คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (3)
คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน
: พลเมืองโอมานจำนวนมากเดินทางมายังกรุงเทพมหานครเป็นประจำทุกปีเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานระดับสากล ทั้งสองประเทศมีแนวทางอย่างไรในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าสุขภาพ
เอกอัครราชทูตโอมาน อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี กล่าว่า
“ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยมีผู้เดินทางจากทั่วโลก รวมถึงพลเมืองโอมานเป็นจำนวนมากในแต่ละปีเพื่อเข้ารับบริการด้านสุขภาพ
สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอชื่นชมมาตรฐานและประสิทธิภาพของสถาบันการแพทย์ไทย ตลอดจนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้การสนับสนุนผู้ป่วยและผู้ติดตามอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการพำนัก การขยายระยะเวลาการพำนักตามความจำเป็นทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพ การรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าทางการแพทย์และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
เรามุ่งมั่นส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่พลเมืองโอมานที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
อันสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ”

: นอกเหนือจากภาคน้ำมันและก๊าซซึ่งเป็นความร่วมมือดั้งเดิมแล้ว นักลงทุนชาวโอมานกำลังมองเห็นโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมหรือสาขาใดของประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต
“นักลงทุนชาวโอมานกำลังให้ความสนใจภาคส่วนที่มีศักยภาพในการเติบโตของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยในภาคการเกษตร
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพขั้นสูง ตลอดจนธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงเป็นสาขาที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจและที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนชาวโอมานในฐานะศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระยะยาว สนับสนุนการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

: ในทางกลับกัน รัฐสุลต่านโอมานมีมาตรการส่งเสริมและโอกาสด้านการลงทุนใดบ้างที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจไทย ในการใช้โอมานเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงสู่ตลาดอ่าวอาหรับและภูมิภาคอื่นๆ ผ่านเขตปลอดอากรและเขตเศรษฐกิจพิเศษของโอมาน
“รัฐสุลต่านโอมานมีข้อเสนอด้านการลงทุนที่โดดเด่นและมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล สำหรับภาคธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) โดยใช้ประโยชน์จากเขตปลอดอากรและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในหลากหลายด้าน
สิทธิประโยชน์สำคัญ ได้แก่ การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือครองกิจการได้เต็มรูปแบบในภาคธุรกิจส่วนใหญ่ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 30 ปี การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าและส่งออก รวมทั้งการโอนเงินลงทุนและผลกำไรกลับประเทศได้อย่างเสรี
สิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” (Oman Vision 2040) ซึ่งมุ่งดึงดูดความร่วมมือและการลงทุนจากพันธมิตรระหว่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ภายใต้ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” ซึ่งมุ่งดึงดูดการลงทุนจากพันธมิตรทั่วโลก ควบคู่กับการขับเคลื่อนการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
รัฐสุลต่านโอมานพร้อมต้อนรับนักลงทุนไทย และมุ่งอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการลงทุน ทั้งการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและความสำเร็จของโครงการร่วมลงทุน
อันจะนำไปสู่ประโยชน์ร่วมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ”

: “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” มุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและยั่งยืน ท่านมีแนวทางอย่างไรในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของโอมานในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม รวมถึงการสร้างโอกาสความร่วมมือกับประเทศไทยในด้านดังกล่าว
“ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาของโอมานดังกล่าว เราเดินหน้าต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ผ่านการพัฒนาโครงการท่องเที่ยวแบบบูรณาการที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความสะดวกในการลงทุนจากต่างประเทศ
อาทิ การเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในกิจการได้ 100% ในหลายภาคส่วนสำคัญ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการระดับชาติ “Nazdaher” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของโอมานในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไว้ควบคู่กัน
เรามั่นใจว่าการขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวทางดังกล่าว จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่โอมาน นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อร่วมสร้างการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว”


: โอมานกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ภายใต้ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” ท่านมองว่าแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทยอย่างไร และทั้งสองประเทศมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านความยั่งยืนในด้านใดบ้าง
“ทิศทางการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนของโอมานสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับหลักการของโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของไทย เนื่องจากทั้งสองแนวทางต่างมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและยั่งยืน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับโอมาน ภายใต้ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” และแผนพัฒนาระดับชาติ เราตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียวให้ได้ 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 โดยใช้ศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
ในขณะเดียวกัน โมเดล BCG ของไทยตั้งอยู่บนการบูรณาการเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานของนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
แก่นสำคัญที่ทั้งสองแนวทางมีร่วมกันคือ การมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมสีเขียว อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
ความสอดคล้องดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำร่วมกัน
ความร่วมมือนี้มิได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก ที่มุ่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนรุ่นต่อไป”


: การเพิ่มขึ้นของบทบาทสตรีชาวโอมานในสายงานการทูต สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมโอมาน ท่านมีมุมมองอย่างไรต่อความก้าวหน้าในการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและการเสริมพลังสตรี รวมถึงบทบาทของสตรีโอมานในการร่วมขับเคลื่อนประเทศบนเวทีระหว่างประเทศ
เอกอัครราชทูตอัลอาลาวี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า
“การที่สตรีชาวโอมานมีบทบาทโดดเด่นยิ่งขึ้นในแวดวงการทูต เป็นเครื่องสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐสุลต่านโอมานในการเสริมสร้างพลังสตรีและส่งเสริมความเสมอภาคทางโอกาส ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ความก้าวหน้านี้เกิดจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำโอมานที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของสตรีในทุกมิติของการพัฒนาประเทศ ด้วยความเชื่อว่าความเจริญก้าวหน้าของชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อสตรีมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการรับใช้ประเทศ
ในเวทีระหว่างประเทศ นักการทูตหญิงชาวโอมานได้มีบทบาทสำคัญในการเจรจา การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจระดับนานาชาติ ตลอดจนการสนับสนุนความพยายามด้านสันติภาพและการพัฒนา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า โอมานมิได้มองความเสมอภาคทางเพศเป็นเพียงหลักการ หากได้แปรเปลี่ยนเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
บทบาทของสตรีชาวโอมานในปัจจุบันจึงเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ให้คุณค่ากับศักยภาพของประชาชนทุกกลุ่ม และตอกย้ำความมุ่งมั่นของประเทศในการเปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ทั้งในระดับชาติและบนเวทีโลก
ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพัฒนาการสำคัญในระดับสถาบัน เมื่อรัฐบาลโอมานมีมติจัดสรรที่นั่งเพิ่มเติมสำหรับสตรีในสภาที่ปรึกษา (Shura Council) โดยกำหนดให้มีผู้แทนสตรีจากแต่ละเขตการปกครอง (Governorate) รวม 11 ที่นั่ง การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการทางการเมืองและการกำหนดนโยบายของประเทศอย่างยั่งยืน
นโยบายดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย หากยังเปิดพื้นที่ให้มุมมอง ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ที่หลากหลายได้หล่อหลอมกระบวนการนิติบัญญัติ ตอกย้ำบทบาทของสตรีในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ
ด้วยความก้าวหน้าที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง รัฐสุลต่านโอมานได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นด้านการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในภูมิภาค ผ่านนโยบาย การดำเนินงาน และโครงการริเริ่มที่เป็นรูปธรรม ความก้าวหน้าเหล่านี้ไม่เพียงขยายโอกาสให้สตรีมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในทุกภาคส่วน แต่ยังวางรากฐานสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของสตรีชาวโอมานจึงไม่เพียงสะท้อนความก้าวหน้าด้านความเสมอภาคทางเพศ หากยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของโอมานในการสร้างสังคมที่เปิดกว้าง พร้อมก้าวสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจและความรับผิดชอบ
