ปริศนาโบราณคดี | “มณฑปกลางน้ำ” ณ “เวียงเกาะกลาง” : สังฆเจดีย์ อุทกสีมา หรือเขาพระสุเมรุ? (5)
ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีของ “มณฑป” (เขาพระสุเมรุ?) กลางสระมรกต ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นจำนวนมหาศาล ร่วงกระจายเกลื่อนกล่นอยู่ใต้ชั้นดินลึก 2-3 เมตรอยู่ทั่วทุกทิศทุกทาง
หล่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางชิ้นละเอียดแหลกแตกหัก บางชิ้นยังพอสมบูรณ์
ส่วนใหญ่นอนคว่ำหน้า ต้องค่อยๆ กอบกู้กันขึ้นมา
รูปแบบศิลปะปูนปั้นเหล่านี้ แม้ในหลุมเดียวกัน พบว่ามีคละเคล้ากันหลายยุคหลายสมัย หรือแม้แต่ในชิ้นเดียวกัน ก็มีประสมประสานกันหลายยุคในหนึ่งชิ้น
ดิฉันพยายามจำแนกให้เห็นเป็นหมวดเป็นหมู่ได้ดังนี้

ชิโน-ทวา ถึงลังกา-วัดตะกวน
กลุ่มแรก มีลักษณะที่แสดงความสืบเนื่องจากสมัยทวารวดีตอนปลายๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ที่มีการผสมผสานกันระหว่างอารยธรรมมอญ กับรสนิยมแบบจีนโพ้นทะเล จนกลายเป็นสกุลช่างใหม่ Chinese-Dvaravati /Sino-Dva หรือเรียกย่อๆ ว่า “ชิโน-ทวา”
มีจุดเด่นด้วยการทำรูปบุคคลใบหน้ายืดยาวดวงตาเล็กเรียว หางตาชี้ ลักษณะเนื้อปูนมีความหยาบพรุนไม่ประณีตเหมือนกับศิลปะที่พบในวัฒนธรรมทวารวดีทั่วไป
เป็นยุคที่พ่อค้าและบาทหลวงจีนได้เดินเรือเข้ามาสำรวจเส้นทางของสุวรรณภูมิเพื่อเลียบเลาะไปสู่ชมพูทวีป นักเดินทางกลุ่มหนึ่งได้ตั้งรกราก ณ ดินแดนนี้และมีการสมรสกับหญิงพื้นเมือง โดยปกติแล้วศิลปกรรมกลุ่มนี้จะพบ ณ บริเวณแถบสามชุก สุพรรณบุรี และทุ่งเศรษฐี เพชรบุรี
การที่พบประติมากรรมกลุ่ม “ชิโน-ทวา” แถบลุ่มน้ำแม่ปิงตอนเหนือนี้ จุดชนวนไปสู่ปริศนาที่ว่านายวาณิชชาวจีนคงได้เดินทางมาค้าขายกับชาวมอญหริภุญไชยหรือไม่อย่างไร?

อย่างไรก็ดี ในกลุ่มนี้มีบางชิ้นที่มีลักษณะคล้ายกับทหารโปรตุเกส อาจเป็นไปได้เช่นกันว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับอยุธยาโดยมีชาวโปรตุเกสเข้ามาติดต่อด้านการค้าหรือการทหาร ซึ่งหากเป็นตามข้อสันนิษฐานนี้ อายุของปูนปั้นก็จะถูกยืดมาอยู่ในช่วง 500 ปีมานี้
สมัยที่พระเจ้าไชยราชายกทัพขึ้นมาหมายจะตีเชียงใหม่สมัยพระมหาเทวีจิรประภา คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงการเดินทางมาของชาวอยุธยาและโปรตุเกสสู่ลุ่มแม่น้ำปิง
กลุ่มที่สอง ในหลุมเดียวกันพบปูนปั้นกลุ่มเศียรเทวดา หรือเทพธิดา มีทั้งใบหน้าเรียว แต่หนักไปทางใบหน้ากลมป่อง คางปม ตาโต ปากกระจับหนา คาดผ้าตุ้งติ้ง ทิ้งปอยผมหล่นเคลียจอนหูสองข้าง บางชิ้นคล้ายมีจันทร์เสี้ยว (แบบพระศิวะ) กลางหน้าผาก
ดูละม้ายกับการแต่งกายของพ่อค้าชาวเปอร์เซียหรือแขกสิเถียน?
กลุ่มนี้มีเสน่ห์อยู่ที่การใช้เส้นรอยกรีดน้อยมากเพียงไม่กี่เส้น ทว่า คม ชัด ลึก ผสานด้วยเทคนิคปั้นแปะรูปแผ่นวงกลมประดับตามส่วนต่างๆ
หากจะเปรียบเทียบให้ใกล้ตัวที่สุดก็อาจโยงไปหาศิลปะสุโขทัยยุคต้นหมวดวัดตะกวน-พระพายหลวง ซึ่งมีอิทธิพลศิลปะลังกา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19

เทวดา นาคินทร์ กินรี
เนื่องจากมีโบราณวัตถุจำนวนมากถึงสองพันชิ้น ในที่นี้อยากโฟกัสเฉพาะชิ้นเยี่ยมและมีความแปลกมาเป็นกรณีศึกษาจำนวน 3 ชิ้น คือ
ชิ้นแรก ปูนปั้นรูปกินนรีฟ่ายฟ้อนมีแผงปีกใต้แขน หากไม่ทราบแหล่งที่มาว่าพบกินรีชิ้นนี้ที่เวียงเกาะกลาง ก็อาจชวนให้นักวิชาการตีความว่านี่คือศิลปกรรมพุกามก็เป็นได้
ร่องรอยของศิลปะพุกามอยู่ที่แผงปีกและลีลาการกางกรของกินรีที่มีการเอี้ยวตัวอย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นว่า อิทธิพลของศิลปะพุกาม ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในเวียงเกาะกลาง
ชิ้นที่สอง นาคเจ็ดเศียรแผ่พังพานประดับราวบันได ฝีมือการขึ้นลวดลายแบบ freehand ดูหนักหน่วงเจนจัด บริเวณเครื่องศิราภรณ์ของพญานาคตนนี้มีความอาจหาญเชื่อมั่น แฝงกลิ่นอายของนาคแบบทวารวดีที่พบในกลุ่มคูบัว-อู่ทองอยู่มาก
อันแตกต่างไปจากบันไดนาคที่วัดอุโมงค์ วัดสวนดอก และวัดเจดีย์หลวงของเชียงใหม่ ซึ่งนาคสมัยล้านนาเหล่านี้เริ่มมีการประดิดประดอยลวดลายอย่างระมัดระวังดูมีแบบแผนรัดกุม ดังที่เรียกกันว่าเป็น pattern ตายตัว
ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า พญานาคเจ็ดเศียรของเวียงเกาะกลางจัดเป็นนาคที่มีลักษณะเก่าแก่ที่สุดในดินแดนล้านนา และเป็นต้นกำเนิดของการทำบันไดนาควัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือ

ชิ้นที่สาม เทวดาอารักษ์หรือทวารบาลบนพื้นหลังในกรอบใบฝักเพกา แม้พระพักตร์หลุดหายไป แต่เครื่องทรงนั้นยังงามวิจิตร เป็นภูษาภรณ์ลายปั้นแปะขึ้นรูปแบบ freehand มีความเก่าแก่กว่าเหล่าเทวดาปูนปั้นของวัดเจ็ดยอด ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อห้าร้อยปีเศษ
เหตุเพราะเทวดาของวัดเจ็ดยอดนุ่งผ้าแบบล้านนาเต็มตัว มีการผูกริบบิ้นมากมายหลายชั้น ทรวดทรงองค์เอวจัดว่าเป็นแบบคลาสสิคแล้ว
แต่ทว่า ที่เวียงเกาะกลางยังจัดเป็นยุคสมัยของการลองผิดลองถูก หรือยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังจะส่งผ่านความงามแบบหรูหราฟุ่มเฟือยเต็มที่ไปสู่ความเรียบง่ายลงตัว ณ วัดเจ็ดยอด
หลักฐานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประติมากรรมปูนปั้นกลุ่มทวารบาลของเวียงเกาะกลางมีความเก่าแก่กว่าสมัยพระเจ้าติโลกราชอย่างแน่นอน แต่จะสร้างขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใดนั้น (สามฝั่งแกน แสนเมืองมา หรือเก่าถึงพญากือนา) ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันอีกอย่างละเอียด
การโคจรมาพบกันของหลากหลายอิทธิพลด้านศิลปกรรมที่เวียงเกาะกลางเช่นนี้ (ลังกา จีน พุกาม ทวารวดี สุโขทัย) ยิ่งชวนให้เกิดความฉงนฉงายมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ตกลงแล้วมณฑปกลางสระอโนดาตแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่ และด้วยวัตถุประสงค์ใด
