15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสิน ‘ปราสาทพระวิหาร’ ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
หมายเหตุ : คอลัมน์ยุทธบทความ โดยสุรชาติ บำรุงสุข มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3 ส.ค. 2555
“…อาศัยเหตุดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลไทยจึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดว่า (1) ฟ้องของกัมพูชาดังปรากฏในฟ้อง และฟ้องละเอียดฟังไม่ขึ้น ขอให้ศาลพิพากษายกเสีย (2) ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตไทย…”
หม่อมเจ้า วงษ์มหิป ชยางกูร
ผู้แทนรัฐบาลแห่งประเทศไทย 29 กันยายน 2504
เส้นเขตแดนเป็นประดิษฐกรรมใหม่ทางภูมิศาสตร์ที่มากับยุคอาณานิคม และต่อมารัฐโบราณหรือจะเป็นรูปแบบการปกครองแบบเก่าในพื้นที่ในส่วนต่างๆ ของโลกก็นำเอาประดิษฐกรรมใหม่เช่นนี้มาเป็นองค์ประกอบของความเป็น “ชาติใหม่” (The New Nations) ที่ถูกสร้างขึ้นทับซ้อนกับพื้นที่อาณานิคม เมื่อพื้นที่ดังกล่าวได้รับเอกราชแล้ว
สยามอาจจะมีข้อแตกต่าง เพราะสยามไม่ได้ถูกครอบครองโดยเจ้าอาณานิคม แต่เส้นเขตแดนของสยามก็เกิดขึ้นในบริบทของยุคสมัยดังกล่าวไม่แตกต่างกับ “ชาติใหม่” ที่รัฐเจ้าอาณานิคมมีบทบาทอย่างมากกับการกำเนิดของเส้นทางภูมิศาสตร์การเมืองเช่นนี้ จนกลายเป็นเส้น “ขอบขัณฑสีมา” ของสยามในเวลาต่อมา
ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นนี้เกิดขึ้นบนบริบทของอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่พระมหากษัตริย์ของสยามก็มีจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะสร้างสยามให้เป็น “รัฐสมัยใหม่” และมีเส้นเขตแดนกำกับพื้นที่ที่เป็นเขตอธิปไตยของตน
ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ พระองค์เล็งไปสู่อนาคตที่เชื่อมั่นว่าการมีเส้นเขตแดนเช่นเดียวกับบรรดาอารยรัฐในตะวันตก จะเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันการคุกคามของรัฐมหาอำนาจ เช่น กรณีของฝรั่งเศสที่แสดงการคุกคามต่อดินแดนและอธิปไตยของสยามมาโดยตลอด
ดังนั้น ในสนธิสัญญา 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 (ข้อ 3) คู่ภาคีทั้งสองฝ่ายจึงได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการผสม” อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำการปักปันอาณาเขตต่อกัน และการปักปันนี้ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 1904 (พ.ศ.2447) จนถึงปี 1907 (พ.ศ.2450) จนสำเร็จเป็น “แผนที่ปักปันเขตแดน” ระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส
สภาพเช่นนี้ก็คือสัญญาณทางการเมืองว่าเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับดินแดนในความปกครองของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในอินโดจีนนั้น จบลงแล้วจากการปักปันที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2447 และสิ้นสุดลงในปี 2450 และสยามก็ก้าวสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ที่แตกต่างอย่างมากกับรัฐโบราณของสยามแต่เดิมที่ไม่เคยมี “เส้นสายทางภูมิศาสตร์” ขีดกำกับดินแดนภายใต้การปกครองของตนมาก่อน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สยามมีเส้น
หลังจากการเสื่อมถอยของเจ้าอาณานิคมตะวันตก สยามพยายามปรับเส้นเขตแดน เพราะเชื่อว่าเส้นเขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นนั้น ไม่เป็นธรรมแก่ตน หากแต่เป็นผลของความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างสยามกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส
ความสำเร็จของสยามเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นกำลังขยายบทบาทในเอเชีย สงครามอินโดจีนซึ่งว่าที่จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียนั้น กองทัพไทยเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะในช่วงต้นปี 2484 (ค.ศ. 1941)
และถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของไทย โดยมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพยานหลักฐาน
แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอักษะ ญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงคราม อันส่งผลให้การปรับเส้นเขตแดนของไทยนั้นถูกถือว่าเป็นผลของสงครามภายใต้การสนับสนุนของญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ปัญหาเรื่องดินแดนที่อยู่ภายใต้กรอบของเส้นเขตแดนใหม่ในปี 2484 จึงกลายเป็นข้อพิพาททางการเมือง และจบลงด้วยสัญญาประนีประนอมระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งลงนามกันที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2489
ผลของความตกลงเช่นนี้ทำให้เส้นเขตแดนไทยถอยกลับไปสู่ “สถานะเดิม” ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาทำการไกล่เกลี่ย
แม้ปัญหาเส้นเขตแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงที่วอชิงตันในปี 2489 ซึ่งก็ดูเหมือนว่าปัญหาน่าจะสิ้นสุดลงจริงๆ แต่ทางฝ่ายฝรั่งเศสและกัมพูชาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยกลับเข้าสู่พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารอีก ซึ่งประมาณว่าเหตุเกิดในช่วงเดือนมกราคม 2492 (ค.ศ. 1949) และสถานทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ได้ยื่นหนังสือประท้วงในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2492
หลังสงครามกู้เอกราชที่เดียนเบียนฟูในปี 2497 ทำให้กัมพูชากำเนิดเป็นรัฐเอกราชใหม่ และมีการส่งหนังสือประท้วงให้รัฐบาลไทยถอนเจ้าหน้าที่ออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร
ต่อมารัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศความตกลงใจที่จะส่ง “กำลังทหาร” ไปปราสาทพระวิหาร แต่ก็ยังไม่ได้มีกำลังเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวจริง แต่รัฐบาลไทยชิงความได้เปรียบด้วยการส่งกำลังไปยังปราสาทพระวิหารในเดือนมิถุนายนของปีดังกล่าว
การเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงปี 2501 จนปี 2502 ล้วนไม่เป็นผลแต่อย่างใด
ดังนั้น ในช่วงปลายเดือนกันยายนของปี 2502 รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจที่จะนำข้อพิพาทในกรณีปราสาทพระวิหารขึ้นสู่การตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (หรือศาลโลก)
คำฟ้องของรัฐบาลกัมพูชามี 2 ประเด็น คือ
- ราชอาณาจักรไทยจะต้องถอนกำลังทหารออกไปจากปราสาทพระวิหาร (หมายถึงปราสาทพระวิหาร) ซึ่งได้ส่งเข้าไปประจำตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497)
- อธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชา
การต่อสู้ในทางการศาลดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2502 และศาลโลกได้ตัดสินในวันที่ 15 มิถุนายน 2505 โดยลงคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่า
“ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา”
นอกจากนี้ ยังมีคำตัดสินเพิ่มอีก 2 ส่วน ได้แก่
- “ประเทศไทยมีพันธะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา” (เสียง 9 ต่อ 3)
- “ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อหาของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับตั้งแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหาร เมื่อ ค.ศ. 1954” (เสียง 7 ต่อ 5)
หลังจากคำตัดสินของศาลโลกในวันดังกล่าวแล้ว รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการถึงท่าทีของไทยต่อคำตัดสินที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2505
โดยประเด็นสำคัญของถ้อยแถลงดังกล่าวก็คือ “แม้ว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทย จะมีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะต้องการปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ จำต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือพระวิหารนั้น ตามพันธกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ”
ในทางจิตวิทยา จอมพลสฤษดิ์กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “การสูญเสียปราสาทพระวิหารคราวนี้ เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งชาติ ฉะนั้น แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารไป ก็คงได้ไปแต่ซากปรักหักพังและแผ่นดินเฉพาะที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น แต่วิญญาณของปราสาทพระวิหารคงอยู่กับไทยตลอดไป” หรือในอีกประโยคหนึ่ง จอมพลสฤษดิ์เรียกว่า “ซากปราสาทพระวิหาร” และย้ำว่าไทยไม่ควรเอาเกียรติภูมิของประเทศไปแลกกับ “ซากปราสาท”
ผลคำตัดสินของศาลโลกผูกพันรัฐบาลไทย ทำให้ในที่สุดรัฐบาลไทยมีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 กำหนดเขตบริเวณปราสาทพระวิหารขึ้น โดยได้มีการจัดทำป้ายแสดงเขต พร้อมทั้งให้ทำรั้วลวดหนามเพิ่มขึ้นด้วย… ข้อพิพาทกรณีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารจึงถือเป็นอันสิ้นสุดลง
อีก 45 ปีต่อมา รัฐบาลกัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ดังปรากฏในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ในวันที่ 23 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2550…
ปัญหาปราสาทพระวิหารเริ่มหันกลับสู่ความสนใจของผู้คนในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง!
แต่การหวนคืนของปัญหาพระวิหารครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นปัญหาเพราะเป็นการเมืองภายหลังจากการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2550 ชัยชนะในการเลือกตั้งดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ในเดือนมกราคม 2551 และรัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจดทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน
ดังนั้น ในวันที่ 18 มิถุนายน 2551 รัฐมนตรีต่างประเทศไทย รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา และผู้แทนยูเนสโกจึงได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ดังได้กล่าวแล้วว่าปัญหานี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการเมืองไทย แถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 จึงถูกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 27 มิถุนายน 2551 และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์โดยมีคำวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญา จึงต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีต่างประเทศต้องลาออก
ปรากฏการณ์เช่นนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า กรณีปราสาทพระวิหารได้กลายเป็น “วิกฤต” ในการเมืองไทยทันที
และยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยไปสู่พรรคประชาธิปัตย์ ปัญหา “วิกฤตพระวิหาร” ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนถนนก็ทวีความรุนแรงขึ้น ดังปรากฏชัดเจนตั้งแต่ปี 2551 เรื่อยมา และก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลเชิงลบในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มาโดยตลอด
ความตึงเครียดตามบริเวณแนวชายแดนของประเทศทั้งสองกลายเป็นสิ่งปกติ แต่ก็มีข้อดีที่ไม่มีการปิดชายแดน
ความตึงเครียดดังกล่าวนในที่สุดก็นำไปสู่การสู้รบตามแนวชายแดนถึง 2 ครั้งในช่วงต้นปี 2554 คือที่บริเวณจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ ตามลำดับ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการร้องขอให้ศาลโลกออกมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองตัวพระวิหาร
และในกลางปี 2554 ศาลโลกจึงได้ออกมาตรการชั่วคราวที่กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราวโดยให้คู่กรณีทั้งสองถอนกำลังออกจากพื้นที่ และห้ามมีกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว
ดังนั้น ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 รัฐบาลไทยและกัมพูชาจึงได้ปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่ พร้อมกับนำเอากำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าประจำการแทน
50 ปีหลังจากคำตัดสินศาลโลกในปี 2505 ก็ได้เห็นบทเรียนสำคัญว่า ปัญหาข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยลัทธิชาตินิยมและลัทธิทหารนิยม และหากยิ่งถลำลึกไปกับลัทธิทั้งสองมากเท่าใด ก็จะยิ่งกลายเป็นความเสียเปรียบทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น! ●
