
หลังการเสียชีวิตของ “ฟิเดล คาสโตร” ผู้นำปฏิวัติผู้ทรงอิทธิพลของประเทศคิวบา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เฝ้ามองประวัติศาสตร์ก็คือ “จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับประเทศเกาะที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์แห่งนี้?”
อเล็กซานเดร โกรส์บัวส์ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ
โดยชี้ว่า เวลานี้ “คิวบา” ประเทศเดียวในทวีปอเมริกา ที่ปกครองด้วยระบบพรรคเดียวนั้น กำลังเดินไปสู่ทางแยก เหตุเพราะ “ราอูล คาสโตร” น้องชายวัย 85 ปี ที่ “ฟิเดล” ผ่องถ่ายอำนาจบริหารประเทศให้เมื่อ 10 ปีก่อนนั้น ประกาศจะวางมือในปี 2018 อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น “ราอูล” จะต้องพบกับความท้าทายทั้งจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ที่มีผู้นำอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีที่เคยประกาศไว้ว่าจะระงับการฟื้นคืนสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เริ่มต้นไว้โดย บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันเอาไว้ก่อน
ก่อนหน้านี้แม้ว่า ฟิเดลจะวางมือจากการบริหารประเทศไปแล้ว ทว่า ฟิเดลยังคงมีบทบาทในการแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านบทความที่ตีพิมพ์ผ่านสื่อของรัฐอย่างต่อเนื่อง และยังร่วมเป็นที่ปรึกษาในการตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากคิวบาไม่มี “ฟิเดล” จะทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก “คาสโตรผู้น้อง” ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ สามารถเดินหน้าไปได้เร็วยิ่งขึ้น
“การเสียชีวิตของฟิเดล จะทำให้สถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจของคิวบาเปิดกว้างขึ้น” ไมเคิล ชิฟเตอร์ ประธานกลุ่มนักวิจัย “อินเตอร์อเมริกันไดอะล็อก” หน่วยงานคลังสมองของสหรัฐอเมริการะบุ และว่า
“มันจะทำให้ราอูลคลายกังวล เนื่องจากเขาไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาขัดแย้งกับพี่ชายอีกต่อไป”
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2011 ราอูลค่อยๆ เปลี่ยนไปเน้นนโยบายทางเศรษฐกิจ มากกว่า “การทหาร” หรือการ “ปกครอง” และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างระมัดระวัง
เหตุหนึ่งเพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ผลจากการนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากเวเนซุเอลาเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้านั้นถูกลดปริมาณลง รวมไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตกต่ำ
อาร์ตูโร โลเปซ เลวี ผู้เชี่ยวชาญคิวบา มหาวิทยาลัยเท็กซัส ระบุว่า หลังการเสียชีวิตของ “ฟิเดล” การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ความต้องการในการลดนโยบายแบบคอมมิวนิสต์ที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยลงก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
“เมื่อไม่มีเสน่ห์จูงใจจากฟิเดล ฐานะของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นจะขึ้นอยู่กับผลงานทางเศรษฐกิจ” โลเปซ เลวี ระบุ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างคิวบา และสหรัฐเมริกา ที่กลับมาสานสัมพันธ์ขึ้นใหม่อีกครั้งในยุคประธานาธิบดี บารัค โอบามา อย่างไรก็ตาม ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่าง “ทรัมป์” ประกาศไว้ระหว่างการหาเสียงว่า ตนจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและคิวบากลับเป็นปฏิปักษ์กันเช่นเดิม หากคิวบาไม่ปรับปรุงสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ
“การผ่อนปรนให้กับคิวบาของโอบามานั้นเป็นไปในฐานะอำนาจบริหาร นั่นหมายถึงว่าประธานาธิบดีคนต่อไปสามารถเปลี่ยนใจได้ และผมจะทำก็ต่อเมื่อรัฐบาลคาสโตรทำตามความต้องการของสหรัฐ” ทรัมป์ระบุ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และว่า “ความต้องการเหล่านั้นรวมไปถึงเสรีภาพด้านศาสนาและการเมืองสำหรับชาวคิวบา รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองด้วย”
เป็นคำประกาศซึ่งทางการคิวบาระบุก่อนหน้านี้ว่า คิวบาจะไม่ทำตามคำสั่งของต่างชาติ
เหนือสิ่งอื่นใด ความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของคิวบาก็คือ โฉมหน้าของคิวบา หลังจาก “ราอูล คาสโตร” วางมือหลังการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี 2018
ราอูล วางตำแหน่งผู้ที่จะสืบทอดอำนาจไว้ที่ “มิเกล ดิแอซ-คาเนล” วัย 56 ปี ผู้ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงคนแรกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติของคาสโตร ที่มีบทบาทในการโค่นล้มอำนาจของจอมเผด็จการ “ฟัลเกนซิโอ บาติสตา” ในปี 1959 สถานการณ์ที่นักวิเคราะห์มองว่า จะเปิดทางไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มหัวก้าวหน้า
“ความคาดหมายต่อความเปลี่ยนแปลงจะเติบโตขึ้นในหมู่ประชากรชาวคิวบาส่วนใหญ่ ขณะที่ประตูแห่งความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่างผู้มีอำนาจจะเปิดกว้างมากขึ้น” ชิฟเตอร์ ระบุ
