จรัญ มะลูลีม : ความเจ็บไข้ของนบีมุฮัมหมัดหลังฮัจญ์อำลา

อะบู มุวัยฮิบะฮ์ คงต้องรายงานถึงสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยิน
ศาสดาเริ่มบ่นถึงความเจ็บป่วยของท่านตั้งแต่เช้าหลังจากคืนที่ท่านไปเยี่ยมสุสานที่อัล บากิอ์มา
ตอนนั้นเองที่ผู้คนชักเป็นห่วงและกองทัพของอุสมามะฮ์ก็ไม่ยอมเคลื่อน
ก็จริงอยู่ที่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนสงสัยในรายงานของอะบู มุวัยฮิบะฮ์ นักประวัติศาสตร์เหล่านี้สงสัยว่าความเจ็บป่วยของศาสดาไม่ใช่เหตุผลเดียวที่หน่วงเหนี่ยวกองทัพไว้มิให้เคลื่อนไปยังอัชชาม
คนเหล่านี้เชื่อว่าเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือความผิดหวังของคนหลายคน
รวมทั้งพวกมุฮาญิรูนและอันศอรอาวุโสจำนวนหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่งแม่ทัพ
ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องการถกเถียงถึงการตัดสินของพวกเขาเกี่ยวกับรายงานของอะบู มุวัยฮิบะฮ์ ไว้ ณ ที่นี้ก็ตาม
แต่เราก็ไม่ได้พบเหตุผลที่จะพิสูจน์ถึงการปฏิเสธเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน
ไม่ว่าคุณค่าของรายงานนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธเหตุการณ์ที่ศาสดาไปเยี่ยมสุสานที่บะกีอุล อัลฆัรก็อด ไปละหมาดให้แก่ผู้ตาย
หรือการที่ท่านนึกรู้ว่าเวลาที่ท่านจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของท่าน กำลังจะมาถึงแล้วในไม่ช้านี้
ในยุคสมัยของเรานี้ วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการติดต่อกันระหว่างดวงวิญญาณ มันได้จัดการติดต่อเช่นนั้นไว้ในประเภทปรากฏการณ์ทางจิต มีคนจำนวนมากที่มีความเข้าใจที่เข้มแข็งและละเอียดอ่อนจนรู้ว่าความตายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว
หลักฐานในเรื่องนี้ก็มีอยู่
นอกจากนั้น การติดต่อสื่อสารระหว่างคนเป็นกับคนตาย การติดต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันลักษณะที่มิได้ถูกจำกัดโดยกาลเวลาหรือระยะทางนั้น ทุกวันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อสงสัยแล้ว
ถึงแม้ว่าธรรมชาติของมนุษย์จะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็ยังไม่อาจจะเข้าใจรูปร่างของมันได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเหตุการณ์ที่ศาสดาไปเยือนสุสานบะกีอ์ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อได้
ในเมื่อพลังทางวิญญาณและทางจิตใจของศาสดาในการที่จะติดต่อสื่อสารกับอาณาจักรแห่งความเป็นจริงและการที่ท่านทราบถึงความเป็นจริงด้านจิตวิญญาณเหนือมนุษย์ธรรมดา
ไข้ของท่านเพิ่มขึ้นในวันแรกๆ ที่ท่านล้มป่วยจนท่านรู้สึกเหมือนกับอยู่บนไฟ เมื่อพิษไข้ทุเลาลง ศาสดาได้เดินไปยังมัสญิดเพื่อนำละหมาด ท่านทำเช่นนี้อยู่หลายวัน แต่รู้สึกอ่อนแอเกินกว่าจะพูดกับบรรดาสาวกหรือฟังพวกเขาพูด
แต่ท่านก็ยังได้ยินคนเหล่านั้นกระซิบกระซาบกันถึงเรื่องที่ท่านแต่งตั้งคนที่หนุ่มมากให้มาบังคับบัญชาพวกมุฮาญิรูนและอันศอรอาวุโสในการไปรบที่อัชชามซึ่งกำลังจะมีมา
ทั้งๆ ที่สุขภาพทรุดโทรมลงเป็นลำดับและมีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น ท่านก็ยังรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องปราศรัยกับผู้คนทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้
วันหนึ่งท่านได้ขอให้ภริยาและคนรับใช้ของท่านไปตักน้ำจากบ่อต่างๆ มารดบนตัวท่านด้วยถุงที่ทำด้วยหนังแพะหลายถุง
ได้มีการนำน้ำมาจากบ่อต่างๆ ตามคำสั่งของท่านแล้วเทลงบนตัวท่านในขณะที่ท่านนั่งอยู่ในอ่างซึ่งเป็นของฮัฟเซาะฮ์ แล้วท่านก็สวมเสื้อผ้า พันศีรษะแล้วออกไปยังมัสญิด
เมื่อไปยืนอยู่ที่ธรรมาสน์แล้วท่านก็กล่าวคำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า แล้วละหมาดให้แก่ผู้เสียชีวิตที่อุฮุด แล้วกล่าวแก่ที่ประชุมด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
: “โอ้ผู้คนทั้งหลาย จงยกทัพไปรบภายใต้การบัญชาการของอุสามะฮ์เถิด การบ่นว่าของพวกท่านในเรื่องการที่เขาเป็นแม่ทัพ นั้นก็เหมือนกับที่พวกท่านเคยบ่นว่าในตอนที่บิดาของเขาเป็นแม่ทัพก่อนหน้านั้น ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า อุสามะฮ์นั้นเหมาะสมที่จะเป็นนายทัพเช่นเดียวกับบิดาของเขา”
ศาสดามุฮัมมัดหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง มีแต่ความเงียบกริบ แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า
“เขาผู้ที่เมื่อได้มีโอกาสให้เลือกเอาระหว่างโลกนี้หรือโลกหน้า หรือยินยอมตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้ากลับเลือกเอาหนทางเลือกอันสุดท้ายนั้นเขามิได้เลือกได้ดีกว่าดอกหรือ?”
ศาสดามุฮัมมัดนิ่งเงียบไปอีก ผู้คนต่างก็นิ่งขึงไม่ไหวติง ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งและความอ่อนไหว อะบูบักร์ก็เข้าใจได้ว่าในที่นี้ศาสดาพูดถึงตัวท่านเอง
อะบูบักร์รู้สึกตื้นตันใจเพราะความจงรักภักดีต่อศาสดาและรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งในตัวท่านจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้
เขาร้องไห้ออกมาและพูดว่า “แต่เราจะยอมสละชีวิตของเราและชีวิตลูกหลานของเราให้แก่ท่าน โอ้ศาสดามุฮัมมัด!” ด้วยความเกรงว่าความรู้สึกของอะบูบักร์จะติดต่อไปทั่วที่ประชุมนั้น ศาสดาจึงพูดออกมาเบาๆ ว่า
“โอ้ อะบูบักร์! แล้วท่านก็สั่งให้ปิดประตูมัสญิดทุกบานเสีย ยกเว้นแต่บานที่เปิดไปสู่บ้านของอะบูบักร์”
เมื่อปิดประตูแล้วท่านก็กล่าวว่า
“ฉันไม่รู้จักใครที่ความเป็นเพื่อนของเขาเป็นที่ชอบพอของฉันมากไปกว่าท่านเลย ในบรรดาผู้คนทั้งหมดในโลกนี้ ฉันจะขอเลือกแต่เพียงอะบูบักร์เป็นเพื่อนถาวรและเพื่อนตลอดไปของฉัน มิตรภาพของเขานั้นเป็นมิตรภาพและภราดรภาพที่เกิดจากความศรัทธาที่แท้จริง! และมันจะคงทนถาวรไปตราบจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าทรงนำเรามาอยู่ด้วยกันอีก!”
ศาสดามุฮัมมัดละจากธรรมาสก์กลับไปยังบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ในขณะที่ทำดังนั้นท่านได้หันมาหาประชาชนและกล่าวว่า “โอ้มุฮาญิรูน (ผู้อพยพ) จงดีต่อพวกอันศอรเถิด ชุมชนมุสลิมเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน แต่จำนวนของพวกอันศอรยังอยู่เท่าเดิม อัลอันศอรนั้นคือผู้คนของฉันเอง เป็นผู้คนที่ไว้ใจได้ซึ่งฉันได้พึ่งพิงพวกเขามา จงดีต่อผู้ที่มีคุณธรรมในหมู่พวกเขาเถิด จงให้รางวัลแก่ผู้เคร่งครัดในศาสนา และจงอภัยให้แก่ผู้ที่ทำผิด”
ศาสดามุฮัมมัดกลับไปถึงบ้านของท่านหญิงอาอีชะฮ์เกือบจะหมดแรงเพราะการออกแรงเมื่อคนเรากำลังป่วยเป็นไข้สูง
การที่จะลุกจากเตียงไปที่มัสญิดหลังจากต้องทำให้ตัวเย็นลงโดยการรดด้วยน้ำหลายถุงหนังแพะนั้นก็เป็นเรื่องที่ลำบากพออยู่แล้ว
แล้วศาสดาจะต้องเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนในการที่ต้องพูดสรุปความเช่นนั้น
เมื่อในขณะเดียวกันท่านก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องด่วนๆ อย่างเช่น การยกทัพของอุสามะฮ์ และชะตากรรมที่ถูกคุกคามของอันศอรและของชุมชนอาหรับซึ่งเพิ่งจะประสานกันใหม่ๆ โดยศาสนาอิสลาม?
ในวันรุ่งขึ้นศาสดามุฮัมมัดพยายามจะลุกจากเตียงไปทำละหมาดที่มัสญิดเหมือนอย่างเคย
เมื่อพบว่าความพยายามของท่านไม่มีผล
ท่านจึงสั่งให้อะบูบักร์นำละหมาดท่าน ท่านหญิงอาอิชะฮ์มีความกังวลอยากให้ศาสดาไปนำละหมาดด้วยตัวท่านเอง
นางคิดว่าไม่มีอะไรจะลบล้างความกลัวของผู้คนได้ดีไปกว่าการที่พวกเขาจะได้เห็นศาสดามาทำหน้าที่ประจำวันของท่านต่อไป
นางจึงได้ขออภัยแทนบิดาของนางเองคืออะบูบักร์ โดยบอกว่าเสียงของเขาเบาเกินไป และเขามักจะร้องไห้ทุกครั้งที่อ่านกุรอาน เมื่อรู้ตัวว่าไม่อาจลุกจากเตียงนอนได้ ศาสดาก็กล่าวว่า “พวกผู้หญิงนี่ช่างดื้อเสียนี่กระไร! ไปสั่งให้อะบูบักร์นำละหมาดเดี๋ยวนี้”
อีกวันหนึ่งเมื่ออะบูบักร์ไม่อยู่ บิลาลได้อะซาน เรียกผู้คนมาละหมาดและเชิญอุมัรเป็นผู้นำละหมาด เมื่อเสียงอันดังของอุมัรได้ยินไปถึงศาสดา ท่านก็ถือว่านี่เป็นการขัดคำสั่งเดิมของท่านอีกครั้งหนึ่ง
ท่านกล่าวว่า
“อะบูบักร์อยู่ไหน? พระผู้เป็นเจ้าและบรรดาผู้มีศรัทธาจะไม่ยอมให้อะบูบักร์ไม่ได้เป็นผู้นำหรอก”
เหตุการณ์นี้เองทำให้ผู้คนมั่นใจว่าศาสดามุฮัมมัดได้แต่งตั้งอะบูบักร์ให้เป็นผู้สืบต่อจากท่านจริงๆ เพราะการเป็นผู้นำก็คือเครื่องหมายอันแรกสุดของการสืบต่อจากศาสดา
