มนัส สัตยารักษ์ : เฆี่ยนหรือโบย น่าจะได้ผลกว่า กฎหมายและกติกาเพื่อบ้านเมืองสงบ

เมื่อกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผมบอกว่าตัวเลขอาชญากรรมสูงขี้น สาเหตุหนึ่งมาจากคนไทยยุคนี้ไม่ค่อยกลัวโทษทางอาญา ผมเชื่อเช่นนั้นเมื่อเห็นภาพการจุดพลุขนานใหญ่ในสนามฟุตบอลราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลซูชุกิ เป็นการจุดพลุแฟลร์โดยไม่แยแสต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บล้มตายหรือทรัพย์สินเสียหาย
ครั้งนี้แม้จะไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย แต่ภาพพจน์ของประเทศเสื่อมทรามลงในสายตาโลก สมาคมฟุตบอลไทยอาจถูกฟีฟ่าปรับกว่า 1 ล้านบาท (เมื่อ 2 ปีก่อน อินโดนีเซียโดนไป 3 ล้านบาททั้งที่พลุจิ๊บจ้อยกว่าไทยมาก)
ในทางจิตวิทยา การทำความผิดทำนองนี้ ผู้กระทำจะรู้สึกภาคภูมิใจเหมือนได้เป็นฮีโร่ เช่นเดียวกับการยกพวกทำร้ายคู่อริ การประลองความเร็วของเด็กแว้น การประกาศศักดาด้วยการพ่นสีสเปรย์ในที่สาธารณะ หรือการได้ฝ่าฝืนกฎข้อห้าม หรือไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสังคม
กระบวนการยุติธรรมใช้ทั้งอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล ความพยายามเพิ่มมาตรการต่างๆ นอกเหนือจากโทษจำคุกและปรับ ตลอดจนจ่ายชดใช้ค่าเสียหายก็ไม่เป็นผลเช่นเดียวกัน ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวและไม่หลาบจำ เวลาผ่านไปไม่นานก็กลับมาทำผิดซ้ำอีก
ในที่สุดต้องยอมรับว่าเราเป็นประเทศที่ล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย
ขณะเขียนถึงเรื่องการลงโทษด้วยการโบยใน “เดินตามสิงคโปร์” ยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าใดนัก ด้วยเกรงจะถูกหาว่าเป็นพวกซาดิสต์ที่ชอบเห็นความเจ็บปวดของคนอื่น แต่แล้วก่อนจะส่งต้นฉบับก็ทันได้ฟังและอ่านข่าวนำประจำวัน…
… “มือมีดฆ่าเหยื่อชิงมือถือรับสารภาพ แถว่า ถ้าไม่ขัดขืนก็ไม่ตาย”
ทำให้คิดได้ว่าสังคมของเราอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง เพราะอาชญากรคดีอุกฉกรรจ์พูดออกมาราวกับว่าตัวเองมี “ความชอบธรรม” ในการฆ่า (เพราะเหยื่อขัดขืน) คิดและพูดอย่างนี้ทำให้เห็นชัดว่าคนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือถูก และอะไรคือผิด
คนร้ายฆ่าคนตายอย่างเหี้ยมโหดมีสีหน้าและอาการราวกับตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมและเรียกร้องขอความเป็นธรรม!
ผมนึกถึงผู้ต้องหาและจำเลยหลายต่อหลายรายที่มีอาการว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมหากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ว่าการทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้เหนื่อยยากหนักหนาสาหัสอะไรเลย มันเป็นกติกาเพื่อสังคมส่วนรวมและต่อตัวของเขาเองเสียด้วยซ้ำ
การสั่งสมนิสัยฝ่าฝืนกฎหมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินและชาชิน จนในที่สุดก็เป็น “สันดาน” ติดตัว เราจะสังเกตเห็นได้ว่าอาชญากรที่ทำผิดเป็นสันดานนั้นไม่รู้จักคำว่า “เข็ดหลาบ” มือมีดที่ฆ่าบัณฑิต มศว ชิงมือถือรายนี้ก็เช่นกัน มันเพิ่งออกจากคุกได้ไม่กี่วันหลังจากติดคุกมาแล้วถึง 8 ครั้ง!
สังคมไทยเรากำลังตกอยู่ในอันตรายจนผมใคร่ขอให้พิจารณาถึงเรื่องการลงทัณฑ์ด้วยการโบยหรือเฆี่ยนตามอย่างสิงคโปร์
ถ้อยแถลงของรัฐบาลสิงคโปร์หลังจากลงโทษ “เฆี่ยน” ควบคู่ไปกับการจำคุกและปรับวัยรุ่นอเมริกันที่พ่นสีสเปรย์ใส่รถยนต์หลายคันนั้น เป็นประหนึ่งได้ประกาศชัยชนะสำคัญ กล่าวคือ
– ประเทศสิงคโปร์มีมาตรฐานของตนเองโดยไม่ต้องยึดถือมาตฐานชาติตะวันตก และ
– ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขกว่าชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่
“เรามีมาตรฐานและกติกาของการอยู่ร่วมกันที่สะท้อนให้เห็นได้จากกฎหมายของเราเอง” สิงคโปร์ใช้คำว่า “กฎหมายของเราเอง”
“กฎหมายของเราเอง” เป็นคำที่เราอยากใช้กับทูตประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา เป็นอย่างยิ่ง
5ปีพอดี (20 มกราคม 2555) ที่ “มติชนออนไลน์” ได้นำบทความพิเศษของ นงนุช สิงหเดชะ กรณี “สิงคโปร์เฆี่ยนวัยรุ่นมะกัน ถึง โจ กอร์ดอน คดีมาตรา 112” มาเผยแพร่ แม้บทความนี้ นงนุช สิงหเดชะ จะมีเป้าหมายย้อนแย้ง นางคริสตี้ เคนนีย์ อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีศาลไทยมีคำพิพากษาจำคุก นายโจ กอร์ดอน หรือ นายเลอพงษ์ วิชัยคำมาตย์ คนไทยสัญชาติอเริกัน ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (อาญา ม.112) ในทำนองว่ากฎหมายและการลงโทษไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ในบทความมีรายละเอียดของคดี นายไมเคิล เฟย์ อเมริกันวัย 18 ปี ถูกศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกและเฆี่ยน เมื่อปี 2537 ในข้อหาทำลายทรัพย์สินของรัฐและเอกชน จากการใช้สีสเปรย์พ่นรถยนต์ของชาวบ้านหลายคัน ขีดข่วน กรีดยางรถยนต์ และขโมยป้ายบอกทาง
ศาลพิพากษาจำคุก 4 เดือน เฆี่ยน 6 ครั้ง และปรับ 3,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ คดีนี้ดังไปทั่วโลก สื่ออเมริกันรายงานอย่างเอิกเกริก เพราะพลเมืองอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่จะถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน ซึ่งในสายตาของพวกเขาเห็นว่าเป็นวิธีการลงโทษที่รุนแรงและป่าเถื่อน
รัฐบาลอเมริกันกดดันสิงคโปร์อย่างไร้ผล ในที่สุดประธานาธิบดี บิล คลินตัน ถึงกับต้องลงทุนขอร้องวิงวอนประธานาธิบดีสิงคโปร์โดยตรง ให้ยกเว้นโทษเฆี่ยน ผลก็แค่ได้ลดโทษเฆี่ยนลงจาก 6 ครั้งเหลือ 4 ครั้ง แสดงถึงความเข้มแข็งของกฎหมาย
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ โพลบอกว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลงโทษครั้งนี้ บางส่วนเห็นว่าอเมริกาเองไม่เข้มแข็งในการลงโทษ ทำให้ปัญหาอาชญากรรมเกิดมากขึ้น
อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยที่จะเดินตามประเทศเล็กและเกิดใหม่อย่างสิงคโปร์ จึงขอเรียนว่านี่มิใช่เรื่องของศักดิ์ศรี แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้” เพื่อประเทศและประชาชนเป็นการส่วนรวม ผู้นำสิงคโปร์คิดและทำเพื่อชาติและประชาชนของเขามานานแล้ว แม้แต่ เติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนก็ยังเคยขอคำปรึกษาจาก ลี กวน ยิว แห่งสิงคโปร์
สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ส่งคณะเจ้าหน้าที่อุตุนิยมมาขอพระราชทานความรู้เรื่องการทำฝนเทียมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเรา เมื่อปี 2515 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความรู้ด้วยพระองค์เอง
เรื่องศิลปวัฒนธรรมอาจจะจำเป็นต้องมีและใช้มาตรฐานสากล แต่เรื่องของกฎหมายและกติกาเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง น่าจะเป็นเรื่องของเราเอง
