ผมไม่แน่ใจว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่มีความยุ่งยากมากขึ้นมากไม่หยุดนั้น ในที่สุดแล้วปัญหานี้จะจบลงอย่างไร
ความยุ่งยากในส่วนหนึ่ง เห็นได้ชัดจากการใช้เวทีระหว่างประเทศทำ “สงครามน้ำลาย” หรืออาจจะเป็น“สงครามบนหน้าสื่อ” ของทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ “โต้กันไป โต้กันมา” ไม่จบ หากจะมีข้อดีอยู่บ้างก็ตรงที่ อย่างน้อยสงครามน้ำลายยังไม่ขยายความขัดแย้งไปเป็น “สงครามชายแดน” และยังไม่เกิดการสูญเสียเช่นสงครามในสนามรบ ที่รบกันใหญ่ถึง 2 ครั้งในปี 2568 … ในยามนี้ ไม่มีใครอยากเห็นสงครามและความสูญเสียเกิดขึ้นอีกในปี 2569 และที่สำคัญเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ยังจ่ายกันไม่ครบ !
ถ้าจะพิจารณาสงครามน้ำลายใน “สนามรบสื่อ” ของรัฐบาลไทยเช่นนี้ น่าสนใจอย่างมากกับท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทย โดยการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ถูกตั้งคำถามอย่างมากในเชิงของหลักการและความถูกต้องของข้อมูล
เนื่องจากการจะต่อสู้ให้ชนะในเวทีระหว่างประเทศ การนำเสนอของรัฐบาลไทยจะต้องยึดหลักเหตุและผลมากกว่าจะนำเสนอในสิ่งที่ “ปีกชาตินิยมสุดโต่ง” อยากฟัง แต่ในความเป็นจริง ดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยจะยึดเอาการเมืองภายในเป็นหลัก จนอาจต้องวิจารณ์การแก้ปัญหานี้ว่าเป็นอาการ “ลิงแก้แห”
การแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ด้วยการยึดเอาทิศทางการเมืองภายใน อาจจะไม่ช่วยให้ไทยมีสถานะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในเวทีสากล และอาจจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นอีก
ข้อสังเกต
อาการ “ลิงแก้แห” ล่าสุดนั้น ปรากฏให้เห็นล่าสุดจากคำแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ต้องนำมาเป็นประเด็นของบทความ ดังต่อไปนี้
1) รัฐบาลไทยจะยังคงยึดแผนที่ 1:50,000 ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้ร้องขอให้สหประชาชาติ รับรองแผนที่1:200,000 ซึ่งคำแถลงในประเด็นนี้ เป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะได้มีการถกแถลงในสังคมไทยมามากพอสมควร และเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า แผนที่ทหาร 1:50,000 ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้
2) ประเด็นสำคัญในเรื่องของแผนที่อีกประการคือ ขอบของแผนที่ได้ระบุชัดว่า ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงในเรื่องเส้นเขตแดนได้ (ผมเชื่อว่า ท่านนายกฯ และรองนายกฯ สามารถขอแผนที่ทหารมาดูด้วยตาตัวเองได้)
3) รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมทราบดีว่า แผนที่ปักปัน 1:200,000 นั้น ใช้กับทั้งชายแดนลาว และกัมพูชาควบคู่กันไป จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่ เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาจะใช้แผนที่ทหาร 1:50,000 และเส้นเขตแดนไทย-ลาว ใช้แผนที่ปักปัน 1:200,000
4) ประเด็นเรื่องแผนที่นี้ นอกจากกรมแผนที่ทหารแล้ว กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศก็ทราบดีว่าแผนที่ที่ใช้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นฉบับใด ถ้านายกฯ และรองนายกฯ ไม่มั่นใจ ย่อมสอบถามได้โดยตรงจากหน่วยงานทั้ง 2 โดยเฉพาะสอบถามจากกรมสนธิสัญญาฯ ที่เป็นส่วนงานโดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศเอง ในทำนองเดียวกัน ท่านนายกฯ สามารถเรียกเจ้ากรมแผนที่ทหารมาสอบทานความถูกต้องในเรื่องของแผนที่ได้
5) บทความนี้ จะไม่เรียกร้องให้ข้าราชการประจำออกมาชี้แจงความถูกต้องของข้อมูลในเวทีสาธารณะ เพราะความถูกต้องนี้ขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาล แต่อย่างน้อยอยากเห็น “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ของอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ที่ช่วย “กระซิบ” บอกข้อมูลที่ถูกต้องแก่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เพราะอยู่กระทรวงต่างประเทศด้วยกัน เว้นแต่อธิบดีและข้าราชการกรมนี้ จะเชื่อ “นิยายแผนที่ 1:50,000” แต่ถ้าท่านเชื่อเช่นนั้นจริง ขอได้ช่วยโปรดแถลงให้สังคมได้รับทราบบ้างว่า กรมสนธิสัญญาฯ จะยึดถือ “แผนที่ 1:50,000” เป็นสำคัญ ซึ่งคำถามเช่นนี้มีนัยถึงกรมแผนที่ทหารด้วยว่า หน่วยงานทั้ง 2 จะยึดแผนที่ฉบับใดในการทำงาน
6) กระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในฝ่ายข้าราชการประจำในระดับบริหาร อาจต้องยอมรับว่า การออกมาพูดข้อมูลที่ผิดพลาดของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงฯในเรื่องของแผนที่นั้น ไม่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายไทยในเวทีระหว่างประเทศ มีแต่ทำใหัภาพลักษณ์ของไทยแย่ลง เพราะการออกมาพูดเช่นนี้ เท่ากับชี้ว่าเราไม่รับกติการะหว่างประเทศ เว้นแต่ข้าราชการกระทรวงนี้ จะยึดถือเอา “แผนที่ทหาร 1:50,000” เป็นสาระหลักไปตามคำกล่าวของรัฐมนตรีฯ (เว้นแต่อธิบดีบางคนที่เกี่ยวข้องไม่คัดค้าน เพราะต้องรอออก post ต่างประเทศ ก็ไม่ว่ากันครับ 555 !)
7) ตัวท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน ก็ทราบดีในเรื่องของแผนที่ที่ใช้ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และบันทึกความเข้าใจฯ (MoU) และท่านไม่เคยมีท่าทีโต้แย้งในเรื่องนี้มาก่อน จึงน่าแปลกใจที่วันนี้ท่านมายึดแผนที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ในทางกฎหมาย
8) ไทยพยายามโต้แย้งว่า ก่อนที่จะไปการประนอมภาคบังคับ กัมพูชาควรยอมที่จะเปิดเวทีทวิภาคีกับไทยก่อนแต่ท่านรองนายกฯ ในฐานะของนักการทูตเก่าย่อมทราบดีว่า เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก MoU 44 ซึ่งบันทึกนี้กำหนดกรอบการเจรจาปัญหาเป็นทวิภาคี การประกาศยกเลิกเช่นนี้ย่อมเท่ากับฝ่ายไทยได้ละทิ้งการเจรจาแบบทวิภาคีไปแล้วในเบื้องต้น จึงกลายเป็นช่องทางให้กัมพูชาสามารถบีบให้ไทยต้องไปการประนอมภาคบังคับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
9) รองนายกฯ ไทย พยายามเสนอว่า พูดคุยปัญหาทางทะเลก่อน แล้วค่อยขยับไปในเรื่องของทางบก ซึ่งคำพูดดังกล่าวเท่ากับส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไทยจะยังไม่แก้ปัญหาเส้นเขตแดนทางบก ซึ่งท่าทีเช่นนี้ย่อมกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดการเรียกร้องให้มีการประชุมเส้นเขตแดนทางบก ผ่านเวทีการประชุม JBC แต่ท่าทีของนายกฯ และรองนายกฯ ไม่มีท่าทีตอบรับในเรื่องนี้ หรือเท่ากับเป็นสัญญาณในอีกทางว่ารัฐบาล “ปิดห้อง JBC” ไปแล้ว
10) ท่าทีแบบ “ปิดห้อง JBC” เช่นนี้ รวมเข้ากับการที่ต้องรอเวลาของเวทีการประนอมภาคบังคับ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการรอเลือกประธานของเวทีนี้ จึงเท่ากับเป็นสัญญาณว่า การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาจะถูกลากยาวออกไปอย่างไม่มีความชัดเจน และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในอนาคตโดยเฉพาะปัญหาสงคราม
11) วันนี้ ถ้ารัฐบาลยังมีสติอยู่บ้าง อาจต้องยอมรับว่า “สงครามรอบ 3” ไม่สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ไทย อาจยิ่งทำให้ไทยยิ่งแพ้ในเวทีสากลมากขึ้น และที่สำคัญกองทัพต้องไม่ใช่ “เหยื่อ” ในกระแสชาตินิยมเช่นนี้ เพราะหากเกิดความพลิกผันของสถานการณ์สงครามแล้ว ทหารจะกลายเป็น “แพะตัวใหญ่” ของนักการเมืองไปทันที (ขออนุญาต 555!)
ท้ายบท
บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชานำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และแน่นอนว่า อาจจะไม่ถูกใจหลายท่านในสังคมไทย แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราอาจจะต้องคิดใหม่ว่า ไทยควรต้องทบทวนท่าทีในเวทีสากลอาการแบบ “ลิงแก้แห” ทำให้เรายิ่งเดิน ยิ่งเพลี่ยงพล้ำ … เราจะปล่อยให้ “ลิง (ถนนศรีอยุธยา) แก้แห” ด้วยความเพลี่ยงพล้ำไปเรื่อยๆ กันหรือ !
ปล. : การที่ รมว ต่างประเทศแถลงซ้ำในวันที่ 5 สิงหาคม ว่า MoU 2544 “ไม่มีความคืบหน้ามา 20 ปีแล้ว” นั้นท่านน่าจะลองสอบถามศาสตราจารย์ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่เป็นผู้ลงนาม MoU ว่า ประเด็นนี้มีความจริงเพียงใด ถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นกระทรวงต่างประเทศเปิดเวทีให้ท่านอาจารย์สุรเกียรติ์ พูดเรื่อง MoU 2544 ให้ข้าราชการกระทรวงฯ ได้รับฟังข้อเท็จจริงในอีกมุมหนึ่ง แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ท่านรัฐมนตรีจะรู้จักกับท่านอาจารย์สุรเกียรติ์หรือไม่?
