ใครคือตัวแทน? ในวันที่ “ช้างศึก” ไร้ “สารัช”

ศึกฟุตบอล “โตโยต้า ไทยลีก” ในที่สุดก็ได้กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง หลังจากต้องพักไปยาวนานกว่า 4 เดือน อันเนื่องมาจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
แต่ทว่า ดีกรีความสนุกสนานกลับไม่ได้ลดลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นบรรดาทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “กิเลนผยอง” “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” หรือเจ้าบุญทุ่มรายใหม่อย่าง “กว่างโซ้งมหาภัย” “เชียงราย ยูไนเต็ด” ก็ระเบิดฟอร์มกันได้อย่างยอดเยี่ยม
ไม่เว้นแม้แต่ทีมน้องใหม่ทั้ง 3 ทีม “เทพอินทรี” “อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด”, “พญาอินทรี” “ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี” หรือ “สิงห์เจ้าท่า” “การท่าเรือ เอฟซี” ที่โชว์ผลงานสุดยอด จนต้องเรียกว่าไม่ใช่หมูให้มาเคี้ยวกันง่ายๆ
โดยเฉพาะอุบลฯ ที่เก็บ 6 แต้มเต็มขึ้นไปเทียบเท่ากับกิเลนผยองและกว่างโซ้งได้
อย่างไรก็ตาม แค่เพียงฟุตบอลลีกเปิดมาได้เพียง 2 นัด ก็ต้องมาพบกับข่าวที่ไม่ค่อยอยากได้ยินกันเท่าไหร่นัก นั่นก็คือเรื่องของอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเตะที่เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติและสโมสรอย่าง “ตังค์” “สารัช อยู่เย็น” มิดฟิลด์หน้าหยกของเอสซีจี เมืองทองฯ ซึ่งถูก “พิชิตย์ ใจบุญ” ฮาร์ดแมนของ “ค้างคาวไฟ” “สุโขทัย เอฟซี” เข้าสกัดหนักจนกระดูกข้อเท้าหัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักยาวถึง 6 เดือนขึ้นไป
แน่นอนว่าอาการบาดเจ็บของสารัชนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งกับสโมสรที่จะต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นเพื่อมารองรับการขาดหายไปของผู้เล่นคนสำคัญถึง 6 เดือน อีกทั้งสโมสรยังมีโปรแกรมหนักทั้งการป้องกันแชมป์ไทยลีก และเกมถ้วยเอเชียอย่าง “เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก” รอบแบ่งกลุ่ม
ขณะที่ในส่วนของทีมชาตินั้น เมื่อได้รับทราบข่าว “ซิโก้” “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ถึงกับออกอาการเครียด และเรียกร้องให้กรรมการช่วยป้องกันการเล่นนอกเกมโดยเฉพาะกับแข้งทีมชาติ
เพราะตอนนี้นอกจากสารัชแล้วยังมี “หนุ่ย” ศราวุฒิ มาสุข ปีกคู่บุญของซิโก้อีกหนึ่งคนที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
นักเตะอย่างสารัช นับได้ว่าเป็นมิดฟิลด์ที่จัดว่าครบเครื่องคนหนึ่งของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการตัดเกมที่สามารถเข้าชนกับนักเตะได้ทุกรุ่น หรือแม้กระทั่งการจ่ายบอลที่ง่ายแต่แม่นยำและเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลสำเร็จสูงคนหนึ่งของทัพช้างศึก
เก่งขนาดไหน คงต้องยกคำพูดของ “โค้ชเฮง” “วิทยา เลาหกุล” ประธานเทคนิคสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มาว่า “นักเตะสไตล์อย่างตังค์ ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ”
ซึ่งค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า “ช้างศึก” จะต้องขาดเจ้าตังค์ลงช่วยทีมอย่างน้อย 3 นัด ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย เริ่มต้นที่ 23 มีนาคม เปิดราชมังคลากีฬาสถาน รับการมาเยือนของ “เศรษฐีน้ำมัน” “ซาอุดีอาระเบีย”, 28 มีนาคม บุกเยือน “ซามูไรบลู” “ญี่ปุ่น” และในเดือนมิถุนายน ที่จะเปิดบ้านเจอกับ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ “ซิโก้” ที่จะต้องหานักเตะมาลงเล่นแทนในตำแหน่งนี้
หลายคนอยากเห็น “ตั้ม” “ธนบูรณ์ เกศารัตน์” อีกหนึ่งมิดฟิลด์ตัวรับ ซึ่งมีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะมาเป็นตัวแทนของสารัชได้
อย่างไรก็ตาม ในนามทีมชาติ คงจะเป็นเรื่องยากเพราะกุนซือจอมตีลังกานั้น เชื่อมั่นธนบูรณ์ในการลงเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ๊กมากกว่า
นอกนั้นหากมองจากรายชื่อนักเตะที่เข้าค่าย และมีชื่อติดทีมชาติกันอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะเห็นชื่อของ ปกเกล้า อนันต์, ชาริล ชัปปุยส์ หรือ สรรวัชญ์ เดชมิตร ขึ้นมาเป็นชื่อที่ซิโก้เตรียมจะเรียกใช้งานแทนที่ของสารัช
อย่างไรก็ตาม หากกวาดตามองดูในศึกไทยลีก ตอนนี้ก็มีกองกลางหลายคนที่พร้อมจะขึ้นมาสอดแทรกมีชื่อลุ้นเจอกับซาอุดีอาระเบียและญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมนี้
เริ่มต้นที่คนแรกกับ “นิว” “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” กองกลาง “กว่างโซ้งมหาภัย” ซึ่งถือว่าเป็นกองกลางคนหนึ่งที่ซิโก้ชื่นชอบในฝีเท้า และเคยผ่านการเล่นทีมชาติมาระยะหนึ่ง ทั้งแชมป์ซีเกมส์ 2013 กับ 2015 รวมไปถึงมีชื่อติดทีมชุดใหญ่อยู่เรื่อยๆ เพียงแต่พักหลังถูกลดบทบาทในสโมสร บวกกับอาการบาดเจ็บ และฟอร์มการเล่นที่ดร็อปลงไป ทำให้หลุดทีมไป
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้านิวกลับมาระเบิดฟอร์มได้อีกครั้ง เป็นกองกลางคนสำคัญของเชียงรายที่ช่วยให้ทีมขึ้นนำจ่าฝูงไทยลีกในเวลานี้ อีกทั้งยังกลายเป็นนักเตะไทยคนแรกในรอบ 8 ปี ที่ซัดแฮตทริกแรกของฤดูกาลได้สำเร็จ
ด้วยสไตล์ที่มีความขยัน วิ่งสู้ฟัด รวมไปถึงผ่านการเล่นกับ ปกเกล้า, “เมสซี่เจ” “ชนาธิป สรงกระสินธ์” มาเป็นเวลานาน จึงสามารถเชื่อใจในความเข้าขาได้ และนับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
คนต่อมาที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ “บังดุล” “อดุล หละโสะ” มิดฟิลด์ตัวรับจอมเก๋า ที่มีครบทุกอย่าง ทั้งเรื่องฝีเท้า การจ่ายบอล หรือว่าประสบการณ์
ในช่วงปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ หลังจากย้ายจากชลบุรี เอฟซี ไปอยู่กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จนไม่สามารถสอดแทรกขึ้นเป็นตัวจริงได้ และต้องย้ายกลับในช่วงเลกสอง ก่อนที่ในปีนี้จะย้ายไปอยู่กับสุพรรณบุรี เอฟซี
ซึ่งการย้ายมาอยู่กับสุพรรณบุรี ทำให้อดุลได้กลับมาเป็นตัวหลัก ลงสนามอย่างเป็นประจำอีกครั้ง และด้วยการเจอกับคู่แข่งระดับเอเชีย
ประสบการณ์ของบังดุลนั้นจะมีติดทีมเอาไว้ก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
อีกคนหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทีมชาติไทย นั่นคือ “ปิง” “ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร” กองกลางดาวรุ่งวัย 23 ปี จากทีมเชียงราย ยูไนเต็ด ที่โดยตามตำแหน่งแล้วถือว่าทดแทนสารัชได้ไม่อยาก เนื่องจากว่าเป็นมิดฟิลด์เชิงรับ ที่มีการตัดเกมที่ดี
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเจ้าปิง คือการผ่านบอลที่ยังไม่เนียนเท่ากับตังค์นัก และในเรื่องของประสบการณ์ที่ยังเป็นรองค่อนข้างมากในระดับทีมชาติ และในระดับเอเชีย
นอกจากนี้ ยังมี “กลิ้ง” “ศิวกร จักขุประสาท” กองกลางร่างเล็กจาก การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของตังค์ ในการเล่นซีเกมส์ 2015 ที่ประเทศสิงค์โปร์
ซึ่งแม้ว่าดาวเตะจากถิ่นคลองเตยรายนี้จะมีรูปร่างเล็ก แต่เรื่องใจสู้นั้นถือว่าไม่เป็นรองใคร พร้อมเข้าชนเข้าปะทะโดยไม่กลัวบาดเจ็บ
อีกทั้งกลิ้งยังมีทีเด็ดจากการยิงไกล ที่เคยทำประตูสวยๆ มาแล้วหลายครั้งเช่นกัน
ส่วนจุดอ่อนของศิวกร คงจะเป็นเรื่องประสบการณ์เช่นเดียวกับทศวรรษ ที่นอกจากซีเกมส์แล้ว เจ้าตัวยังไม่เคยทะลุขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกหลายรายชื่อ
ไม่ว่าจะเป็น “จิตปัญญา ทิสุด” จาก “บางกอกกล๊าส เอฟซี”
“แอนโทนี่ อำไพพิทักษ์วงศ์” จาก “แบงค็อก ยูไนเต็ด”
หรือ “วัฒนา พลายนุ่ม” จากเอสซีจี เมืองทองฯ
ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลือเกือบ 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะประกาศรายชื่อนั้น นักเตะเหล่านี้คงต้องเร่งฝีเท้า เพื่อให้เข้าตากุนซือใหญ่ทีมชาติไทย
ไม่แน่อาจจะมีโอกาสสอดแทรกเข้ามาติดทีมชาติก็เป็นไปได้เช่นกัน
