ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
ทีนี้เข้าตัวเรื่องหนังกันเลย หนังเปิดด้วยตัวหนังสือว่า
“ณ กาลเวลาที่เวทมนตร์ดูจะปรากฏให้เห็น…” (In a time of apparent magic…)
คำสำคัญอยู่ตรงคำว่า apparent ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีอยู่จริง แต่ดูเหมือนจะปรากฏให้เห็นอยู่
หนังสือ Mythology (แปลเป็นไทยในชื่อ ปกรณัมปรัมปรา) ของอีดิธ แฮมิลตัน กล่าวไว้ในบทนำว่า “ชาวกรีกสร้างเทพเจ้าในภาพของตัวเอง” โดยล้อไปกับข้อความในคัมภีร์ปฐมกาลว่า “พระเจ้าสร้างมนุษยชาติในภาพของพระองค์”
ชาวกรีกพบเห็นความเป็นไปในธรรมชาติที่ดูเหมือนมีพลังอำนาจดลบันดาลเหนือพละกำลังของมนุษย์ เช่น ฟ้าผ่า ท้องทะเลปั่นป่วนด้วยคลื่นลม ดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออกและลับหายไปที่ขอบฟ้าทิศตะวันตกชั่วนาตาปี ฯลฯ
จึงยกให้เป็นเรื่องการดลบันดาลของเทพเจ้า และสร้างเรื่องเล่าของเทพเจ้าที่มีลักษณะเป็นภาพสะท้อนของมนุษย์ มีความรักโลภโกรธหลง อิจฉาริษยา ลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชัง แค้นเคืองและลงโทษลงทัณฑ์ผู้ที่ทำให้แค้นเคืองด้วยวิธีการต่างๆ นานา
เช่น มหาเทพซุสลงโทษโพรมิธีอุสที่ขโมยไฟ (สัญลักษณ์ของวิทยาการ) จากทวยเทพแห่งโอลิมปุส มาให้มนุษย์ โดยการมัดร่างติดไว้กับหินในเทือกเขาคอเคซุส และให้นกอินทรีมาจิกกินตับทุกวันไปจนชั่วกาลนาน
หรือโอดิสซิอุสทำให้โพไซดอนโกรธจนบันดาลให้ทะเลปั่นป่วนระหว่างการเดินทางกลับบ้าน

แม้ว่าหนังของโนแลนยังคงเป็นเรื่องเล่าที่มีตัวประหลาด ยักษ์ อสูร แม่มด นางพราย และวิญญาณคนตายในปรโลก โดยมีความเชื่อในระเบียบแบบแผนของโลกที่อ้างอิงบัญชาของเทพเจ้าเพื่อธำรงรักษาอารยธรรมมนุษย์ให้สืบต่อยืนยาวต่อไป
แต่โนแลนก็เลือกที่จะละเว้นการนำเสนอเทพเจ้าเป็นรูปธรรม เทพต่างๆ ที่มีบทบาทอยู่ในการเดินทางกลับบ้านของโอดิสซิอุส ปรากฏให้เห็นเป็นเพียงอำนาจธรรมชาติพิโรธโกรธเกรี้ยวด้วยสายฟ้าฟาดและท้องทะเลอันปั่นปวน
ในหนังมีเพียงอะธีนาเท่านั้น ที่เราเห็นในร่างมนุษย์ (เซนดายา) คอยติดตามโอดิสซิอุส (แมตต์ เดมอน) ไปเกือบตลอดเส้นทางอันยาวนานถึงสิบปีกว่าจะกลับถึง “บ้าน” ในอิธาคา
แต่กระนั้นเราก็สามารถตีความเทพีองค์นี้เป็นเพียงภาพในหัวโอดิสซิอุสที่ติดตามหลอกหลอนจิตสำนึกของเขาไป หลังจากกรำศึกมานับสิบปี และวางอุบายพิชิตเมืองทรอยได้ด้วยการทิ้ง “ของขวัญ” ให้แก่ข้าศึก จนสามารถเผด็จศึกอันยาวนานสิบปีได้อย่างราบคาบในชั่วคืนเดียว
การเล่าเรื่องแบบยอกย้อนโดยไม่เดินเป็นเส้นตรง หรือไม่เป็นไปตามลำดับเวลานั้น เป็นลักษณะประจำตัวเหมือนเป็น “ลายเซ็น” ของโนแลน นับตั้งแต่ Memento ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนต้องกลับไปดูซ้ำจึงจะปะติดปะต่อเรื่องได้
และ The Odyssey ก็เล่าเรื่องแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าการเล่าเรื่องโดยไม่เดินเป็นเส้นตรงนี้ เป็นตามการเดินเรื่องของมหากาพย์โอดิสซีดั้งเดิมอยู่แล้ว

มีพล็อตที่เดินเรื่องแยกกันเป็นสามเส้น คือ
พล็อตเส้นแรกที่เมืองอิธาคา เพเนโลปี (แอนน์ แฮธาเวย์) มเหสีของโอดิสซิอุส รอคอยการกลับมาของสวามี ได้ข่าวแต่เพียงเรื่องราววีรกรรมของฝ่ายกรีกผ่านทางการขับลำนำของนักร้องนักดนตรีเร่ร่อน แต่หลังจากพิชิตศึกแล้ว ทัพกรีกก็แยกย้ายกันเดินเรือข้ามทะเลกลับบ้าน ไม่มีใครได้ข่าวคราวของโอดิสซิอุส
จนกระทั่งเมื่อเมืองอิธาคาร้างกษัตริย์ ก็มีเหล่าชายหนุ่มนับร้อยมาแสดงความประสงค์จะให้เพเนโลปีเลือกคู่ครองใหม่เสียที
ซึ่งทำให้เพเนโลปีต้องต้อนรับขับสู้ตามมารยาทของเจ้าบ้าน ตาม “กฎของซุส”

พล็อตเส้นที่สอง
เทเลมาคุส (ทอม ฮอลแลนด์) ลูกชายวัยยี่สิบเศษๆ ซึ่งไม่รู้จักพ่อ เพราะโอดิสซิอุสจากไปเมื่อครั้งลูกยังเล็ก ก็ออกเดินทางไปหาข่าวคราวพ่อถึงเมืองสปาร์ตา
และกษัตริย์เมเนเลอุส (จอห์น เบิร์นธัล) เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันพิชิตศึก
แต่นับจากนั้นก็แยกย้ายกันเดินทางกลับเมืองของตน
และไม่ได้พบเห็นกันอีก

พล็อตเส้นที่สาม เราพบโอดิสซิอุสครองคู่อยู่บนเกาะกับคาลิปโซ (ชาร์ลีซ เธรอน) หลังจากที่อยู่กันมาเจ็ดปี
และโอดิสซิอุสเริ่มเล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยในการเดินทางรอนแรมถึงสิบปีกลางทะเล
นับแต่พิชิตโพลิฟีมุส ยักษ์ตาเดียว ลูกชายของโพไซดอนเจ้าสมุทร
เจอพวกเลสไทรโกเนียน กองทัพยักษ์ในชุดเกราะ ซึ่งจมกองเรือของโอดิสซิอุสไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงลำเดียว
แล่นเรือไปเจอเซอร์ซี (ซาแมนธา มอร์ตัน) เกิดเรื่องราวต่างๆ จนที่สุดแล้วโอดิสซิอุสใช้ชีวิตอยู่ด้วยหนึ่งปี แล้วจึงเดินทางต่อไปถึงดินแดนแห่งคนตาย ซึ่งเขาได้พบ “เงา” ของเพื่อนร่วมรบในสงคราม และได้รู้เส้นทางกลับบ้าน
แต่ก็ยังอีกยาวนานกว่าเขาจะได้กลับถึงบ้านจริงๆ เพราะระหว่างทางยังต้องฝ่าฟันเรื่องราวอีกมากมายและต้องเสียลูกเรือไปจนหมดสิ้น
จนได้มาพบคาลิปโซผู้ช่วยเยียวยาบาดแผลฉกรรจ์ทั้งทางกายและใจ
ซึ่งเขาอยากจะลืมเลือนความขมขื่นที่ผ่านมาทั้งหมดเสีย

จากนั้นเรื่องทั้งสามก็เข้ามาบรรจบกันเมื่อโอดิสซิอุสตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่อิธาคา ไปพบกับชายหนุ่มมากมายที่มาคุกคามความสงบสุขของอิธาคา ด้วยข้ออ้างของการเฝ้ารอให้เพเนโลปีตัดสินใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งเป็นคู่ครอง
โอดิสซิอุสต้องปลอมตัวเป็นขอทานมาเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะผลีผลามลงมือจัดการใดๆ ลงไป
ดังตัวอย่างของอากาเมมนอน แม่ทัพกรีก ที่เดินทางกลับบ้านที่ไมซีเน แต่ก็ถูกชายาสังหารเสียด้วยความแค้นเคืองที่อากาเมมนอนสังเวยลูกสาวแด่เทพเจ้าไปก่อนเดินทางไปรบที่ทรอย
คริสโตเฟอร์ โนแลน ชุบชีวิตใหม่ให้มหากาพย์โบราณที่อยู่คู่อารยธรรมตะวันตกมาร่วมสามพันปี และทำได้อย่างเกรียงไกรสมศักดิ์ศรี ด้วยการตีความอันลุ่มลึกและมีมุมมองอันชวนคิด
เรายังคงรับรู้จุดยืนที่มีต่อการก่อสงครามจากงานของโนแลน เช่นเดียวกับในเรื่อง Oppenheimer
และโนแลนเลือกจะจบมหากาพย์ของเขาอย่างสวยงาม ไม่ใช่ด้วยการสดุดีวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของตัวเอก แต่ด้วยการที่ตัวเอกเลือกจะ “เนรเทศ” ตัวเองไปจาก “บ้าน” ที่เขาอยากจะเดินทางกลับมา

ในฐานะนักการละครและนักแปลและผู้กำกับละครเวทีเรื่อง อีดิปุสจอมราชัน จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนจบของอีดิปุส ซึ่งเมื่อได้รู้ถึงกำเนิดและเรื่องราวอันชวนสังเวชในชีวิตตนเอง เลือกการ “เนรเทศ” ตัวเองออกไป
ในความเชื่อของชาวกรีกที่สร้างอารยธรรมด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน การเนรเทศถือเป็นทางเลือกที่เลวร้ายกว่าแม้ความตายด้วยซ้ำ
ทว่า การ “เนรเทศ” ของโอดิสซิอุสก็ยังไม่ได้อ้างว้างเดียวดาย เพราะมีเพเนโลปีร่วมทางไปด้วย แม้ว่าจะเป็นการเดินทาง “มุ่งทิศตะวันตก” ซึ่งเป็นหนทางไปสู่ดินแดนของคนตาย…เช่นเดียวกับที่โอดิสซิอุสเคยเดินทางไปสู่แดนยมโลกมาครั้งหนึ่งแล้ว
คนรักหนังไม่ควรพลาดโอกาสชมในโรง โดยเฉพาะไอแม็กซ์ ซึ่งจะได้เห็นความอลังการเต็มจอของภาพและคุณภาพเสียงคับจอ
เป็นประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่ชวนอึ้งอย่างยิ่งค่ะ…

THE ODYSSEY
กำกับการแสดง
Christopher Nolan
แสดงนำแสดง
Matt Damon
Anne Hathaway
Tom Holland
ฯลฯ
