Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
Zymergen เปิดตัวบริษัทในปี 2013 ที่เมือง Emeryville มลรัฐ California ไม่ไกลจาก Amyris มากนัก หลังจากนั้นก็เดินสายระดมทุนรัวๆ และเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชีววิทยาสังเคราะห์ไว้หลายตัว
ที่เป็นโปรเจ็กต์เรือธงของบริษัทคือวัสดุชีวภาพชื่อ hyaline ใช้สร้างฟิล์มบางความยืดหยุ่นสูงสำหรับใช้ในหน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างสมาร์ตโฟนพับได้
ข้ามไปอีกฟากของสหรัฐ สตาร์ตอัพชีววิทยาสังเคราะห์อีกเจ้าก็กำลังลงหลักปักฐานเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยประวัติศาสตร์ พันธกิจ หรือโมเดลธุรกิจ Ginkgo Bioworks แห่งเมือง Boston มลรัฐ Massachusetts อาจจะถือได้ว่าเป็นหน้าเป็นตา เป็นตัวแทนที่ผูกอยู่กับภาพลักษณ์และจิตวิญญาณของวงการชีววิทยาสังเคราะห์อย่างแท้จริง
Jason Kelly, Reshma Shetty, Austin Che, Barry Canton สี่นักศึกษาจบใหม่จาก MIT ผู้ร่วมก่อตั้ง Ginkgo ในปี 2008 คือแก๊งเดียวกับที่บุกเบิก iGEM เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า คือลูกศิษย์ก้นกุฏิของ Drew Endy และ Tom Knight Jr. ผู้มักจะถูกยกให้เป็นบิดาแห่งวงการชีววิทยาสังเคราะห์ ผู้หยิบยืมแนวคิดแบบวิศวกรรมไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ สวิตช์ วงจร ชิ้นส่วนมาตรฐาน ฯลฯ มาใส่ในงานวิศวกรรมสิ่งมีชีวิตจนกลายมาเป็นภาพจำของชีววิทยาสังเคราะห์ที่เราเห็นกันจนถึงทุกวันนี้

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
Shetty หนึ่งในผู้ร่วมเคยเล่าว่า ทีม Ginkgo เริ่มคุยๆ ไอเดียที่จะตั้งบริษัทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ป.เอก แรงบันดาลใจมาจากความยากลำบากของงานพันธุวิศวกรรมในยุคนั้น กว่าจะตัดต่อดีเอ็นเอใส่เซลล์ได้แต่ละอันทำกันเป็นเดือน แถมหลายๆ ครั้งไม่เวิร์กอีกต่างหาก …เซลล์ไม่โตบ้าง …ยีนไม่แสดงออกบ้าง …ดีเอ็นเอกลายพันธุ์บ้าง ฯลฯ
ส่วนใหญ่เวลาคนก่อตั้งบริษัทไบโอเทคกันอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเทคโนโลยีเด็ดหรือทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในมือสักตัวสำหรับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างธุรกิจขึ้นมา
ที่แปลกคือ ตอน Ginkgo เริ่มตั้งทีมผู้ก่อตั้ง ไม่มีอะไรสักอย่าง มีแต่แรงบันดาลใจว่าจะทำยังไงก็ได้ให้การวิศวกรรมสิ่งมีชีวิตง่ายขึ้น “Making biology easy to engineer”
ส่วนจะทำยังไง? ทำได้แล้วจะขายใคร? ยังไม่รู้!!
Shetty เล่าว่า การออกมาตั้งบริษัทตอนนั้น (แทนที่จะไปทำ postdoc หรือหางานฝั่งอุตสาหกรรมอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำกัน) เป็นอะไรที่บ้าระห่ำมาก ทีมผู้ก่อตั้งก็เพิ่งจบ ป.เอกหมาดๆ ไม่ได้มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทไบโอเทคอะไรเลย ส่วน Tom Knight แม้จะโด่งดังมาจากงานสายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และก็สร้างชื่อจาก iGEM แต่ก็ไม่ได้เคยก่อตั้งหรือทำงานบริษัทสายไบโอเทคมาก่อน

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
ช่วงปี 2008 ที่ Ginkgo เพิ่งก่อตั้งก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกา บริษัทเจ๊งกันเป็นแถวรวมทั้งพวกบริษัทด้านไบโอเทคที่มีอยู่เยอะแยะแถวบอสตันและรอบมหาวิทยาลัย MIT/Harvard
ทาง Ginkgo ก็เลยได้โอกาสไปกว้านซื้ออุปกรณ์แล็บมาถูกๆ จากบริษัทเจ๊งแล้วพวกนี้ รวมทั้งได้นักวิจัยและเทคนิเชียนตกงานมาเป็นกำลังเสริมอีกต่างหาก
ที่เหมือนชะตาเล่นตลกก็คือ หนึ่งในบริษัทที่เจ๊งช่วงนั้นคือบริษัท Codon Device อีกหนึ่งสตาร์ตอัพยุคบุกเบิกด้านชีววิทยาสังเคราะห์ก่อตั้งโดยอาจารย์ Endy และเหล่าดรีมทีมในวงการอย่าง George Church (จาก Harvard), Jay Keasling (จาก UC Berkeley คนเดียวกับที่ก่อตั้ง Amyris) และ Prof. Joseph Jacobson (จาก MIT)
นักวิเคราะห์บางคนเปรียบเปรยว่า Ginkgo กำเนิดขึ้นมาบนซากของ Codon Device นั่นเอง

ช่วง 4-5 ปีแรก Ginkgo อยู่ด้วยเงินสนับสนุนสตาร์ตอัพจากรัฐบาล และเริ่มตอบคำถามว่า “จะทำยังไง” และ “จะขายใคร” ด้วยการใช้ปรัชญา Lean Startup อย่างเคร่งครัดนี้คือการ “ลองหลายๆ แบบ ลองให้เร็ว ลองให้ถูก” และการลองแต่ละครั้งจะต้องมีโจทย์หรือสมมุติฐานที่ชัดเจน
แม้ว่าแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกระบวนการออกแบบ-สร้าง-ทดสอบ-เรียนรู้เพื่อการวิศวกรรมสิ่งมีชีวิตจะเกิดมาก่อนบริษัท Ginkgo มาสักพักหนึ่ง และมีหลายบริษัทที่พยายามทำ
ความได้เปรียบสำคัญของ Ginkgo จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวแนวคิดหลัก แต่เป็นการทำให้แต่ละกระบวนการมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น
ซึ่งอาจจะมาจากซอฟต์แวร์การค้นหาและประกอบยีนเพื่อการ “ออกแบบ” ที่แม่นยำมากกว่า
ระบบหุ่นยนต์ที่ทำงานประสานกันและ “สร้าง” เซลล์ต้นแบบได้เร็วกว่า
ชุดเครื่องมือ “ทดสอบ” การทำงานของเซลล์ที่วิเคราะห์ได้ครอบคลุมมากกว่า ความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ
เหล่านี้ได้ประสานรวมกันกลายเป็นความได้เปรียบก้าวใหญ่ที่ใครๆ ก็ยากจะตามทัน

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
Kelly ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO เปรียบเปรยว่า โมเดลธุรกิจของ Ginkgo คือการเป็นแพลตฟอร์มแบบเดียวกับที่ Amazon บริการ Amazon Web Services (AWS) ให้บริษัทอื่นมาเช่าใช้พลังการคำนวณบนคลาวด์ (cloud computing service) ส่วน Ginkgo ก็มีห้องแล็บอัตโนมัติ มีซอฟต์แวร์
คอลเลกชั่นชิ้นส่วนชีวภาพทั้งดีเอ็นเอและเซลล์ให้บริษัทที่อยากทำงานชีววิทยาสังเคราะห์แต่ไม่ได้มีเวลา กำลังคน เทคโนโลยีหรือทุนทรัพย์จะตั้งแล็บทำงานนี้เองจากศูนย์
Ginkgo นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้รับเหมาก่อสร้างจุลินทรีย์” มีโมเดลธุรกิจแบบ B2B คือมี “ลูกค้า” เป็นบริษัทอื่นที่ต้องการจุลินทรีย์ไว้ใช้งาน ลูกค้าอาจจะอยากได้จุลินทรีย์ที่ผลิตยา อาหาร หรือสารสังเคราะห์อะไรก็แล้วแต่ รายได้ก้อนแรกของ Ginkgo มาจากการรับจ้างวิศวกรรมจุลินทรีย์ที่มีสเป๊กดังกล่าวให้ พอลูกค้าผลิตยา อาหาร หรือสารสังเคราะห์ไปขายต่อให้ผู้บริโภคได้ก็จะต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ผลกำไรให้ Ginkgo เป็นรายได้ต่อเนื่องก้อนที่สองตามแต่ที่จะตกลงกันไว้ในสัญญา
งานรับเหมาก่อสร้างจากบริษัทเอกชนเจ้าแรกเข้ามาในช่วง 2014-2015 หลังจากที่ Ginkgo เป็นบริษัทไบโอเทครายแรกที่เข้าร่วมโครงการของ Y Combinator ที่ถือได้ว่าเป็นมือปั้นสตาร์ตอัพระดับโลก หนึ่งในนั้นเป็นงานวิศวกรรมยีสต์ให้ผลิตกลิ่นกุหลาบเพื่อไปทำน้ำหอมทำจากบริษัทฝรั่งเศสชื่อ Robertet
ตอนหน้าเราจะมาตามดูกันว่า Amyris, Zymergen และ Ginkgo ก้าวขึ้นจุดสูงสุดและพลาดท่าร่วงลงมาได้อย่างไร
