ปฏิบัติการกู้ชีพโดโด้ (และนกโมอา) ตอนพิเศษ : ‘เปลือกไข่สังเคราะห์’
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
19 พฤษภาคม 2026 ภาพลูกไก่ขนกะหร็อมกะแหร็มในอุ้งมือ (ที่ใส่ถุงมือไนไตรล์สีน้ำเงิน) ของนักวิทยาศาสตร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ได้รับการโจษขานกันมากที่สุดในวงการเทคโนโลยีชีวภาพ
เพราะที่เท็กซัส วิศวกรและนักลงทุนหนุ่มหนวดงาม เบน แลมม์ (Ben Lamm) ซีอีโอของสตาร์ตอัพดัง “โคลอสซัลไบโอไซแอนซ์ (Colossal Bioscience) ออกมาประกาศตัวสะเทือนวงการอีกครั้ง ว่าพวกเขาสามารถฟักลูกไก่ออกมาได้แล้ว จากเปลือกไข่จำลอง … หรือเปลือกไข่เทียมของโคลอสซัล
ในไอจีส่วนตัวของเขาจั่วหัวไว้อย่างน่าสนใจ “ความเจ๋งของไข่เทียม เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น (Artificial egg awesomeness. Just getting started)” ซึ่งทำให้หลายสื่อเริ่มให้ความสนใจ เบนเผยต่อว่าด้วยเทคโนโลยีนี้ ทีมของเขา สามารถฟักลูกไก่ออกมาได้สำเร็จถึง 26 ตัว
ซึ่งถือเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของวงการอนุรักษ์สัตว์ปีก

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไข่ หรือลูกไก่ …แม้ว่าจะชอบกินไก่ทอดฟาสต์ฟู้ดมากก็ตาม
…แต่ผมจำได้ว่าเคยเห็นการทดลองแปลกๆ เกี่ยวกับการฟักไข่และการตั้งกล้องส่องการพัฒนาของตัวอ่อนลูกไก่ในไข่ได้ในแทบทุกระยะและเห็นได้จริง แจ่มชัดแบบแทบจะเป็นเรียลไทม์
ที่จริง เคยแอบคิดอยากทดลองเองด้วย เผื่อเอาไปสอนเกี่ยวกับพัฒนาการของตัวอ่อนได้ในสัตว์ แต่ยังไม่ได้ทำ
…ก็เลยเริ่มสงสัยว่ากะแค่การสร้างไข่จำลองขึ้นมานั้น เป็นข่าวใหญ่ได้อย่างไร
ผมลองเสิร์ชดูคร่าวๆ แบบเร็วๆ ก็เจองานวิจัยเยอะแยะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิธีการฟักไข่นอกไข่จริง
ย้อนไปตั้งแต่ยุค 40s ยุค 50s นั่นเลย แต่ที่เห็นสำเร็จเด่นชัด คือ ผลงานวิจัยเรื่อง ระบบการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไก่แบบสมบูรณ์ (A complete culture system for the chick embryo) ของมาร์กาเร็ต เพอร์รี่ (Margaret Perry) นักพันธุศาสตร์จากสถาบันโรสลิน ในเอดินบะระ (Roslin Institute, University of Edinburgh) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ในปี 1988
ซึ่งก็เกือบ 40 ปีมาแล้ว

ระบบของมาร์กาเร็ตค่อนข้างซับซ้อน เธอเผยว่าตัวอ่อนไก่ใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้น 22 วัน วันแรกจะอยู่ในท่อนำไข่ และอีก 21 วันจะอยู่ในเปลือกไข่
นั่นหมายความว่าหากว่าเราต้องการจะตัดต่อพันธุกรรมของตัวอ่อนไก่ (และสัตว์ปีกอื่นๆ) ให้ได้ผลแบบดีที่สุดจะต้องเริ่มทำตั้งแต่ระยะเซลล์เดียว หรือก็คือระยะแรกสุด ที่อสุจิเพิ่งผสมกับไข่ ยังไม่ทันเริ่มแบ่งเป็นตัวอ่อนระยะใดๆ
เพราะเซลล์แรกเริ่มเซลล์เดียวนี้จะแบ่งต่อไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่จะเปลี่ยนไปเป็นอวัยวะทุกส่วนของตัวอ่อน ถ้าปรับแต่งพันธุกรรมได้สำเร็จในระยะนี้ ก็เป็นไปได้ว่าเซลล์ทุกเซลล์ในตัวอ่อนจะได้รับพันธุกรรมที่ดัดแปลงไปด้วย
และนั่นคือสาเหตุที่ทำไมมาร์กาเร็ตถึงสนใจพัฒนาระบบบ่มเพาะตัวอ่อนขึ้นมา ถึงขั้นปวารณาว่าต้องทำให้ได้ตั้งแต่ระยะเซลล์เดียวด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอดังที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องการดัดแปลงพันธุกรรม
แต่เป็นระบบการเพาะเลี้ยงของเธอที่ทำได้แบบครบวงจร
ซึ่งมีหลายขั้นซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ระยะในท่อรังไข่วันที่ 1 ที่เพาะในถ้วยห่อด้วยพลาสติกแร็ป (Saran wrap) ก่อนที่จะย้ายไปเลี้ยงต่อแบบเอียงๆ ในเปลือกไข่ (จากแม่ไก่ตัวอื่นที่ถูกกำจัดไข่ข้างในทิ้งไปแล้ว) ในวันที่ 1-6 และพลิกกลับมาเลี้ยงแบบตรงๆ ในเปลือกไข่ในวันที่ 4-22 กว่าที่จะฟักออกมาเป็นตัว
ก็ถ้ามาร์กาเร็ตทำได้ตั้งแต่เกือบ 40 ปีที่แล้ว คำถามคือแล้วโคลอสซัลจะตื่นเต้นอะไรนักหนากับงานวิจัย “ไข่เทียม” ของพวกเขา …หรือว่าเป็นแค่การตลาด?

ถ้าเราสังเกตดีๆ โคลอสซัลมักจะปรากฏบนหน้าสื่อพร้อมกับคำว่า Breakthrough หรือ “จุดพลิกผันทางเทคโนโลยี” อยู่ตลอด
ตั้งแต่เรื่องราวโปรเจ็กต์บันลือโลกของพวกเขาอย่างมิชชั่นฟื้นชีพแมมมอธ เสือแทสมาเนีย โดโด้ และโมอา หมาป่าโลกันตร์ (Dire wolf)
ไปจนถึงข่าวความก้าวหน้าของการรื้อสปีชีส์กลับขึ้นมาใหม่จากการสูญพันธุ์ (De-extinction) อย่างการสร้างหนูขนทองพองฟูที่ได้ลักษณะขนแบบวูลลี่มาจากยีนของช้างแมมมอธ
และการคิดค้นเทคนิคการเพาะเลี้ยง เซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์ (Primordial Germ Cell, PGC) ของนก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพานกที่สาบสูญไปจากโลกแล้วอย่าง นกพิราบพาสเซนเจอร์ นกโดโด้ ไปจนถึงโมอาให้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตกันอีกครั้ง
การออกสื่อบ่อยๆ แบบนี้น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่ดีมากกับบริษัท (และกระเป๋าตังค์ของพวกเขา) เพราะทุกครั้งที่มีการเปิดแถลงข่าวการค้นพบใหม่ๆ นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นว่า “ฝันใหญ่” ของพวกเขามันกำลังกลายเป็นจริง
และแน่นอนที่สุด ในแทบทุกครั้ง โคลอสซัลก็จะได้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มมหาศาล
ตั้งแต่ปี 2021 โคลอสซัลระดมทุนไปแล้วกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเรื่องผลประกอบการก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในฐานะสตาร์ตอัพแห่งแรกในเท็กซัสที่ได้ชื่อว่าเป็นเดคาคอน (Decacorn) เหนือกว่ายูนิคอร์นไปอีกเลเวลหนึ่ง คือมีมูลค่าบริษัทมากกว่าหมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
คำถามคือแล้วข่าวนี้น่าสนใจจริงหรือ? ทำไมเบน แลมม์ และทีมโคลอสซัลดูจะตื่นเต้นกับเทคโนโลยีนี้มากเสียเหลือเกิน

“ตั้งแต่การทดลองของมาร์กาเร็ต นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามกันมาตลอดที่จะลดการพึ่งพาเปลือกไข่ รวมถึงวัสดุช่วยเพาะเลี้ยงอื่นๆ อย่างถ้วยพลาสติกหรือพลาสติกแร็ป ในการบ่มเพาะตัวอ่อนไก่” ไมค์ แมคกรูว์ (Mike McGrew) นักชีววิทยาพัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระกล่าว “แต่อัตราความสำเร็จยังค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่จะแป้กเสียมากกว่า”
และนั่นทำให้นักวิจัยจำนวนไม่น้อยพยายามพัฒนาระบบบ่มเพาะตัวอ่อนแบบไร้เปลือกไข่ หรือ Shell-less culture system (SLCS) ขึ้นมา โดยทดลองใช้วัสดุพอลิเมอร์หลากหลายชนิด ตั้งแต่ พอลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน (polytetrafluoroethylene, PTFE) ไปจนถึง พอลีเมทิลเพนทีน (polymethylpentene, PMP)
แต่ปัญหาคือ เปลือกไข่ไม่ได้เป็นแค่ “ภาชนะ” ธรรมดา แต่เป็นสถาปัตยกรรมชั้นครูจากธรรมชาติ
เปลือกไข่ต้องแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักของแม่ไก่ที่กดทับลงมาได้
ต้องปกป้องตัวอ่อนจากโลกภายนอก แต่ก็ต้องบางและเปราะพอที่เมื่อถึงเวลา ลูกไก่ตัวน้อยจะใช้จะงอยปากจิกทะลุออกมาได้เอง
ที่สำคัญกว่านั้น มันต้องยอมให้ออกซิเจนซึมผ่านเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิตภายในได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
ปัญหาหนักจึงอยู่ที่ “ออกซิเจน” นี่แหละ
ในระบบบ่มเพาะไร้เปลือกไข่ส่วนใหญ่ นักวิจัยต้องเติมออกซิเจนจากภายนอกเข้าไปช่วย
แต่ชีวิตก็เหมือนกองไฟ เติมน้อยไปก็ดับ เติมมากไปก็ไหม้
ออกซิเจนที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ที่ทำลายสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอภายในเซลล์ เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ และลดอัตราการรอดของตัวอ่อนลงได้
นี่จึงเป็นจุดที่ทีมของโคลอสซัลพยายามเข้ามาแก้เกม

พวกเขาออกแบบวัสดุพอลิเมอร์ขึ้นมาใหม่ โดยเลือกใช้ เยื่อซิลิโคนแบบเลือกผ่าน ที่ยอมให้ออกซิเจนซึมผ่านเข้าไปยังตัวอ่อนได้ค่อนข้างดี ขณะที่โครงสร้างด้านนอกทำเป็นโครงร่างรูปหกเหลี่ยม แข็งแรงพอจะค้ำจุนเยื่อซิลิโคนและตัวอ่อนที่อยู่ข้างใน และสามารถขยับขยายหรือย่นย่อได้ตามต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นไข่ที่เล็กกว่าเมล็ดถั่วอย่างของนกฮัมมิงเบิร์ด หรือจะไข่ที่ใหญ่โตเบ้อเริ่มเทิ่มปานลูกแตงโมอย่างของนกกระจอกเทศ ก็สามารถเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้หมด
ซึ่งในกรณีนี้จะแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อญาติที่สนิทที่สุดของโดโด้ที่อ้วนตุ้บใหญ่เบิ้มขนาดแม่ไก่ตัวย่อมๆ คือนกชาปีไหน หรือนกพิราบนิโคบาร์ ซึ่งอยู่ในตระกูลนกพิราบ ส่วนตัวก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่านกพิราบเท่าไร
และในกรณีของนกโมอายังไม่รู้ว่าจะหานกประเภทไหนเป็นแม่อุ้มบุญ ตอนนี้ที่เข้าข่ายก็มีนกอีมูและนกทินามู (Tinamou)
แต่ไม่ว่าตัวไหนจะเข้าวิน ไข่ของนกโมอายักษ์ที่ตัวโตเต็มวัยใหญ่กว่าสามเมตรยังไงก็น่าจะบิ๊กเบิ้มกว่าที่แม่นกอุ้มบุญตัวใดจะสร้างไหวอยู่ดี
เช่นนี้ การสร้างไข่จำลองก็น่าจะง่ายกว่า
อ้าว!!!
แล้วถ้าปรับแต่งตัวอ่อนได้ จะไปพัฒนาวิธีการปรับแต่งเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์หรือ PGC แบบทำให้ไก่สร้างสเปิร์ม สร้างไข่นกโดโด้ไปทำไมให้วุ่นวาย (ใครสนใจเรื่องการปรับแต่ง PGC สามารถตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ กู้ชีพโดโด้ ตอนที่ 2 เปลี่ยนไข่เป็ดให้ฟักออกมาเป็นลูกไก่ แก้จีโนมนกชาปีไหนให้กลายเป็นโดโด้ได้ครับ)
คำตอบก็คือการเพาะเลี้ยงไซโกตหรือตัวอ่อนเซลล์เดียวของนกให้รอดออกมาอยู่รอดปลอดภัยจนเป็นตัวนั้นยากมาก เพราะต้องจำลองการสร้างไข่ใหม่ทั้งหมด
ซึ่งในกรณีของพวกที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างโดโด้ และโมอายิ่งทำได้ยากขึ้นไปอีก
และที่สำคัญ หากเป้าหมายคือการรื้อฟื้นเผ่าพันธุ์ ตัวอ่อนเหล่านี้คงไม่ใช่ตัวอ่อนธรรมดา แต่ต้องผ่านการปรับแต่งทางพันธุกรรมอย่างหนัก
การเริ่มปรับแต่งตั้งแต่ระดับ PGC หรือเซลล์ตั้งต้นของเซลล์สืบพันธุ์ จึงน่าจะเป็นทางที่สมเหตุสมผลกว่า ทั้งในเชิงเทคนิคและการควบคุมคุณภาพ
เพราะ PGC สามารถเพาะเลี้ยง แก้ไข ตรวจสอบ และคัดเลือกได้ก่อนจะนำกลับเข้าสู่ตัวอ่อนของนกตัวแทน
นักวิจัยจึงพอจะเช็กได้ว่าพันธุกรรมเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ต่างจากการไล่แก้ตั้งแต่ไซโกตเซลล์เดียว ที่ต้องหวังให้การแก้ไขเกิดขึ้นครบ แม่น และกระจายไปยังทุกเซลล์ของร่างกาย รวมถึงสายสืบพันธุ์ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีแบบนี้ไม่ได้มีค่าแค่กับงานฟื้นชีพสัตว์สูญพันธุ์เท่านั้น หากสามารถเพาะเลี้ยง PGC และสร้างนกแก้ไขพันธุกรรมได้จนกลายเป็นกระบวนการประจำ หรือ routine ได้จริง มันอาจต่อยอดไปสู่การอนุรักษ์นกหายาก การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ไปจนถึงอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้อีกมาก
พูดแบบไม่อ้อมค้อมนัก นี่อาจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสำหรับพาโดโด้กลับจากอดีต
แต่มันอาจเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจชีวภาพชุดใหม่ เป็นเครื่องมือที่วันหนึ่งใครบางคนอาจซื้อไปใช้สร้างนกสายพันธุ์พิเศษ ปรับปรุงสายพันธุ์เชิงอุตสาหกรรม
หรือทำกำไรจากการปรับแต่ง PGC หรือ “เมล็ดพันธุ์ของนก” ได้อีกมหาศาล
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น คำถามต่อมาก็คือ แล้วทำไมไม่ให้ไก่ออกไข่มาเป็นโดโด้ไปเลย หรือให้อีมู นกกระจอกเทศ หรือนกตัวแทนชนิดอื่นออกไข่มาเป็นโมอาเสียให้จบๆ ไป?
ประเด็นคือ เราไม่ได้รู้แน่ชัดว่าไข่ของโดโด้หรือโมอาควรมีขนาดเท่าไรจึงจะเหมาะสม
ไม่ใช่แค่ “ใหญ่พอ” แต่ต้องพอดีกับจังหวะการเติบโตของตัวอ่อน ปริมาณไข่แดง การแลกเปลี่ยนก๊าซ ความชื้น แรงกด โครงสร้างเปลือก และเวลาฟัก
ทั้งหมดนี้เป็นสูตรลับของวิวัฒนาการที่สูญหายไปพร้อมกับนกเหล่านั้น
ดังนั้น ถ้าอยากทำให้ง่ายขึ้น ยั่งยืนขึ้น และคุมกระบวนการได้มากขึ้น แนวคิดหนึ่งคือไม่จำเป็นต้องให้สัตว์ตัวแทนสร้างไข่ที่สมบูรณ์ทั้งใบตั้งแต่ต้น แต่ให้มันช่วยเพียงช่วงสำคัญ คือให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับเซลล์ไข่ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้ใกล้เคียงโดโด้หรือโมอาเสียก่อน
จากนั้นจึง “เจาะไข่” แล้วนำตัวอ่อนเข้าสู่ระบบไข่สังเคราะห์ตั้งแต่ระยะต้นๆ คล้ายกับระยะที่มาร์กาเร็ตเรียกว่า ระยะที่ 2 เพื่อให้ระบบภายนอกเข้ามาควบคุมเงื่อนไขการฟักต่อ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เติบโต ออกซิเจน ความชื้น อุณหภูมิ และโครงสร้างรองรับตัวอ่อน
พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่จะให้ไก่หรืออีมูช่วยฟักลูกของบรรพบุรุษ (หรือญาติ) จากอดีตตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ให้พวกมันช่วยเริ่มจุดประกายชีวิตให้ก่อน แล้วมนุษย์ค่อยรับช่วงเอามาเลี้ยงต่อข้างนอก ด้วยไข่ที่ออกแบบมาเฉพาะที่สามารถควบคุมปัจจัยทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ
และนี่เองที่ทำให้งานวิจัยของโคลอสซัลได้รับความสนใจอย่างมากในวงการสัตว์ปีก
เพราะถ้าระบบไข่สังเคราะห์นี้ทำได้จริงและทำซ้ำได้ดี มันอาจไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับฟื้นโดโด้หรือโมอาเท่านั้น
แต่อาจกลายเป็นเทคโนโลยีฐานของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนนกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โคลอสซัลเปิดเผยออกมายังมีช่องว่างสำคัญอยู่มาก พวกเขาบอกว่าใช้เทคโนโลยีไข่เทียมนี้บ่มเพาะลูกไก่ออกมาได้สำเร็จ 26 ตัว มีทั้งคลิป รูป และข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในโซเชียล ดูแล้วน่าตื่นเต้นไม่เบา ลูกไก่ก็น่ารัก วิทยาศาสตร์ก็ดูใกล้อนาคตเข้าไปทุกที
แต่คำถามใหญ่คือ 26 ตัวนี้ มาจากการทดลองทั้งหมดกี่ครั้ง
เพราะตัวเลข “26 ตัว” ฟังดูดีมาก แต่ถ้าไม่รู้ว่าทดลองทั้งหมดกี่ตัว เราก็ยังประเมินไม่ได้ว่าอัตราความสำเร็จจริงอยู่ที่เท่าไร เป็น 26 จาก 30, 26 จาก 300 หรือ 26 จาก 3,000 กันแน่
เพราะการตีความความสำเร็จสำหรับ 26 ใน 30 และ 26 ใน 3,000 นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
และที่สำคัญ งานนี้ นอกจากประกาศข่าวสวยๆ แล้ว ยังไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานออกมาในวารสารวิชาการที่มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสม จึงยังเทียบได้ยากในแง่ประสิทธิภาพว่าวิธีใหม่นี้จะดีกว่าเทคนิคระบบบ่มเพาะไร้เปลือกไข่ที่นักวิจัยพัฒนากันมานานหลายสิบปีจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2024 ก็มีงานวิจัยคล้ายกันจากทีมมหาวิทยาลัยสึคุบะ (University of Tsukuba) ประเทศญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยงานนั้นไม่ได้มุ่งไปที่การฟื้นชีพนกสูญพันธุ์หรือการสร้างไข่สังเคราะห์เพื่อรองรับโดโด้กับโมอา
แต่สนใจการพัฒนาเทคนิคเลี้ยงตัวอ่อนไก่ในภาชนะพลาสติกใส เพื่อให้นักวิจัยสามารถสังเกตและติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนในไข่ได้แบบเรียลไทม์ แต่ในท้ายที่สุด ทีมสึคุบะก็สามารถเลี้ยงจนได้ลูกไก่เหมือนกัน
นั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมาเหน็บแนมว่า ก็ถ้าเทคนิคนี้ของจริง ทำไมไม่เปิดเผยข้อมูลออกมาให้โปร่งใส เขียนเปเปอร์ออกมาให้วงการได้ตรวจสอบและตื่นเต้นไปเลยด้วยกันจะดีกว่ามั้ย
แต่ก็อย่างว่า โคลอสซัลไม่ใช่มหาวิทยาลัย และไม่ใช่แล็บของรัฐที่มีหน้าที่ต้องเปิดข้อมูลทุกอย่างตามอุดมคติแบบ Open Science โดยเฉพาะเมื่อใช้งบประมาณสาธารณะ
พวกเขาเป็นบริษัทเอกชน เป็นสตาร์ตอัพไบโอเทคที่ต้องรักษาความลับทางเทคนิค สิทธิบัตร ความได้เปรียบทางธุรกิจ และจังหวะการปล่อยข่าวของตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังมีความระแวงอยู่บ้างว่าผลลัพธ์นี้จริงแท้แค่ไหน ทำซ้ำได้ดีเพียงใด และอัตราความสำเร็จจริงอยู่เท่าไร นักวิจัยหลายคนในวงการก็ยังออกมายอมรับงานนี้น่าสนใจจริง และน่าจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางเทคโนโลยีชีวภาพที่น่าจับตามอง
แต่จะพัฒนาต่อไปเป็นอะไรนั้น คงต้องรอดูต่อไป
