bg-single

ปริศนาโบราณคดี | “มณฑปกลางน้ำ” ณ “เวียงเกาะกลาง” : สังฆเจดีย์ อุทกสีมา หรือเขาพระสุเมรุ? (5)

28.04.2017

ตอน 1 2 3 4

ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีของ “มณฑป” (เขาพระสุเมรุ?) กลางสระมรกต ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นจำนวนมหาศาล ร่วงกระจายเกลื่อนกล่นอยู่ใต้ชั้นดินลึก 2-3 เมตรอยู่ทั่วทุกทิศทุกทาง

หล่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางชิ้นละเอียดแหลกแตกหัก บางชิ้นยังพอสมบูรณ์

ส่วนใหญ่นอนคว่ำหน้า ต้องค่อยๆ กอบกู้กันขึ้นมา

รูปแบบศิลปะปูนปั้นเหล่านี้ แม้ในหลุมเดียวกัน พบว่ามีคละเคล้ากันหลายยุคหลายสมัย หรือแม้แต่ในชิ้นเดียวกัน ก็มีประสมประสานกันหลายยุคในหนึ่งชิ้น

ดิฉันพยายามจำแนกให้เห็นเป็นหมวดเป็นหมู่ได้ดังนี้

ชิโน-ทวา ถึงลังกา-วัดตะกวน

กลุ่มแรก มีลักษณะที่แสดงความสืบเนื่องจากสมัยทวารวดีตอนปลายๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ที่มีการผสมผสานกันระหว่างอารยธรรมมอญ กับรสนิยมแบบจีนโพ้นทะเล จนกลายเป็นสกุลช่างใหม่ Chinese-Dvaravati /Sino-Dva หรือเรียกย่อๆ ว่า “ชิโน-ทวา”

มีจุดเด่นด้วยการทำรูปบุคคลใบหน้ายืดยาวดวงตาเล็กเรียว หางตาชี้ ลักษณะเนื้อปูนมีความหยาบพรุนไม่ประณีตเหมือนกับศิลปะที่พบในวัฒนธรรมทวารวดีทั่วไป

เป็นยุคที่พ่อค้าและบาทหลวงจีนได้เดินเรือเข้ามาสำรวจเส้นทางของสุวรรณภูมิเพื่อเลียบเลาะไปสู่ชมพูทวีป นักเดินทางกลุ่มหนึ่งได้ตั้งรกราก ณ ดินแดนนี้และมีการสมรสกับหญิงพื้นเมือง โดยปกติแล้วศิลปกรรมกลุ่มนี้จะพบ ณ บริเวณแถบสามชุก สุพรรณบุรี และทุ่งเศรษฐี เพชรบุรี

การที่พบประติมากรรมกลุ่ม “ชิโน-ทวา” แถบลุ่มน้ำแม่ปิงตอนเหนือนี้ จุดชนวนไปสู่ปริศนาที่ว่านายวาณิชชาวจีนคงได้เดินทางมาค้าขายกับชาวมอญหริภุญไชยหรือไม่อย่างไร?

อย่างไรก็ดี ในกลุ่มนี้มีบางชิ้นที่มีลักษณะคล้ายกับทหารโปรตุเกส อาจเป็นไปได้เช่นกันว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับอยุธยาโดยมีชาวโปรตุเกสเข้ามาติดต่อด้านการค้าหรือการทหาร ซึ่งหากเป็นตามข้อสันนิษฐานนี้ อายุของปูนปั้นก็จะถูกยืดมาอยู่ในช่วง 500 ปีมานี้

สมัยที่พระเจ้าไชยราชายกทัพขึ้นมาหมายจะตีเชียงใหม่สมัยพระมหาเทวีจิรประภา คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงการเดินทางมาของชาวอยุธยาและโปรตุเกสสู่ลุ่มแม่น้ำปิง

กลุ่มที่สอง ในหลุมเดียวกันพบปูนปั้นกลุ่มเศียรเทวดา หรือเทพธิดา มีทั้งใบหน้าเรียว แต่หนักไปทางใบหน้ากลมป่อง คางปม ตาโต ปากกระจับหนา คาดผ้าตุ้งติ้ง ทิ้งปอยผมหล่นเคลียจอนหูสองข้าง บางชิ้นคล้ายมีจันทร์เสี้ยว (แบบพระศิวะ) กลางหน้าผาก

ดูละม้ายกับการแต่งกายของพ่อค้าชาวเปอร์เซียหรือแขกสิเถียน?

กลุ่มนี้มีเสน่ห์อยู่ที่การใช้เส้นรอยกรีดน้อยมากเพียงไม่กี่เส้น ทว่า คม ชัด ลึก ผสานด้วยเทคนิคปั้นแปะรูปแผ่นวงกลมประดับตามส่วนต่างๆ

หากจะเปรียบเทียบให้ใกล้ตัวที่สุดก็อาจโยงไปหาศิลปะสุโขทัยยุคต้นหมวดวัดตะกวน-พระพายหลวง ซึ่งมีอิทธิพลศิลปะลังกา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19

เทวดา นาคินทร์ กินรี

เนื่องจากมีโบราณวัตถุจำนวนมากถึงสองพันชิ้น ในที่นี้อยากโฟกัสเฉพาะชิ้นเยี่ยมและมีความแปลกมาเป็นกรณีศึกษาจำนวน 3 ชิ้น คือ

ชิ้นแรก ปูนปั้นรูปกินนรีฟ่ายฟ้อนมีแผงปีกใต้แขน หากไม่ทราบแหล่งที่มาว่าพบกินรีชิ้นนี้ที่เวียงเกาะกลาง ก็อาจชวนให้นักวิชาการตีความว่านี่คือศิลปกรรมพุกามก็เป็นได้

ร่องรอยของศิลปะพุกามอยู่ที่แผงปีกและลีลาการกางกรของกินรีที่มีการเอี้ยวตัวอย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นว่า อิทธิพลของศิลปะพุกาม ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในเวียงเกาะกลาง

ชิ้นที่สอง นาคเจ็ดเศียรแผ่พังพานประดับราวบันได ฝีมือการขึ้นลวดลายแบบ freehand ดูหนักหน่วงเจนจัด บริเวณเครื่องศิราภรณ์ของพญานาคตนนี้มีความอาจหาญเชื่อมั่น แฝงกลิ่นอายของนาคแบบทวารวดีที่พบในกลุ่มคูบัว-อู่ทองอยู่มาก

อันแตกต่างไปจากบันไดนาคที่วัดอุโมงค์ วัดสวนดอก และวัดเจดีย์หลวงของเชียงใหม่ ซึ่งนาคสมัยล้านนาเหล่านี้เริ่มมีการประดิดประดอยลวดลายอย่างระมัดระวังดูมีแบบแผนรัดกุม ดังที่เรียกกันว่าเป็น pattern ตายตัว

ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า พญานาคเจ็ดเศียรของเวียงเกาะกลางจัดเป็นนาคที่มีลักษณะเก่าแก่ที่สุดในดินแดนล้านนา และเป็นต้นกำเนิดของการทำบันไดนาควัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือ

ชิ้นที่สาม เทวดาอารักษ์หรือทวารบาลบนพื้นหลังในกรอบใบฝักเพกา แม้พระพักตร์หลุดหายไป แต่เครื่องทรงนั้นยังงามวิจิตร เป็นภูษาภรณ์ลายปั้นแปะขึ้นรูปแบบ freehand มีความเก่าแก่กว่าเหล่าเทวดาปูนปั้นของวัดเจ็ดยอด ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อห้าร้อยปีเศษ

เหตุเพราะเทวดาของวัดเจ็ดยอดนุ่งผ้าแบบล้านนาเต็มตัว มีการผูกริบบิ้นมากมายหลายชั้น ทรวดทรงองค์เอวจัดว่าเป็นแบบคลาสสิคแล้ว

แต่ทว่า ที่เวียงเกาะกลางยังจัดเป็นยุคสมัยของการลองผิดลองถูก หรือยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังจะส่งผ่านความงามแบบหรูหราฟุ่มเฟือยเต็มที่ไปสู่ความเรียบง่ายลงตัว ณ วัดเจ็ดยอด

หลักฐานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประติมากรรมปูนปั้นกลุ่มทวารบาลของเวียงเกาะกลางมีความเก่าแก่กว่าสมัยพระเจ้าติโลกราชอย่างแน่นอน แต่จะสร้างขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใดนั้น (สามฝั่งแกน แสนเมืองมา หรือเก่าถึงพญากือนา) ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันอีกอย่างละเอียด

การโคจรมาพบกันของหลากหลายอิทธิพลด้านศิลปกรรมที่เวียงเกาะกลางเช่นนี้ (ลังกา จีน พุกาม ทวารวดี สุโขทัย) ยิ่งชวนให้เกิดความฉงนฉงายมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ตกลงแล้วมณฑปกลางสระอโนดาตแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่ และด้วยวัตถุประสงค์ใด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (4)
ที่มาของการเต้นแอโรบิก และแรงบันดาลใจจากเจน ฟอนด้า
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (จบ)
โลกที่มนุษย์รับรู้ ไม่ใช่โลกที่แท้จริง
แตรฝรั่ง (4)
ปฏิบัติการกู้ชีพโดโด้ (และนกโมอา) ตอนพิเศษ : ‘เปลือกไข่สังเคราะห์’
สนทนา ‘อิสริยะ-ภาวุธ’ 2 ขุนพลไอที ‘พรรคประชาชน’ ‘รัฐเอไอ’ ควรทำงานกันอย่างไร?
เจ้าฟ้าและสามัญชน (2) | เปิดฉากการผจญภัยในดินแดนหมีขาว
ฉากชีวิต ‘บ่าวนิก สกลนคร’ จากนักแสดงเวทีรัชดาลัย สู่ สัปปายะสภาสถาน บทบาท ส.ส. ‘กล้าธรรม’
เหยี่ยวถลาลม | ‘ป.ป.ช.’ ระอุ ‘แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน’ ไม่ทันจาง ‘ศักดิ์สยาม’ เข้ามาแทรก
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรพยา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
เช็กสเป๊ก ‘ว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 16’ ใครมาแรงแม่ทัพสีกากี? จับตา ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ จัดทัพนายพล