ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
วันก่อน ผมเห็นโพสต์หนึ่งของ “ฮิปปี้” น้องคนหนึ่งที่เรียน ABC รุ่นแรก
“ถึงวันที่ขึ้นรถไฟฟ้า
แล้วมีคนลุกให้นั่ง
คุณเป็นคนดี
ที่ใจร้ายมาก”
น้องคนนี้อายุประมาณ 50 กว่า แต่ยังใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ
ไม่มีเค้าความชราให้เห็นเลย
ไม่แปลกที่เขารู้สึกมากที่ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วมีคนใจดีลุกให้นั่ง
คงนึกถึงคำในป้ายบนรถโดยสารสาธารณะที่คุ้นเคยสมัยเด็กๆ
ประมาณว่า “โปรดลุกให้เด็ก สตรี และคนชรา”
“เด็ก” ก็คงไม่ใช่
“สตรี” ไม่ใช่แน่นอน
งั้นก็มีเพียงสถานะเดียว
คือ “คนชรา”
ผมอ่านโพสต์นี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้
เขาคงจะรู้สึกทั้งขำทั้งเจ็บ
นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะมีคนลุกให้นั่ง
ผมเอาโพสต์นี้ลงในเพจของผม
แล้วเขียนเพิ่มเติมถึงความรู้สึกตอนที่นั่งรถไฟฟ้า
ทำให้ผมเลือกที่จะ “ยืน” มากกว่า “นั่ง”
“อย่าใช้ ‘น้ำใจ’ ทำร้ายกัน”
ผมชอบโพสต์นี้มาก
น้องคนหนึ่งเจอแล้วครับ 555
ผมติดนิสัยตั้งแต่ตอนหนุ่มจนถึงวันนี้
เวลาขึ้นรถไฟฟ้าผมจะเลือกยืน ไม่นั่ง
ใครลุกไปมีที่ว่างก็ไม่นั่ง
ให้คนอื่นนั่ง
เหตุผลก็คือ ไม่อยากตัดสินใจครับ
เพราะเวลาเจอผู้หญิงที่ท้วมๆ หรือผู้ชายที่อายุเยอะหน่อย ฯลฯ
คนกลุ่มที่ไม่แน่ใจว่าถ้าเราลุกให้เขานั่ง
เขาจะเขินหรือทำหน้าไม่พอใจหรือเปล่า
แต่ถ้าเราไม่ลุกให้ก็กลัวว่าจะถูกมองเป็นคนไม่มีน้ำใจ
ขี้เกียจตัดสินใจครับ
…ยืนดีกว่า
แต่วันนี้อาจเจอสถานการณ์ใหม่
ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว 555…
“รถไฟฟ้า” ยืนยาวได้สบาย ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะรถวิ่งเรียบ ยาว ไม่จอดนิ่งรถติดเหมือนรถเมล์
แป๊บเดียวก็ถึงจุดหมาย
นึกถึงตอนสมัยที่เรียนธรรมศาสตร์ ที่ต้องนั่งรถเมล์ร้อน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมพักอยู่บ้านน้าที่พระประแดง
ต้องนั่งรถเมล์ร้อนสาย 82 หรือ 86
ตอนมาเรียนไม่เท่าไร
เพราะยังสดชื่นอยู่
แต่พอตอนเย็นหรือค่ำๆ สภาพของผมจะโทรมมาก
ไม่ใช่จากการเรียน
แต่มาจากเตะบอลที่สนามบาสหน้าคณะทุกวัน
ขึ้นรถแล้วมองหาที่นั่งเลยครับ
โชคดีที่ขึ้นต้นสาย มีโอกาสที่จะได้นั่ง
ยิ่งกลับดึกยิ่งได้นั่ง
กว่าจะถึงบ้านก็ประมาณชั่วโมงกว่า
ตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ
จะอ่านหนังสือ ก็เริ่มมืดแล้ว ไม่มีแสงสว่างพอ
ผมมีเกมหนึ่งที่เล่นกับตัวเองเป็นประจำ
คือ คิดว่าถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะเอาเงินไปทำอะไรดี
เคยเล่นไหมครับ
ซื้อลอตเตอรี่ก็ไม่มีเงินซื้อ แต่อยากจะฝัน
เป็นเกมที่สนุกและมีความสุขมาก
เงินรางวัลไม่เคยพอสักที
มีเรื่องราวที่ต้องทำหรืออยากซื้อเยอะมาก
เวลาฝัน 1 ชั่วโมงบนรถเมล์ยังรู้สึกว่าสั้นไป
มาถึงวันนี้จึงรู้สึกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี และมีความหวังตั้งแต่เด็ก
“ไม่มี” ก็คิดว่า “มี”
เป็นเหตุผลเข้าข้างตัวเองที่ไพเราะกว่าคำว่า “เพ้อฝัน”
กลับมาเรื่องโพสต์นี้ต่อ
ผมเขียนเล่นๆ ขำๆ ไม่คิดว่าจะมีคนอ่านหรือคอมเมนต์เยอะ
แต่เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึก
เป็น “อินไซด์” ที่อยู่ในใจ
หรือมีประสบการณ์ตรงที่เคยเจอ
ผ่านไป 3 วัน รู้ไหมครับว่ามีคนเห็นเท่าไร
…1 ล้านคนครับ
คอมเมนต์ 168 คน
แต่ละเรื่องสนุกมาก
บางคนบอกว่าเธอแค่อ้วน แต่มีคนลุกให้นั่ง
ไม่รู้จะทำอย่างไร
จะบอกว่า “อ้วน” ก็กลัวคนที่ลุกให้เขิน
“เราว่าเขากล้าหาญและเสียสละมาก”
เธอก็เลยขอบคุณ และนั่งไปเงียบๆ
ส่วนอีกคนหนึ่งเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน
น้องก็ใช้วิธีเดียวกับคนแรก
ถ้าบอกความจริงก็เกรงว่าคนลุกให้นั่งจะเขิน
เธอขอบคุณ และนั่ง
แต่น้องคนนี้ไม่ได้มาคนเดียว
มีเพื่อนสนิทมาด้วย น่าจะมาเป็นกลุ่ม
เพราะทันทีที่เธอลงนั่ง
เพื่อนก็ตะโกนขึ้นมา
“มันไม่ได้ท้อง มันอ้วน”
อำเพื่อนได้ระดับนี้ต้องสนิทกันมาก
แต่น้องคนนี้ไม่ได้บอกว่าหลังจากนั้นยังคบกับไอ้เพื่อนคนนี้หรือเปล่า
ส่วนผู้ชายคนหนึ่งขึ้นรถเมล์แล้วลุกให้ผู้หญิงที่ใส่เสื้อคลุมคิดว่าเธอท้อง
น้องผู้หญิงก็ทำท่าเขินๆ
แต่ก็ยอมนั่งลง
ผู้ชายคนนี้รู้สึกผิดมากและอาย
รีบเดินไปที่ประตู ทำฟอร์มว่าจะลงป้ายหน้าก็เลยลุกขึ้นเฉยๆ
แต่ลืมดูว่ารถเมล์กำลังขึ้นทางด่วน
แถมรถติดอีก
“ผมต้องยืนรู้สึกผิดเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ลงป้ายถัดไป”
เป็นอีก 1 ชะตากรรม
แต่คอมเมนต์ที่ผมชอบที่สุดคือ น้องคนนี้ครับ
“นึกถึงพ่อค่ะ” เธอขึ้นต้น
คุณพ่ออายุ 77 ปี ผมน้อยและหัวล้าน
ช่างประจำไถแป๊บเดียวก็เสร็จ
เขาเลยลดราคาให้
“พ่อไม่ยอมค่ะ ช่างก็เก็บราคาเดิมเรื่อยมา”
เป็นช่างตัดผมที่มีน้ำใจมาก
นึกถึงโพสต์ของ “ฮิปปี้” เลย
…คุณเป็นคนดีที่ใจร้ายมาก
คนกดไลก์เมนต์นี้เยอะ แต่มีคนหนึ่งเข้ามาเมนต์ต่อ
เขาได้ไอเดียครับ
“ผมจะเอาเรื่องนี้ไปถามช่างตัดผมแถวบ้าน”
คงอยากให้ช่างใจร้าย
ลดราคาให้บ้าง
