อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ชีวิตาในโลกใหม่ (4) เทศะแห่งอาณานิคมและกาละของผู้ปกครอง

ชีวิตใหม่ของ คาทาลิน่า เด เอราโส่ เริ่มต้นขึ้นที่เปรู ดินแดนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งแห่งอาณาจักรอินคาของจักรพรรดิอะตาอวลปา ที่ถูกทำลายลงยับเยินด้วยน้ำมือของ ฟรังซิสโก้ ปิซาร์โร เมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งครั้นถึงศตวรรษที่สิบเจ็ด ดินแดนแห่งนี้ได้ถูกจัดการให้อยู่ภายใต้การปกครองของสเปนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในบันทึกของ คาทาลิน่า เด เอราโส่ ที่เขียนขึ้นในปี 1626 ได้เล่าถึงการเดินทางไปถึงลิม่า เมืองหลวงของเปรู และการเข้าร่วมสงครามจนเธอได้รับตำแหน่งนายทหารดังนี้ว่า
“ข้าฯ เดินทางถึงลิม่า เมืองสำคัญของอาณาจักรเปรู ในอาณาจักรเปรูมีเมืองที่อยู่ภายใต้การครอบครองของสเปนถึงหนึ่งร้อยสองเมือง ไม่นับหมู่บ้านเล็กย่อยอีกจำนวนมาก ในเปรูมีบิชอปและอาร์กบิชอปถึงยี่สิบแปดคน มีผู้พิพากษาหกคน มีวิหารที่สร้างเลียนแบบวิหารในเซวิลล์ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่าก็ตาม แต่ก็สวยงามในที มีหอสมุดสิบแห่ง มีคอนแวนต์สำหรับนักบวชและนางชีสิบสองแห่ง มีโรงพยาบาลแปดแห่ง มีสำนักไต่สวนผู้นอกศาสนา (อีกแห่งอยู่ที่คาร์ทาเยน่า) มีมหาวิทยาลัย มีผู้สำเร็จราชการ และมีผู้แทนพระองค์ที่ปกครองทั้งเปรูและบริเวณใกล้เคียง”
บันทึกที่ว่านี้ของ คาทาริน่า เด เอราโส่ ถูกตีพิมพ์สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่ปารีสในปี 1829 โดย โยอาคิม มาเรีย เฟอร์เร่อร์-Joaquin Maria Ferrer ก่อนจะตีพิมพ์อีกครั้งที่บาร์เซโลนาในปี 1838
และตีพิมพ์เป็นครั้งที่สามในปี 1894 ที่ปารีส พร้อมภาพประกอบอันงดงามจากฝีมือของศิลปินสเปนนาม แดเนียล วิเอเก้-Daniel Vierge
การตีพิมพ์ครั้งที่สามนี้เองทำให้เรื่องราวของ คาทาลิน่า เด เอราวโส เป็นที่สนใจโดยทั่วไป
มีการแปลชีวประวัติของเธอเป็นภาษาอังกฤษโดย โทมัส เด ควินซี่ย์-Thomas De Quincey, ภายใต้ชื่อหนังสือว่า THE ENSIGN NUN
หลังจากนั้นชื่อของเธอก็กลายเป็นตำนานของวีรสตรีแห่งโลกใหม่
ที่ลิม่า คาทาลิน่า เด เอราโส่ ได้พบกับเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
ข้อแรกคือการที่เธอถูกผู้หญิงด้วยกันหลงรักและขอแต่งงาน
ข้อที่สองคือเธอตัดสินใจเข้าทำงานกับกองทัพของสเปน
“ฉันมอบจดหมายแนะนำตัวจาก ฮวน เด เออร์ควิซ่า ให้กับ ดิเอโก้ เด ลาซอร์เต้ เขารับฉันเข้าทำงานโดยทันที เขามอบงานที่ร้านให้ฉันทำในอัตราค่าแรงหกร้อยเปโซต่อปี หากแต่เมื่อครบเก้าเดือน เขาบอกฉันว่า ฉันต้องหางานใหม่ เหตุผลก็คือเขามีหญิงสาวโสดสองคนภายในบ้านคือน้องสาวของภรรยา และมีคนหนึ่งที่กำลังตกหลุมรักฉัน ซึ่งเขาว่ามันเกิดจากการที่ฉันไปให้ท่าเธอเข้า วันหนึ่งเขาเดินผ่านหน้าต่างและเห็นเราทั้งคู่ในห้อง น้องสาวผู้นั้นใส่เพียงชุดนอน หวีผมให้ฉัน ท่อนขาของเราเกาะเกี่ยวกัน เขาได้ยินเธอพูดด้วยซ้ำว่าขอให้ฉันไปทำงานที่โพโทซี่ เพื่อหาเงินมาแต่งงานกับเธอ ดังนั้น เขาจึงได้คิดว่าจำเป็นต้องให้ฉันออกจากบ้านนี้ไป เขาจัดแจงการเงินทั้งหมดให้ฉัน และฉันก็จากมา
ฉันรู้สึกเหมือนคนไร้ค่า อย่างไรก็ตาม มีกองทัพกำลังตั้งใหม่เกิดขึ้นในดินแดนชิลี ฉันแสดงตัวขอสมัครเป็นทหารและได้รับตำแหน่งทหารในกองกองหนึ่งพร้อมด้วยเงินค่าจ้างสองร้อยแปดสิบเปโซต่อปีซึ่งฉันได้รับล่วงหน้าด้วย
นายเก่าของฉันคือ ดิเอโก้ เด ลาซอร์เต้ ไม่พอใจที่ฉันเลือกทางเดินเช่นนี้ เขาขอให้ผู้มีอำนาจปลดฉันออกและจะคืนเงินที่ฉันได้รับไปให้แก่กองทัพ
หากแต่ฉันปฏิเสธ ฉันอ้างเหตุผลกับเขาว่าฉันมีความต้องการจะเห็นโลกกว้าง ในที่สุดฉันได้เข้าอยู่ภายใต้หน่วยทหารของ โรดิเกวซ กอนซาเลซ ฉันออกจากลิม่าพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่งพันหกร้อยนาย
ผู้นำหน่วยคือ ดิเอโก้ บราโว่ เด ซาราเบีย พวกเรามุ่งหน้าไปเมืองคอนเซปชั่นที่อยู่ห่างออกไปห้าร้อยไมล์และสี่สิบลีก”
“หลังจากเดินเท้าเป็นเวลายี่สิบวัน เรามาถึงท่าเรือของเมืองคอนเซปชั่น มันเป็นเมืองขนาดกลาง แต่มีความสงบและหรูหราพอควร
ในเมืองมีบิชอปท่านหนึ่งประจำการอยู่ พวกเราได้รับการต้อนรับจากผู้คนในเมือง แต่ไม่นานนักผู้ว่าการของเมืองคือ อลอนโซ่ เด ริเบร่า ก็สั่งให้เลขาฯ ของเขาคือ กัปตัน มิกูเอล เด เอราโส่ มาสั่งให้เราออกจากเมืองโดยทันที
หลังจากฉันได้ยินชื่อของกัปตันท่านนั้น ฉันก็พบว่าเขาคือพี่ชายของฉันนั่นเอง ถึงแม้ว่าฉันจะไม่คุ้นเคยกับเขาเลย เพราะเขาจากบ้านเกิดที่ซาน ซีบาสเตียน มาตั้งแต่ตอนที่ฉันอายุได้สองขวบ เขาเดินนำแผนการเดินทางมาถามรายชื่อทหารพร้อมสถานที่เกิดของแต่ละคน
และเมื่อเขาได้ยินชื่อและบ้านเกิดของฉัน ปากกาในมือของเขาก็หล่นลงพื้น เขาสวมกอดฉัน ถามถึงพ่อและแม่ น้องชายและน้องสาว รวมถึงแม่ชีในอารามที่ชื่อคาทาลิน่าด้วย
ฉันพยายามเลี่ยงการตอบเท่าที่เป็นได้เพื่อไม่ให้เขาสงสัย หลังจากนั้นเขาจดรายชื่อคนที่เหลือ
เมื่อภารกิจของเขาเสร็จสิ้นลง เขาพาฉันกลับไปที่บ้านของเขาและหาอาหารให้ฉันกิน
เขาแจ้งแก่ฉันว่าป้อมบัญชาการที่ไพคาบี้ที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปนั้นเป็นป้อมที่มีการรบดุเดือดมาก ดังนั้น เขาจะร้องขอต่อผู้ว่าการเมืองให้ส่งฉันไปที่อื่นแทน
หลังอาหารค่ำ เขาออกไปพบผู้ว่าการเมืองพร้อมทั้งนำฉันติดไปด้วย
เขาแจ้งผู้ว่าการถึงการมาของกองทหาร และขอร้องผู้ว่าการว่าจะขอเปลี่ยนตัวทหารหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากบ้านเกิดของเขาให้ไปยังป้อมอื่นแทน
ผู้ว่าการเรียกให้ฉันเข้าไป เมื่อเห็นฉัน ท่านแจ้งว่าการย้ายที่หมายนั้นทำไม่ได้ (ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร)
พี่ชายของฉันดูผิดหวังมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการเรียกพี่ชายของฉันเข้าพบอีกครั้งและแจ้งว่าจะอนุญาตให้ตามที่เขาร้องขอ
ดังนั้น เมื่อกองทหารเคลื่อนทัพไป ฉันจึงอาศัยอยู่กับพี่ชายแทนภายใต้บทบาทของ เปโดร เด โอลิเว่”
“ฉันอาศัยอยู่กับเขาเป็นเวลาสามปีโดยที่เขาไม่เคยเฉลียวใจเลย ฉันติดตามเขาไปยังบ้านของคนรักของเขาด้วย และบางครั้งฉันไปที่นั่นเพียงลำพัง เมื่อพี่ชายของฉันรู้เข้า เขาสั่งให้ฉันไม่ไปที่นั่นอีก
แต่เมื่อเขาพบว่าฉันยังฝ่าฝืนคำสั่งของเขา เขาใช้เข็มขัดฟาดฉันและทำร้ายมือของฉันจนบาดเจ็บ ฉันจำต้องป้องกันตัว
และเมื่อกัปตัน ฟรานซิสโก เด อัยลอน ได้ยินเสียงการวิวาทของเรา เขาก็มาระงับเหตุนั้น
ฉันวิ่งหนีไปที่อารามของพวกฟรานซิสกัน เพราะฉันรู้ดีว่าผู้ว่าการต้องลงโทษฉันเป็นแน่ และถึงแม้พี่ชายของฉันจะไม่ได้ร้องขอ ฉันก็ถูกส่งตัวไปที่ไพคาบี้ และฉันต้องออกเดินทางในทันที
หลังจากชีวิตอันเงียบสงบ ฉันต้องออกเดินทางไปไพคาบี้ ที่นั่นฉันต้องเผชิญความลำบากจำนวนมาก เราแทบจะไม่เคยห่างอาวุธเลยเพราะพวกอินเดียนท้องถิ่นโจมตีเราแทบทุกครั้งที่มีโอกาส
ในที่สุด ผู้ว่าการก็นำกองทหารจากชิลีมาสมทบ พวกเราจัดทัพจำนวนทหารห้าพันคนและใช้สถานที่โล่งในเมืองวัลดิเวียเป็นที่ตั้งค่ายเพื่อทำการศึกครั้งใหญ่
พวกอินเดียนบุกยึดเมืองวัลดิเวียได้ แต่พวกเราก็พยายามยึดคืน การศึกแบบนี้เป็นไปราวสามถึงสี่ครั้ง ยันกันไปมา การศึกครั้งสุดท้ายนั้นพวกอินเดียนได้กำลังเสริมและทำให้เราสูญเสียอย่างหนัก
พวกอินเดียนสังหารทหารสเปนไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของฉันและยังยึดธงของเราไปด้วย
เมื่อเห็นธงถูกชิง ฉันและทหารอีกสองนายก็ออกวิ่งตามทันที พวกเราเข้าไปในพื้นที่ตะลุมบอน
ในไม่ช้าหนึ่งในสามคนของเราก็เสียชีวิต
หากแต่ฉันกับทหารอีกนายพยายามต่อสู้จนเข้าถึงธงได้ ทว่า ทหารอีกคนก็ถูกหอกจนล้มลง แม้ว่าขาของฉันจะเป็นแผลลึก ฉันกลับสามารถสังหารหัวหน้าอินเดียนที่เอาธงไปได้
ฉันคว้าธง กระโดดขึ้นหลังม้าและขี่กลับที่มั่น
ร่างกายของฉันบาดเจ็บสาหัส ฉันโดนธนูถึงสามดอก มีหอกแทงเข้าที่ไหล่ เมื่อกลับถึงที่มั่น ฉันพลัดตกจากหลังม้า มีใครบางคนมาช่วยปฐมพยาบาลฉัน
ในหมู่คนเหล่านั้นฉันได้แลเห็นพี่ชายของฉันอีกครั้งหนึ่งอันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก”
“ฉันได้รับการเยียวยา ฉันอยู่ที่นั่น พักรักษาตัวเป็นเวลาเก้าเดือน เมื่อครบกำหนดพี่ชายมอบธงอันนั้นให้ฉันและบอกว่าฉันได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารแล้วภายใต้การนำของ อลอนโซ่ โมเลโน่-Alonzo Moreno ก่อนที่ฉันจะถูกย้ายไปอยู่กับ กอนซาโร่ โรดิเกวซ นายทหารที่ฉันเคยทำงานด้วยมาก่อน
ฉันมีความสุขมาก
ฉันเป็นนายทหารอยู่ห้าปี ก่อนที่จะเข้าร่วมรบในการศึกที่ปูเรน
ที่การศึกครั้งนั้น ผู้บังคับบัญชาของฉันคือ กอนซาโร่ โรดิเกวซ ได้เสียชีวิตลง ทำให้ฉันต้องทำหน้าที่บังคับบัญชาหน่วยโดยลำพังเป็นเวลาถึงหกเดือน
ในช่วงเวลานั้น ฉันได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับข้าศึกหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการทำศึกกับหัวหน้าอินเดียนที่ชื่อว่า ฟรานซิสโก ควิสปีกูอูชา-Francisco Quispiguaucha ผู้ที่มีเล่ห์กลในการศึกอย่างหาตัวจับยาก
แต่ฉันสามารถโค่นเขาจากหลังม้าได้ และเขายอมจำนนต่อฉัน
ฉันแขวนคอเขากับต้นไม้เป็นการลงโทษในทันที
การกระทำครั้งนั้นทำให้ผู้ว่าการโกรธฉันมาก เพราะเขาต้องการจับเป็นหัวหน้าอินเดียนคนนั้น
ฉันจึงถูกถอดจากการบังคับบัญชาหน่วยทหาร และมอบตำแหน่งบังคับบัญชาให้กัปตัน คาซาวันเต้ แทน
ฉันกลายเป็นพลทหารและต้องรอรับคำสั่งใหม่เท่านั้นเอง”
จากบันทึกในส่วนนี้ทำให้เราเห็นความจริงว่าเวลาเพียงหนึ่งร้อยปี กองทัพของพวกอินเดียนสามารถใช้ม้าได้คล่องแคล่วเช่นเดียวกับทหารสเปน
การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ทำให้สเปนเริ่มสูญเสียอำนาจการควบคุมอาณานิคมของตนเองเเบบเบ็ดเสร็จ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจในบันทึกคือการมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวจำนวนมาก
ข้อกังขาที่ว่าจึงเกิดขึ้นว่า คาทาลิน่า เด เอราโส่ นั้นมีลักษณะแลรสนิยมทางเพศเช่นไร
และในโลกใหม่นั้น รสนิยมทางเพศที่ว่าเป็นที่ยอมรับได้มากน้อยเพียงใด
