bg-single

คนมองหนัง | อาลัย “เอนนิโอ มอร์ริโคเน” ผู้สร้างสรรค์สรรพเสียงขับกล่อมโลกภาพยนตร์ยุคใหม่

15.07.2020

“เอนนิโอ มอร์ริโคเน” นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน ที่ฝากผลงานไว้ในหนังหลากหลายแนว ตั้งแต่หนังสปาเกตตี เวสเทิร์น (เคาบอยอิตาลี), หนังรักโรแมนติก, หนังสยองขวัญ จนถึงหนังไซไฟ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ณ กรุงโรม ขณะมีวัย 91 ปี หลังจากเขาเพิ่งมีอาการกระดูกต้นขาหักไม่กี่วันก่อนหน้านั้น

มอร์ริโคเนเกิดเมื่อปี 1928 เขาเริ่มเล่นทรัมเป็ตตามรอยบิดาผู้เป็นนักดนตรีแจ๊ซ ก่อนจะแต่งเพลงขนาดสั้นๆ ได้เองตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ

หลังจบการศึกษาด้านดนตรีคลาสสิค มอร์ริโคเนเริ่มงานด้วยการแต่งดนตรีประกอบให้ละครเวทีและสถานีวิทยุ ในเวลาต่อมา เขาได้ร่วมงานกับศิลปินเพลงป๊อปหลายราย อาทิ พอล แองกา, ฟรองซัวส์ ฮาร์ดี เรื่อยมาถึงเพตชอปบอยส์ แถมยังก้าวข้ามไปทำงานเพลงแนวทดลองด้วย

แต่บทบาทที่ถูกจดจำมากที่สุดของเขา คือ การเป็นนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งมอร์ริโคเนเริ่มทำงานแขนงนี้ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ด้วยฐานะ “โกสต์ไรเตอร์” ผู้รับจ้างแต่งดนตรีประกอบหนังแบบไร้เครดิต หรือไม่ก็เป็นผู้เรียบเรียงงานของประพันธกรคนอื่นๆ

ทศวรรษ 1960 คือห้วงเวลาแห่งความสำเร็จระลอกแรกของมอร์ริโคเน เมื่อเขาได้ร่วมงานกับอดีตเพื่อนสมัยโรงเรียนประถม ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันตอนอายุ 7 ขวบ (ทว่ามิได้สานก่อมิตรภาพลึกซึ้ง) ผู้มีนามว่า “เซอร์จิโอ เลโอเน”

เลโอเนสร้างชื่อเสียงจากการกำกับภาพยนตร์เคาบอยในแนวสปาเกตตี เวสเทิร์น โดยได้นักแสดงหนุ่มชาวอเมริกันชื่อ “คลินต์ อีสต์วู้ด” มานำแสดง

ผนวกกับเพลงประกอบฝีมือมอร์ริโคเน อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยเมโลดี้ติดหูจากเสียงผิวปาก เสียงดนตรีคลาสสิค ตลอดจนท่อนโซโล่กีตาร์ ที่ผสมผสานเข้ากับเสียงลั่นกระสุนปืนอย่างเหมาะเจาะลงตัว

หลายคนอาจไม่รู้ว่าสรรพเสียงทรงเสน่ห์ที่ปรากฏอยู่ในหนังเคาบอยอิตาลี นั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ซึ่งบีบให้มอร์ริโคเนจำเป็นต้องเลือกใช้เสียงกีตาร์ไฟฟ้าแทนเครื่องสายหรูหราที่ปรากฏในหนังเคาบอยยุคแรกๆ และต้องพึ่งพาซาวด์เอฟเฟ็กต์ต่างๆ เมื่ออยากจะเว้นวรรค-คั่นจังหวะฉากแอ๊กชั่นรุนแรงในจอภาพยนตร์

เซอร์จิโอ เลโอเน เคยกล่าวถึงความสำคัญของดนตรีประกอบฝีมือมอร์ริโคเนเอาไว้ว่า “ดนตรีเหล่านั้นคือสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียมิได้ เพราะว่าในทางปฏิบัติแล้ว หนังของผมแทบจะเป็นภาพยนตร์เงียบ ซึ่งมีบทสนทนาค่อนข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ ดนตรีประกอบภาพยนตร์จึงช่วยขับเน้นการกระทำและอารมณ์ความรู้สึกของเหล่าตัวละครได้มากกว่าบทสนทนา”

อีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยยืนยันให้คำพูดดังกล่าวมีความหนักแน่นยิ่งขึ้น ก็คือ การที่เลโอเนมอบหมายให้มอร์ริโคเนไปแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์มาก่อนที่เขาจะออกกองถ่ายทำหนัง เพื่อที่ผู้กำกับฯ ดัง จะได้ดีไซน์มุมกล้องต่างๆ ให้สอดคล้องตามเสียงเพลงประกอบของมิตรสหายยอดนักประพันธ์ดนตรี

ตามทัศนะส่วนตัว มอร์ริโคเนเห็นว่างานที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำให้กับเลโอเน คือ ดนตรีประกอบในหนังเรื่อง “Once Upon a Time in America” (1984)

ต่อมา เมื่อนักแสดงนำอย่างอีสต์วู้ดหันไปกำกับหนังเคาบอยของตนเอง มอร์ริโคเนได้ปฏิเสธที่จะแต่งดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์เหล่านั้น เพื่อแสดงความภักดีต่อเลโอเน ซึ่งเขาเพิ่งมายอมรับเมื่อ 6 ปีก่อน ว่านั่นถือเป็นการ “พลาดโอกาสครั้งสำคัญ” ในชีวิต

Italian composer Ennio Morricone speaks during a press conference in Taipei on May 29, 2009. Morricone is leading an orchestra to Taiwan and will hold a live concert on May 31 in Taipei. AFP PHOTO / Sam YEH (Photo by SAM YEH / AFP)

หนึ่งในคนทำหนังร่วมสมัยที่ประกาศว่าตนเองได้รับอิทธิพลจากดนตรีของมอร์ริโคเนอย่างไม่มีปิดบัง ก็คือ “เควนติน แทแรนติโน”

และก็เป็นภาพยนตร์เรื่อง “The Hateful Eight” ของทาแรนติโน ที่ส่งให้มอร์ริโคเนได้รับรางวัลออสการ์ สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นหนแรกในชีวิต ขณะมีวัยเกือบ 90 ปี เมื่อปี 2016

หลังเคยชวดรางวัลสาขานี้ในการเข้าชิงออสการ์ 5 ครั้งก่อนหน้านั้น จากภาพยนตร์เรื่อง “Days of Heaven”, “The Mission”, “The Untouchables”, “Bugsy” และ “Malena”

นับเป็นเรื่องตลกร้ายไม่น้อย ที่มอร์ริโคเนได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จในวิชาชีพบนเวทีออสการ์ไปตั้งแต่ปี 2007 เท่ากับว่าเขาได้รับรางวัลพิเศษและถูกยกขึ้นหิ้ง ก่อนจะหวนกลับลงมาคว้ารางวัลสามัญในอีก 9 ปีถัดจากนั้น

สายสัมพันธ์ระหว่างนักประพันธ์ดนตรีชาวอิตาเลียนกับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดจึงคล้ายจะมีความเหินห่างแฝงอยู่ในความชิดใกล้

โดยมอร์ริโคเนมักถูกมองเป็นผู้ที่พยายามธำรงรักษาป้อมปราการทางวัฒนธรรมของยุโรป มิให้ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมแบบอเมริกัน เห็นได้จากการยืนกรานจะเขียนสกอร์เพลงด้วยลายมือ ไม่ยอมใช้รูปแบบการเขียนโน้ตชนิดใหม่ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์, การปฏิเสธที่จะเรียนภาษาอังกฤษ

และการเลือกปักหลักอาศัยที่กรุงโรมบ้านเกิด แม้จะมีผู้เสนอแหล่งพำนักพักพิงในฮอลลีวู้ดให้แบบฟรีๆ

นอกจากนี้ แทแรนติโนยังนำผลงานของมอร์ริโคเนไปประกอบในหนังเรื่อง “Kill Bill” และ “Inglourious Basterds” รวมทั้งทาบทามให้นักประพันธ์ดนตรีอาวุโสมาแต่งเพลงนำของภาพยนตร์เรื่อง “Django Unchained”

อีกหนึ่งนักทำหนังคู่บุญของมอร์ริโคเน ก็ได้แก่ “จูเซ็ปเป้ ทอร์นาทอเร” ซึ่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Cinema Paradiso” (“เอนนิโอ” ทำงานชิ้นนี้ร่วมกับบุตรชายชื่อ “อันเดรีย มอร์ริโคเน”) และ “The Legend of 1900” เป็นต้น ยังตราตรึงใจผู้ชมอย่างข้ามบริบท เวลา และวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบภาพยนตร์บางชิ้นของมอร์ริโคเนก็โด่งดังในวงกว้างยิ่งกว่าตัวภาพยนตร์ต้นทางเสียอีก เช่น แม้หนังเรื่อง “Maddalena” (1971) ของผู้กำกับฯ ชาวโปแลนด์ “เยอร์ซี คาวาเลโรวิชซ์” จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในปัจจุบันแล้ว ทว่าเพลง “Come Maddalena” และ “Chi Mai” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับถือเป็นงานยอดนิยมซึ่งข้ามพ้นยุคสมัย

หากจะให้สรุปภาพรวมสั้นๆ ก็คงกล่าวรวบยอดได้ว่า “เอนนิโอ มอร์ริโคเน” คืออัจฉริยศิลปินที่ประพันธ์ดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์กว่า 500 เรื่อง ขายผลงานได้มากกว่า 70 ล้านก๊อบปี้ ได้รางวัลออสการ์สองตัว แกรมมี่อวอร์ดส์สี่ตัว และบาฟต้า (ตุ๊กตาทองสหราชอาณาจักร) หกตัว

ทั้งยังทำหน้าที่เป็นวาทยกรกำกับวงออร์เคสตราจนมีวัยขึ้นด้วยเลข 9 ในปี 2019

“ปีเตอร์ แบรดชอว์” นักวิจารณ์จากเดอะการ์เดียน ระบุว่า “เอนนิโอ มอร์ริโคเน” คือบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยุคใหม่

สำหรับแบรดชอว์ ประพันธกรผู้สร้างสรรค์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชั้นยอด จะต้องทำงานให้ได้ในสามระดับ

เบื้องต้นสุด ดนตรีของเขาต้องทำให้ภาพยนตร์มีพื้นผิวที่ลึกซึ้งละเอียดลออยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ชมจะสัมผัสความลุ่มลึกดังกล่าวได้ด้วยความรู้สึก มิใช่การได้ยินได้ฟัง

ในขั้นต่อมา ดนตรีของเขาจะต้องสอดประสานไปกับภาพที่โลดแล่นบนจอ โดยบางครั้งอาจจะคล้องจอง บางคราวอาจจะย้อนแย้งถกเถียงกับอารมณ์อันปรากฏชัดในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ

และในระดับสูงสุด เขาจะต้องสร้างสรรค์ท่วงทำนองอันเรียบง่ายทว่าติดหูติดปากผู้คน ซึ่งโดดเด่นอยู่เหนือเสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์แบบอื่นๆ

ตามทัศนะของนักวิจารณ์ผู้นี้ มอร์ริโคเนสามารถบรรลุขั้นตอนทั้งสามได้โดยครบถ้วน เมื่อพิจารณาจากการนำเสียงแปลกๆ พื้นๆ ของฮาร์โมนิกา การผิวปาก กระดิ่งผูกคอวัว กระทั่งการเอื้อนเอ่ยขับขานของมนุษย์ มาสร้างสรรค์เป็นดนตรีประกอบภาพยนตร์อย่างน่าทึ่ง

ขณะที่ “เอ็ดการ์ ไรต์” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ เขียนข้อความไว้อาลัยมอร์ริโคเนอย่างคมคายว่า “เขาสามารถทำให้หนังดาดๆ กลายเป็นหนังที่ต้องดู ทำให้หนังดีๆ กลายเป็นผลงานศิลปะ และทำให้หนังที่ยอดเยี่ยมกลายเป็นตำนาน”

สําหรับคอหนังในแถบเอเชียรวมถึงเมืองไทย ผลงานและสรรพเสียงท่วงทำนองฝีมือ “เอนนิโอ มอร์ริโคเน” ดูจะมีความสนิทชิดเชื้อกับพวกเราเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด

ปรากฏการณ์แรกที่ช่วยพิสูจน์สมมุติฐานข้างต้น คือ การผงาดขึ้นเป็นหนังทำเงินในจีนแผ่นดินใหญ่ของภาพยนตร์เก่าเรื่อง “The Legend of 1900” เมื่อปลายปีที่แล้ว

ปรากฏการณ์ที่สอง ซึ่งช่วยบ่งชี้ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างมอร์ริโคเนกับประชาคมภาพยนตร์ไทย ก็คือ เมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจัดฉายหนังในวาระที่โรงภาพยนตร์สกาลาแห่งสยามสแควร์ต้องปิดฉากยุติกิจการ

โดยภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของโปรแกรมดังกล่าวก็ได้แก่ “Cinema Paradiso”

เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังเสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์ในหนังอิตาเลียนเรื่องนั้นค่อยๆ เงียบสงัดลง พร้อมกับการปิดไฟอำลาผู้ชมของโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

ยอดนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์นามอุโฆษก็อำลาจากโลกนี้ด้วยอาการสงบนิ่ง

ข้อมูลจาก

https://www.theguardian.com/music/2020/jul/06/ennio-morricone-dies-aged-91-film-composer-good-bad-ugly

https://www.theguardian.com/film/2020/jul/06/ennio-morricone-a-composer-with-a-thrilling-ability-to-hit-the-emotional-jugular

https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-53305397

https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-19626787



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
พ่อสงกรานต์-เจ้าของโบนันซ่า การันตีคุณสมบัติ “สุวงศ์”ผู้สมัคร ส.ก.ห้วยขวาง ขยัน-มุ่งมั่น หนุนช่วยงาน “ชัชชาติ”
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’