| สุจิตต์ วงษ์เทศ
สู่ขวัญข้าวของชาวนาเป็นต้นแบบสู่ขวัญข้าวพิธีหลวง ด้วยการรับพิธีสู่ขวัญข้าวไปผสมกลมกลืนความเชื่อใหม่ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย เป็นสู่ขวัญข้าวพิธีหลวงของราชสำนัก
พบหลักฐานเก่าสุดในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาสโคลงดั้นสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อเรือน พ.ศ.2000 สรุปย่อดังนี้
(1.) สู่ขวัญข้าวพิธีหลวงได้ต้นแบบจากสู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์ แล้วปรับให้ผสมกลมกลืนกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ราชสํานักรับเข้ามาใหม่จากอินเดียภาคใต้ เรียก “พิธีโหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองเริ่มฤดูการเพาะปลูกในอินเดียภาคใต้) จากนั้นถูกปรับเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า “ธานย์เทาะห์” แปลว่าเผาข้าว
(2.) พิธีธานย์เทาะห์ หมายถึงพิธีเผาศพแม่ข้าวหรือเผารวงข้าวที่ถูกตัดจากลําต้นแล้วเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าวที่ตายแล้ว
การเผาศพแม่ข้าวเพื่อส่งขวัญข้าว (คือขวัญของแม่ข้าว) ขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดาบนสวรรค์ (ตามความเชื่อเรื่องผีฟ้าทางศาสนาผี) ดังนั้น พิธีธานย์เทาะห์ (เผาข้าว) จึงไม่ใช่จุดไฟเผาฟางและซังข้าวในท้องนา “สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวจัญไร” (ตามที่มีบอกในหนังสือเรื่องนางนพมาศ หรือตํารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์)
(3.) แม่ข้าวถูกเผาศพเพื่อส่งขวัญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพ (องค์เดียวกับท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์) จากนั้นชื่อไพศพกลายคําเป็น “โพสพ” นับแต่นั้นแม่ข้าวถูกเรียกอย่างศักดิ์สิทธิ์ว่า “แม่โพสพ”
สถาปนาแม่โพสพ
สถาปนาแม่โพสพ โดยราชสํานักทําพิธีเผาศพแม่ข้าว (ของพิธีราษฎร์) หมายถึงพิธีเผารวงข้าวตกที่ชาวบ้านเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์แม่ข้าวที่ตายแล้ว ซึ่งเรียกพิธีธานย์เทาะห์ (แปลว่าเผาข้าว) เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทําขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย
1. ทําขวัญข้าว หมอขวัญ คือ “อาจารย์” (เอกสารทวาทศมาสไม่เรียก พราหมณ์ หรือทวิช) เริ่มพิธีทําขวัญข้าวด้วยการขับลําคําคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ เรียก “สุคนธมาลา” แก่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าว หมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว) มีบอกในทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204)
2. เผาข้าว แห่พนมรวงข้าวไปลานเผาข้าว (หลังเสร็จทําขวัญข้าว) เพื่อทําพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึงส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการเผาศพ
ตําราพระราชพิธีเก่าและตําราทวาทศพิธีจดไว้ว่า ขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายพราหมณ์แห่พนมรวงข้าว (สมมุติเป็นฉัตร) มีประธาน 1 พนม และบริวาร 8 พนม เมื่อพร้อมแล้วให้ตระกูลพราหมณ์เป็นใหญ่จุดไฟเผาฉัตรรวงข้าวประธานขึ้นก่อน แล้วตามด้วยเผาฉัตรรวงข้าวบริวารทั้ง 8
ทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204 และ 211) พรรณนาพิธีเผาข้าวว่า ขบวนแห่พนมรวงข้าวมีหมู่ฟ้อนร่อนรําเต็มแถวทาง ครั้นเสร็จพิธีเผาข้าวก็เท่ากับส่งพระไพศพขึ้นฟ้า แต่ไฟเผายังคุกรุ่นส่งแสงร้อนรุ่มผลาญไม้ใบข้างเคียง
3. เสี่ยงทาย ตําราพระราชพิธีเก่ากับตําราทวาทศพิธีบอกว่า เมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคําทํานายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร?
[กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคําให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]
เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคําทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกําฟ้าของชาวนาดั้งเดิม คอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคําทํานาย
การละเล่นเป็นมหรสพ พบร่องรอยสมัยหลังอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “การมหรสพก็เล่นระเบงระบํา-นางกะอั้วผัวแทงควาย หกคะเมน ไต่ลวดลอดบ่วงรําแพนเสียงฆ้องกลองนี่สนั่นน่าบันเทิงใจ”
เผาข้าว หมายถึงเผาศพแม่ข้าว เพื่อส่งผีขวัญแม่ข้าวขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวะบนสวรรค์ คือพระไพศพ แต่หลังจากนั้นคนทั่วไปเลื่อมใสเรียกเป็นเพศหญิงตามความเชื่อเดิมว่าแม่โพสพ ซึ่งเท่ากับแม่ข้าวถูกยกเป็นแม่โพสพ ทั้งนี้ เป็นพิธีกรรมผสมกลมกลืนระหว่างความเชื่อศาสนาผีของพื้นเมืองกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย ดังนี้
1. ศาสนาผีเป็นความเชื่อพื้นเมืองเรื่องขวัญ ว่าคนตายส่วนขวัญไม่ตาย โดยมีวิถีเหมือนยังมีชีวิต แต่อยู่ในมิติอื่นเรียกผีขวัญ ซึ่งจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
สำหรับร่างคนตายที่เป็นบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ร่วมกันเอาไปฝังดิน (ไม่เผา) จนเนื้อหนังเน่าเปื่อยเหลือกระดูก เพื่อรอขวัญคืนร่างกลับมีชีวิตเหมือนเดิม (แต่ไม่เคยกลับได้)
2. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดียมีเทวดา (เป็นอมตะไม่มีเกิด-ตาย) อยู่สวรรค์บนฟ้า
ส่วนคนอยู่บนโลกมีเวียนว่ายตายเกิด เมื่อมีคนตายลง วิญญาณดวงเดียวของคนตายนั้นไปเกิดใหม่ทันที จึงเอาร่างคนตายไปเผาไฟเป็นเถ้าอัฐิ แล้วเอาอัฐิโยนลงน้ำลอยไปไม่เก็บไว้
3. ขวัญของบุคคลสำคัญ (ตามความเชื่อศาสนาผี) เมื่อผ่านพิธีเผา (ตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) จะถูกเชิญขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับแถน (ตามความเชื่อศาสนาผี) ถูกปรับเป็นเทวดา (ตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) ต่อมาเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ลัทธิเทวราช”
ด้วยการประสมประสานความเชื่อดั้งเดิมของอุษาคเนย์กับความเชื่อใหม่จากอินเดีย ทำให้เชื่อว่าแม่ข้าวเป็นแม่โพสพ เมื่อหลังการเผาศพผีขวัญของแม่ข้าวถูกเชิญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพบนสวรรค์

[ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]
แม่โพสพ
คําว่า “แม่โพสพ” เก่าสุดสมัยอโยธยา (ก่อนสมัยอยุธยา) พบในพระอัยการเบ็ดเสร็จ พ.ศ.1884 (เท่ากับมีนานแล้วก่อนหน้านี้) ชื่อดั้งเดิมคือ แม่ข้าว เป็นชื่อเฮี้ยนในศาสนาผี หมายถึงผีขวัญบรรพชนต้นโคตรของข้าว
“แม่โพสพ” เป็นคำกลายจาก “พระไพศพ” พบในทวาทศมาส (โคลงดั้น บท 203 ฯลฯ) สมัยอยุธยาตอนต้น มาจากคำภาษาสันสกฤตว่าไพศฺรพณะ (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำภาษาบาลีว่า เวสฺสวณฺ ส่วนในไทยเรียก 2 ชื่อ คือท้าวเวสสุวรรณ กับท้าวกุเวร ประทับอยู่ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพผู้รักษาทิศเหนือ, เป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดินสินในน้ำ, เป็นเทพแห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์, เป็นประธานใหญ่ในหมู่อสูรและรากษส ตลอดจนภูตผีทั้งปวง
[สรุปจากหนังสือ เทวกำเนิด ของ พระยาสัจจาภิรมย์ฯ (สรวง ศรีเพ็ญ) สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่สิบสาม พ.ศ.2548 หน้า 45-48]
แม่ศรี “เทวีข้าว”
แม่โพสพเป็น “เทวีข้าว” (หมายถึงเทวีแห่งข้าว) มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง
ความเฮี้ยนเหล่านี้เกี่ยวข้องใกล้เคียงทั้งแม่โพสพและแม่ศรี เทวีข้าวมีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง มักพบในรัฐใกล้ทะเลที่มีการค้าเดินสมุทรกับดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ ชวา (อินโดนีเซีย), กัมพูชา, ไทย ฯลฯ แต่ไม่พบบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบน เช่น อีสาน, ลาว เป็นต้น
นาม “แม่ศรี” น่าจะรับจาก “พระศรี” อีกพระนามหนึ่งของพระลักษมี ผู้ทรงเป็นชายาพระวิษณุ (พระนารายณ์) และเป็นที่รู้จักกันในอานุภาพว่าทรงเป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภทั้งปวง ซึ่งมีความหมายที่รับรู้กันทุกรัฐว่า “เทวีข้าว”
ในวัฒนธรรมชวา (อินโดนีเซีย) พบหลักฐานเก่าสุดเป็นประติมากรรมรูปเทพนารีทรงถือรวงข้าว ฝีมือช่างแบบชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.ศ.1600-1800
เทวีข้าวสมัยดั้งเดิมของชวาคือ “เจ้าแม่ข้าว” เป็นผีพื้นเมือง ต่อมาหลังรับวัฒนธรรมอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงผนวกเจ้าแม่ข้าวซึ่งเป็นผีพื้นเมืองรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระลักษมีแล้วเรียกเทวีศรี เมื่อทำรูปเคารพเทวีศรีก็ดัดแปลงจากรูปพระลักษมีในพระหัตถ์ทรงถือดอกบัวเป็นรูปเทวีศรีถือรวงข้าว
