bg-single

คนมองหนัง l “Shadow” : รอยโหว่ของ “ตาข่ายฟ้า” และฤทธาของ “สายฝน”

26.11.2018

“Shadow” คือผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “จางอี้โหมว” หนึ่งในผู้กำกับฯ “รุ่นห้า” ที่ยิ่งยงของจีนแผ่นดินใหญ่

ในแง่โปรดักชั่น หนังมีงานสร้างที่อลังการ มีการถ่ายภาพที่โดดเด่น โดยพยายามควบคุมโทนให้สีหลักของภาพยนตร์เป็น “สีขาว-ดำ” อันส่องสะท้อนถึงภาวะ “หยิน-หยาง” หรือการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “คู่ตรงข้าม” ต่างๆ ซึ่งเป็นแก่นหลักของเนื้อเรื่อง

ในแง่เนื้อหา นี่เป็นหนังจีนย้อนยุคกึ่งกำลังภายในอีกเรื่องที่กล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก เป็นการเดินตามจารีตการผลิตงานยุคหลังของ “จางอี้โหมว” ซึ่งมักอธิบายโลกจากมุมมองแบบ “ชนชั้นนำ” มากกว่า “คนเล็กคนน้อย” เช่นผลงานยุคแรกๆ

แม้ “Shadow” จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเงียบๆ รอบฉายหลักถูกเทไปอยู่ช่วง 11 โมงเช้าเกือบหมด แต่หนังก็ได้ “กล่อง” มากพอสมควร เช่น การเพิ่งคว้าสี่รางวัลม้าทองคำที่ไต้หวัน รวมถึงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดังที่บอกไปแล้วว่าเนื้อหาเรื่องราวการแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำของ “Shadow” มิใช่สิ่งแปลกใหม่น่าตื่นเต้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดวางตัวละครนั้นมีความน่าสนใจชวนขบคิดไม่น้อย

สถานภาพอันพร่าเลือนระหว่าง “ผู้มีอำนาจตัวจริง” กับ “เงา” ที่เป็นเพียงหุ่นเชิดและตัวตายตัวแทนของเขา ขอบเขตอำนาจอันพร่าเลือนระหว่าง “เจ้าผู้ครองแคว้น” ในฐานะโอรสสวรรค์ กับ “ขุนศึก” ผู้คุมเกมการเมืองในอาณาจักรอย่างแท้จริง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ท้าทายพอสมควร

กล่าวคือ หนังจีนในลักษณะเดียวกันกับ “Shadow” ส่วนใหญ่ มักวาดภาพให้รัฐโบราณมีศักยภาพในการสอดส่องพฤติกรรม-กำจัดผู้คน (ตั้งแต่เครือข่ายชนชั้นนำไปจนถึงชาวบ้านคนเล็กคนน้อย) อย่างครอบคลุม แน่นหนา ยากหลุดรอด

ประหนึ่ง “ตาข่ายฟ้า” ไร้รูรั่ว

ทว่าอำนาจสัมบูรณ์ที่สำแดงตนผ่าน “ตาข่ายฟ้า” กลับพลันมีช่องโหว่รอยแหว่งปรากฏขึ้นมา เมื่ออำนาจทางการเมืองระหว่าง “เจ้าผู้ครองแคว้น” กับ “ขุนศึก” และระหว่าง “ขุนศึกตัวจริง” กับ “ขุนศึกเงา” นั้นต้องถูกแบ่งสันปันส่วน ตามจำนวนผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเพิ่มมากขึ้น

แต่รูโหว่ที่บังเกิดบน “ตาข่ายฟ้า” ไม่ได้นำไปสู่ระบอบการเมืองแบบใหม่ หากเป็นเพียงช่องว่างซึ่งเปิดโอกาสให้ตัวละครหน้าใหม่เข้ามายึดครองตำแหน่งแห่งที่ของตัวละครหน้าเดิม ภายใต้ระบอบเดิม

ช่วงท้ายภาพยนตร์ เกิดเหตุฆาตกรรมทางการเมืองที่ซับซ้อนยอกย้อนไปมาหลายระลอก

แต่จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากที่สุด กลับอยู่ตรงชะตากรรมของตัวละครระดับรองๆ สองราย รายแรกคือ อำมาตย์จอมกะล่อน ซึ่งสามารถพลิกแพลงจุดยืนของตัวเองได้ตลอด กับรองแม่ทัพที่แลดูซื่อตรง ต่อรองพูดคุยได้ยากกว่า

ถ้าหนังกำหนดให้ตัวละครสมทบรายแรกยังมีชีวิตอยู่ แล้วเข่นฆ่าตัวละครรายหลังให้สิ้นชีวิต สภาพการเมืองยุคไร้หัว ณ ตอนท้าย ก็มีโอกาสสูงที่จะแปรเปลี่ยนไปสู่ระบอบระเบียบชนิดอื่น ล้อไปกับบุคลิกลักษณะของอำมาตย์ที่สอพลอลื่นไหลได้เรื่อยๆ

แต่พอหนังกำหนดให้อำมาตย์ต้องตาย ส่วนรองแม่ทัพดันรอด

การดำรงอยู่ของ “ขุนศึกระดับรอง” ที่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังต่างๆ ของกลไกอำนาจเป็นอย่างดี แถมเคยเป็นหมากสำคัญตัวหนึ่งบนกระดานการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองมาแล้ว และรู้กระจ่างชัดว่าใครคือ “แม่ทัพจริง” และ “แม่ทัพเงา” ก็คือเครื่องค้ำประกันซึ่งช่วยยืนยันว่าระบอบการเมืองในอาณาจักรนี้จะยังคงสภาพเดิม หรือฝังตรึงอยู่บนหมากกระดานเดิมต่อไป

เกมการเมืองระหว่าง “ชนชั้นนำ” ใน “Shadow” มีความคล้ายคลึงกับเกมการเมืองประเภทเดียวกันในหนัง-นิยายอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ตลอดจนหมากกระดานอำนาจในอีกหลายสังคมการเมืองที่เป็นจริง

หลายครั้ง เรามักประทับตราให้ตัวละครทางการเมืองจำนวนมากมีสถานะเป็นเพียง “เงา-หุ่นเชิด-ตัวแทน” ของตัวละครอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่า และแอบซุ่มชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่ในความเป็นจริง ถ้าลองให้ “เงา-หุ่นเชิด-ตัวแทน” มาสัมผัสหรือมีส่วนร่วมกับเกมอำนาจแล้ว บุคคลเหล่านั้นก็ย่อมจะมีชีวิต จิตใจ และเจตจำนงของตนเอง โดยไม่ยอมเป็นแค่ “เงา-หุ่นเชิด-ตัวแทน” อีกต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ส่งผลให้ดุลอำนาจขยับ แม้ระบอบการเมืองจะไม่เขยื้อนก็ตาม

เขียนมายืดยาว องค์ประกอบที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในหนัง “Shadow” กลับไม่ใช่เนื้อหาข้างต้น

แต่คือ “ฝน” ที่กลายเป็นตัวละครหลักสำคัญเพราะเทกระหน่ำลงมาทั่วทั้งเรื่อง

นอกจากบรรดาฉากประลองยุทธ์ระหว่าง “ง้าว” (แข็ง) กับ “ร่ม” (อ่อน) และการสู้รบกลางพระพิรุณที่ประทับใจผู้ชมหลายราย

ผมยังลุ่มหลงฉากท้องพระโรงริมน้ำซึ่งมีสายฝนโปรยปรายด้านนอกอยู่ตลอดเวลา

กระทั่งอดคิดไม่ได้ว่า นอกจาก “นาฏรัฐ” ที่อลังการจะถูกกร่อนเซาะด้วยการแย่งชิงอำนาจภายในและศึกสงครามภายนอกแล้ว มันยังเปื่อยยุ่ย เปียกแฉะ และค่อยๆ อ่อนแอลงด้วย “ฤทธิ์ฝน”

นอกจากนี้ หลังดู “Shadow” จบ ผมยังแอบนึกถึงบรรดาหนังละครแนว “ไทยรบพม่า” ของบ้านเรา

แทบทุกคนล้วนทราบกันดีว่าฤดูฝนและภาวะน้ำหลากน้ำท่วมนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทัพ-ตั้งทัพของศึกสงครามเหล่านั้นเสมอ

แต่เราแทบไม่เคยเห็น “ฝน” และ “น้ำท่วม” ในหนังละครอิงประวัติศาสตร์แนว “ไทยรบพม่า” แบบไทยๆ เลย

เข้าใจแหละว่าฉากเหล่านี้นั้นถ่ายทำกันยากเย็นขนาดไหน ไม่ว่าจะโดยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ น้ำพักน้ำแรงของแรงงานคนจำนวนมหาศาล และปรากฏการณ์ธรรมชาติ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การละเล่นเพลงประชาชน
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์