถนนอยู่รางๆ

“สวยดีค่ะ น้องเอามาแลกอาหารหรือคะ”

“จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ฟังแล้วแปลกดี คือ เจ้าเปปปีโน่ เขาอยากได้ภาพนี้และขอซื้อผม แต่ผมไม่ยอมขาย เลยขอแลกกันด้วยอาหาร เพราะชอบใจที่เขามีส่วนช่วยให้อาร์ติสต์จำนวนไม่น้อยไม่อดตาย คล้ายๆ เป็นการตอบแทนน้ำใจแทนพวกอาร์ติสต์ แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามเขาขายต่อเป็นอันขาด”

“แล้วเขาให้กินกี่มื้อคะ”

“สิบมื้อครับ และผมก็พาเพื่อนมาจัดการจนเหลือสามมื้อ ซึ่งลงตัวกับเราสามคนพอดี”

“อย่างนั้นน้องก็เก็บไว้กินเองดีกว่า พวกพี่มีเงินเดือนตำแหน่งดี ขอเลี้ยงน้องเอง”

“ผมทราบครับ แต่พี่ไม่สามารถใช้เงินแทนมื้ออาหารแบบนี้ได้ เพราะพี่ไม่ใช่อาร์ติสต์ ถือว่าเป็นมื้อพิเศษที่หาไม่ได้ที่ไหนในโลก และเป็นมื้อแห่งความทรงจำดีกว่าครับ ไม่แน่นะพี่อาจจะต้องเลี้ยงผมสักมื้อที่เมืองไทย”

“ได้เลย ด้วยความยินดี”

ในที่สุด อาหารมื้อนั้นก็ได้รับทั้งรสชาติอันเอร็ดอร่อย ที่เป็นฝีมือจากกุ๊กอิตาเลียนสไตล์โรมันดั้งเดิม และความรู้สึกที่ชื่นมื่นของมิตรภาพของคนไทยทั้งสามคน

 

ก่อนจากกัน คุณอาทรผู้สามี และศรีภรรยา ขอบคุณที่มโนได้ให้ความสุขชนิดที่พวกเขาไม่นึกไม่ฝันเป็นการส่งท้าย ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางกลับบ้านในค่ำวันนั้น คนที่เป็นสามีให้นามบัตรของเขาและสั่งเสียว่า เมื่อใดที่มโนถึงเมืองไทยให้โทร.หาเขาได้ทุกเวลา

“และกางเกงยีนส์ตัวที่น้องใส่อยู่ อย่าลืมเอากลับไปเมืองไทยด้วยนะ พี่ชอบตรงที่มันมีลายเซ็นชื่อสาวๆ มากมาย เท่ดีออก”

เรียกเสียงหัวเราะอย่างมีความเป็นกันเอง ก่อนที่ต้องแยกย้ายจากกัน…อย่างไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่

เวลาผ่านไปหลายปี มโนลืมเรื่องราวเหล่านี้ และคิดว่ามันก็เหมือนหลายๆ ครั้งที่มีผู้คนมากมาย ได้พบ ได้รู้จักกัน เพียงระยะสั้นๆ แล้วก็ผ่านพ้นไป และเลือนรางไปตามกาลเวลา

เมื่อมโนกลับมาถึงกรุงเทพฯ และเขาก็ออกหางาน จนพบว่ามีตำแหน่งเปิดรับสมัครหัวหน้าฝ่ายศิลป์ประจำธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเข้ากับสาขาวิชาที่เขาจบมาจากอิตาลี จึงเดินทางไปเขียนใบสมัครพร้อมเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เขาต้องการ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับสมัคร แจ้งว่าเขาโชคดีที่เป็นคนสุดท้ายที่มายื่นใบสมัคร และจะสัมภาษณ์ตัดสินกันเลยในวันนี้

พร้อมนำเขาเข้าไปรอเจ้านายภายในห้องประชุม สักครู่เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินตามผู้ชายใส่สูทที่มีท่วงท่าสง่างามเข้ามา มโนก็ยกมือไหว้แสดงความเคารพ เขาก็รับไหว้ แล้วมองจ้องมโนก่อนหยิบเอกสารเกี่ยวกับประวัติของเขาเปิดพลิกดู โดยไม่ได้มีการพูดจา เขาหยิบปากกาออกมาเขียนอะไรอย่างรวดเร็ว ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป

ทิ้งให้มโนนั่งงงเป็นไก่ตาแตก รู้สึกใจหาย และคิดผิดหวังที่โอกาสซึ่งเขากำลังฝันค้างไว้คงอันตรธานหายวับไปอย่างแน่นอน “เกิดอะไรขึ้นวะ มองหน้าแล้วไม่พูดซักคำ ปิดโอกาสแบบนี้มันไม่สวยนะเว้ย” มโนคิดอยู่ในใจอย่างขุ่นแค้น

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ท่านเซ็นอนุมัติให้รับคุณเป็นพนักงานของเราแล้วค่ะ” พนักงานสาวคนนั้นกล่าวกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“และขอเชิญให้ตามดิฉันมาค่ะ”

แล้วเธอก็พามโนที่ยังมึนงงอยู่ออกจากห้องสัมภาษณ์ไปยังอีกสถานที่หนึ่งที่มีพนักงานสาวประจำอยู่หน้าห้อง เธอคนนั้นก็ลุกขึ้นและเคาะประตูก่อนที่จะนำมโนเข้าไปในห้องนั้น

ผู้ชายคนที่เข้าไปสัมภาษณ์มโน นั่งอยู่ในเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานที่หรูหรา ส่งยิ้มมาที่เขา

“นั่งลง ตามสบายนะ จำพี่ไม่ได้เหรอ คนที่ชอบกางเกงยีนส์เก่าๆ ที่มีลายเซ็นสาวๆ ของน้อง และคนที่น้องเลี้ยงมื้อกลางวันกับอาหารที่เอารูปไปแลกมา ที่โรม…ไงล่ะ”

“ปัดโธ่! พี่นี่เอง ผมถึงว่าหน้าตาคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าทึกทักเพราะพี่สง่าราศีโก้มาก”

“ยินดีนะ ที่ได้น้องมาร่วมงาน แต่เย็นนี้มีนัดที่ไหนหรือเปล่า พี่อยากให้น้องไปเซอร์ไพรส์แฟนพี่ และคราวนี้ มันเป็นถิ่นของพี่ ขอเลี้ยงต้อนรับและฉลองความยินดีด้วย ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”

บางครั้งสิ่งเล็กๆ ที่เรารัก แต่ไร้ค่าทางวัตถุ…อาจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเพิ่มมูลค่าให้ได้…อย่างไม่คาดคิด…ขอบคุณ…เจ้ากางเกงนำโชคตัวนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน