bg-single

โลกที่มนุษย์รับรู้ ไม่ใช่โลกที่แท้จริง

13.06.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

คุณคิดว่าทุกวันที่ตื่นมาได้ใช้ชีวิตอยู่กับ “ความจริง” จริงไหม

จะเป็นอย่างไรถ้ามีใครบางคนมาบอกกับคุณว่า โลกที่คุณพบเจออยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงเท่านั้นเอง ขณะที่โลกความจริงนั้นใหญ่โตมโหฬารกว่าที่เรารับรู้มากมายนัก

หากเป็นเช่นนั้น “ความจริง” ของคุณคงพังทลายลงใช่ไหม

เอ็ด ยง (Ed Yong) นักเขียนและนักข่าววิทยาศาสตร์ เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ บอกกับเราไว้ในหนังสือ The Immense World ว่าโลกที่เราพบเห็นอยู่นั้นเป็นความจริงฉบับมนุษย์เท่านั้น ในสถานที่และเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นรับรู้โลกแตกต่างจากเราไปคนละแบบ ยังมีหน้าตาของโลกอีกนับร้อยนับพันแบบที่เราไม่มีโอกาสรับรู้

โลกใบเดียวกันจึงไม่เคยเป็นโลกใบเดียวกันสำหรับทุกชีวิต

เราไม่ได้รับรู้โลกอย่างที่โลกเป็น (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง) แต่มนุษย์รับรู้โลกเท่าที่ร่างกายอนุญาตให้เรารับรู้ได้

ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย (และใจ) ซึ่งอวัยวะและผัสสะเหล่านี้มิได้เป็นบานประตูเชื่อมต่อกับความจริง ทว่า เป็นเพียง “ตัวกรอง” ความจริงที่จะไหลเข้าสู่การรับรู้ของเราเท่านั้น มันเปิดรับเพียงแค่บางสิ่ง บางแสง บางเสียง บางความถี่ ฯลฯ ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์

อันไหนไม่เกี่ยวข้องมันก็กรองออก หรือตัดทิ้ง

เอ็ด ยง ถึงขั้นบอกว่า โลกคือหนังสือหลายพันหน้า แต่มนุษย์มีโอกาสอ่านแค่ 2-3 หน้ากระดาษในนั้นเท่านั้น

2

แล้วหน้าอื่นใครได้อ่านล่ะ?

สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นสัมผัสโลกนี้ด้วยวิธีการแตกต่างจากเรา

เช่น นกหลายชนิดเห็นแสงอัลตราไวโอเลต (UV) มันจึงเห็นเพื่อนนกของมันแตกต่างจากนกที่มนุษย์เห็น นกบางตัวอาจดูเรียบๆ ธรรมดาในสายตาเรา แต่ในดวงตานกอาจมีเส้นขนที่ส่องประกาย มีลวดลายที่น่าประทับใจ ขนบนตัวมันยังสื่อถึงสุขภาพว่าสมบูรณ์แข็งแรงไหม บ่งบอกถึงความพร้อมในการผสมพันธุ์ หรือสถานะบางอย่างที่เรามองไม่เห็น แต่นกเห็น รวมถึงสัญญาณนำทางบนท้องฟ้าที่เหมือนมีป้ายบอกทางล่องหนที่มนุษย์ไม่มีทางเห็นได้เลย

ผึ้งก็มองเห็นแสงอัลตราไวโอเลตเช่นกัน ฉะนั้น ดอกไม้สีเหลืองเกลี้ยงๆ ที่คนมองว่าสวยดีแล้วจบแค่นั้น แต่สำหรับผึ้งมันยังเห็นลวดลายบนกลีบดอก อาจเป็นวงกลมหรือเส้นที่ชี้ชวนไปสู่จุดที่มีน้ำหวาน จุดที่เกสรอยู่ตรงนั้น เหมือนลูกศรนำทางให้ผึ้งบินร่อนลงจอด นี่คือหน้ากระดาษในหนังสือที่มนุษย์ไม่มีโอกาสอ่าน

น้องหมาที่เรารักใคร่ก็เหมือนกัน มนุษย์จะมองโลกก่อนได้กลิ่น แต่สำหรับสุนัข กลิ่นคือโครงสร้างหลักของโลก เมื่อมันเดินไปที่ใดก็ตามมันจะรู้โดยละเอียดว่า ใครเคยอยู่ตรงนี้ เขาลุกไปนานหรือยัง เขาเดินไปทางไหน อารมณ์ของร่างกายเป็นอย่างไร เหตุการณ์ไหนเกิดก่อนหรือหลัง น้องหมารู้ทั้งหมดนั้นด้วย…จมูก!

ฉะนั้น เวลาที่หมากำลังก้มดมพื้นอย่างขะมักเขม้น อันที่จริงมันกำลัง “อ่าน” ข้อมูลมากมายเหมือนที่เราอ่านหนังสือเล่มหนา มันสามารถรู้ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ของพื้นที่ตรงนั้นผ่านจมูก แต่เวลาคนจูงหมาเดินแล้วมันก้มลงดมพื้น มนุษย์อย่างเราก็จะดึงสายจูงฝืนให้มันเดินต่อ ทั้งที่มันกำลังรับรู้โลกตรงหน้าอย่างตั้งใจ

ในยามค่ำคืนที่มนุษย์แทบมองไม่เห็นสิ่งใด ค้างคาวสามารถบินไปในความมืดราวกับมีตาทิพย์ มันใช้วิธีส่งเสียงความถี่สูงออกไป แล้วพอเสียงนั้นกระทบวัตถุแล้วสะท้อนกลับมา สมองของมันก็สามารถแปลระยะทาง รูปร่าง พื้นผิว และการเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ทำให้มันรู้ว่าตรงไหนเป็นกำแพง ต้นไม้ หรือแมลงที่มันอยากไล่ล่ามากิน มันใช้เสียงในการสร้างแผนที่การเดินทาง เหมือนใช้เสียงเป็นมือที่ยื่นออกไปคลำโลกในความมืด

ช้างก็ใช้วิธีส่งเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน มันใช้เสียงต่ำในระดับที่หูเราไม่รับรู้ แต่สามารถส่งอินฟราซาวด์นี้ไปได้ไกลหลายกิโลเมตร ผ่านอากาศและพื้นดิน ทำให้ช้างฝูงอื่นที่อยู่ไกลรับรู้ว่าตรงนี้อันตราย ตรงนี้มีแหล่งน้ำ นี่คือบทสนทนาที่มนุษย์ไม่สามารถมีส่วนร่วมได้แม้แต่น้อย

ในขณะที่ฉลามกลับมีผัสสะที่รับรู้ประกายไฟฟ้าอ่อนๆ จากร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อของปลาเคลื่อนไหว ทุกครั้งที่หัวใจเต้น จะเกิดสนามไฟฟ้าเล็กจิ๋วที่มนุษย์ไม่มีทางรู้สึก แต่ฉลามรับรู้ ฉะนั้น แม้เหยื่อบางตัวจะซ่อนอยู่ใต้พื้นทราย ไม่ขยับ ไม่ส่งเสียง ไม่ปรากฏ แต่บังเอิญว่าหัวใจของมันยังเต้นอยู่ แค่นั้นก็เพียงพอที่ฉลามจะโผเข้าใส่แล้วขย้ำเหยื่อโอชะได้จากความสามารถในการอ่านไฟฟ้าของสิ่งมีชีวิต

และนี่เป็นแค่ตัวอย่างของ “หน้ากระดาษแห่งความจริง” ที่มนุษย์อ่านไม่ออก

3

การที่มนุษย์รับรู้โลกเพียงแค่ในเวอร์ชั่นมนุษย์ แต่ดันกลายไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองโลกอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโลกให้กลายไปเป็น “โลกมนุษย์” ที่ตอบสนองต่อความสะดวกสบายของสายพันธุ์เราเท่านั้น ซึ่งหลายอย่างไปกระทบต่อวิถีชีวิตสัตว์อื่น

สำหรับมนุษย์ แสงยามค่ำคืนคือความปลอดภัย ความเจริญ ความงาม แต่สำหรับนกอพยพ แสงในเมืองอาจเป็นกับดักทำให้หลงทิศ สำหรับลูกเต่าทะเลที่เพิ่งฟักจากไข่ แสงไฟริมหาดอาจทำให้มันเดินผิดทาง แทนที่จะมุ่งสู่แสงจันทร์เหนือทะเล กลับเดินเข้าหาถนนและความตาย และแสงยามค่ำก็ดึงแมลงออกจากวงจรชีวิตของมันด้วยเช่นกัน

ยิ่งเทคโนโลยีเจริญมากขึ้น เสียงจากเครื่องยนต์เครื่องจักรก็ยิ่งดังระงม สำหรับมนุษย์มันคือความสะดวก กำลังการผลิต ความก้าวหน้า แต่สำหรับสัตว์ที่ใช้เสียงนำทาง หาอาหาร สื่อสารกัน เสียงเหล่านี้ไม่ต่างจากหมอกหนาที่ปิดบังโลกเอาไว้ วาฬอาจต้องตะโกนส่งเสียงหากันในทะเลกว้างที่มีเรือเสียงดังสัญจร ค้างคาวถูกรบกวนจนล่าเหยื่อได้น้อยลง นกบางชนิดต้องเปลี่ยนระดับเสียงร้องเพื่อให้คู่ของมันได้ยิน

สิ่งที่เป็นเรื่องปกติหรือเครื่องอำนวยความสะดวกของมนุษย์อาจเป็น “มลภาวะ” ทางประสาทสัมผัสของสัตว์ชนิดอื่น ทำให้พวกมันมองยากขึ้น ฟังยากขึ้น ดมยากขึ้น นำทางยากขึ้น ซึ่งก็คือใช้ชีวิตยากขึ้น

จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า ระหว่างที่มนุษย์สร้างโลกของตัวเองขึ้นมา พร้อมกับปรับเปลี่ยนโลกให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย เรากำลังละเลยและรุกรานวิถีชีวิตของสายพันธุ์อื่นหรือเปล่า

เราสามารถหาวิธีในการอยู่ร่วมกันในความจริงที่แตกต่างหลากหลายนี้ได้อย่างไรบ้าง

The Immense World

4

แนวคิดสำคัญในหนังสือ The Immense World ของเอ็ด ยง คือคำว่า Umwelt ภาษาเยอรมันจากแนวคิดของยาค็อบ ฟาน อ็อกซ์คึลล์ (Jakob von Uexkull) นักชีววิทยาที่เสนอว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกกายภาพเดียวกันแบบตรงไปตรงมา ทว่า ต่างอาศัยอยู่ใน “โลกแห่งการรับรู้” ของตัวเอง

Umwelt จึงไม่ใช่โลกภายนอกทั้งหมด แต่คือโลกเท่าที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งสามารถรับรู้และให้ความหมายได้

ฉะนั้น ในสถานที่เดียวกัน สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็มี Umwelt ของตัวเอง ซึ่งเราอาจมองได้ว่า เราอยู่ในโลกคนละใบ (แต่ก็ใบเดียวกัน) ก็ยังได้ เพราะโลกที่หมา นก แมลง เห็นนั้นเป็นคนละแบบกับเรา แต่ก็มีบางอย่างที่เรารับรู้คล้ายกัน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนวิวัฒนาการมาเพื่อมีชีวิตรอด จึงหลงเหลืออวัยวะและความสามารถที่สำคัญต่อการมีชีวิตรอดในแบบของตัวเอง ไม่ซ้ำกัน ไม่เหมือนกัน

ไม่มีชนิดไหน “เจ๋ง” กว่าชนิดไหน เราแค่ไม่เหมือนกัน

เหมือนที่เห็บไม่จำเป็นต้องมีอวัยวะรับรู้โลกอันซับซ้อนเหมือนมนุษย์ มันไม่ต้องชมงานศิลป์ ฟังดนตรี มีความทรงจำ สิ่งที่มันต้องการมีเพียงผัสสะที่รับรู้กลิ่นกรดบิวทิริกได้ เพราะสิ่งนี้ทำให้มันรู้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีผิวหนังกลิ่นนี้อยู่ที่ไหน มันจะได้โดดลงไปเกาะแล้วดูดเลือดได้

คำถามในการมีชีวิตอยู่ของมันอาจมีอยู่ว่า “สัตว์เลือดอุ่นผ่านมาแถวนี้หรือยัง”

สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดล้วนมีโลกที่พอดีต่อการมีอยู่ของมัน

และไม่มีอะไรการันตีว่า การรับรู้มากกว่าจะเท่ากับชีวิตที่ดีกว่า-อย่างมนุษย์ เป็นต้น

5

แล้วตกลง “ความจริง” คืออะไร

เล่ามาถึงตรงนี้ ผมคงตอบตัวเองว่า “ความจริงไม่มีจริง”

มันขึ้นอยู่กับว่าเป็นความจริงของใคร ในโลกนี้ย่อมไม่มีความจริงที่มีผู้ใดครอบครองไว้เพียงคนเดียว หากอยากได้ความจริงจริงๆ (จะจริงอะไรนักหนา) คงต้องนำเอา “ความจริง” ในเวอร์ชั่นต่างๆ ที่ทุกๆ สิ่งรับรู้มาประกอบเข้าด้วยกัน

กระนั้นผมก็ยังคิดว่านั่นก็ยังไม่ได้การันตีว่ามันคือ “ความจริง” หากเรานับว่าก่อนหน้านี้เคยมีสิ่งมีชีวิตที่มีการรับรู้แตกต่างไปจากทุกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ แต่สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือในอนาคตอาจมีสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการจนแปรเปลี่ยนผัสสะไปอาจรับรู้บางอย่างที่ตอนนี้ไม่มีใครได้สัมผัสก็เป็นได้

หรือกระทั่งว่าเรารวบรวมการรับรู้ทุกเวอร์ชั่นมาแล้ว ก็มิอาจแน่ใจได้ว่านั่นคือ “ทั้งหมด” จริงหรือ

ความรู้ทั้งหมดนี้ทำให้ผมตัวหดเล็กลง และได้รู้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือรู้ว่า-มีเรื่องที่เรายังไม่รู้เยอะกว่าเรื่องที่เรารู้มหาศาล และเราอาจไม่มีทางล่วงรู้ความจริงทั้งหมดของโลกและจักรวาลนี้ด้วยซ้ำ

แต่มันก็ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ในทุกสถานที่ที่ผมแหย่เท้าเข้าไป สถานที่ที่ผมคิดว่าไม่เห็นจะมีอะไร อันที่จริงมันมีสิ่งที่ผมไม่รู้ซ่อนอยู่เสมอ ในที่ที่ผมรู้สึกเงียบ แท้ที่จริงมีเสียงที่ผมไม่ได้ยิน บนท้องฟ้าว่างเปล่า ที่จริงมีสัญญาณมากมายที่นกมองเห็น ในห้องไร้ผู้คน ที่จริงมีประวัติศาสตร์ที่น้องหมารับรู้ได้ผ่านจมูก ฯลฯ

ผมจะตระหนักและสังเกต Umwelt เล็กๆ ที่เปรียบเสมือนโลกใบเล็กมากมายที่ซ้อนอยู่ในโลกใบเดียวกัน และรับรู้ว่ามนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เลิศเลอ มนุษย์ไม่ได้ชาญฉลาดที่สุด มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ถือสิทธิ์ในความจริง

และมนุษย์ไม่ใช่คำตอบเดียวของโลกใบนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’