จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ทรงผมยอดนิยมของเด็กไทยสมัยก่อน คือ ‘จุก’ หรือ ‘ผมจุก’ เมื่อโตขึ้นพ้นวัยเด็กย่างเข้าวัยหนุ่มสาวก็ถึงเวลาต้องโกนจุกตามประเพณี
คำว่า ‘โกนจุก’ และ ‘โสกันต์’ มีความหมายเดียวกัน แต่ใช้ต่างกัน เจ้านายระดับพระองค์เจ้าขึ้นไปถึงเจ้าฟ้าใช้ ‘โสกันต์’ ชนสามัญทั่วไปใช้ ‘โกนจุก’
‘แตรฝรั่ง’ มาเกี่ยวกับพิธีโกนจุกตรงไหน?
โกนจุกลูกชาวบ้านนั้นไม่เกี่ยวแน่ เพราะพิธีมีแค่สวดมนต์เลี้ยงพระ ตัดจุก รดน้ำ และทำขวัญเด็ก แต่พระราชพิธีโสกันต์มีอะไรมากกว่านั้น ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าไว้ใน “โคลงพระราชพิธีแห่โสกันต์” ว่า
วันแรกของพระราชพิธี ช่วงเย็นหลังจากเจ้านายที่จะเข้าพระราชพิธีโสกันต์แต่งองค์เรียบร้อยแล้ว ก็ประทับพระเสลี่ยงในกระบวนแห่ เด็กๆ ในกระบวน บ้างแต่งกายเป็นแขกชวา สวมเสื้อลายดอก นุ่งโสร่ง โพกผ้าขาบ ถือหอกคู่เป็นอาวุธ บ้างแต่งเป็นตำรวจสวมเสื้อขาว นุ่งผ้าเขียว มีผ้าคาดเอว ศีรษะโพกผ้าสีแดงทับทิมขลิบทอง ถือมัดหวาย ถัดไปเป็นกระบวนเครื่องประโคม มีแตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ และกลอง
“๏ เด็กเด็กแต่งเช่นเชื้อ ชาวชวา ชัดเฮย
สร่งนุ่งสนอบลาย ดอกพร้อย (สร่ง = โสร่ง)
โพกผ้าขาบแก่ปรา กฎเพศ แขกแฮ
หอกคู่ถือคล้อยคล้อย ประจำ ๚
๏ แต่งเหล่าตำรวจน้อย นุ่งสี ขยวเฮย
เสื้อเสวตรประคดพนน ผูกหม้นน
โพกผ้าทับทิมมี ขลิบมาศ
หวายมัดหวายเส้นข้นน คู่คยง ๚
๏ แตรฝร่งงสองคู่ท้งง แตรงอน
สงงข์เป่าเปนคู่รยง เรื่อยเต้า
บัณเฑาะคู่หนึ่งจร ประจำที่ (บัณเฑาะ, บัณเฑาะว์ = กลอง)
โหรทวิชเคล้าเข้า ตอกโปรย ๚”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
นอกจากนี้ “ลิลิตเฉลิมพระเกียรติ” ที่กรมหลวงพิชิตปรีชากรทรงพระนิพนธ์เป็นเรื่องแรกเมื่อพระชันษา 11 ปี ครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าคัคณางคยุคล ได้นำเรื่องพระราชพิธีโสกันต์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี พระพันปีหลวง เมื่อปีกุน พ.ศ.2418 มาเป็นเค้าแต่งลิลิตเฉลิมพระเกียรติเรื่องนี้” (ข้อมูลจากคำนำหนังสือ “คำกลอนสรรเสริญพระบารมี” ฉบับกรมศิลปากร พ.ศ.2516)
ทรงให้ภาพกระบวนแห่พระราชพิธีโสกันต์ ขบวนแรก นายทหารถือพลอง ขบวนที่สอง นายทหารถือขวาน สวมหมวกดำและเสื้อสีแดงฉาน มีเสียงแตรฝรั่งก้องกังวานไปทั่ว
“๏ ขบวรแรกที่หนึ่งนั้น นายทหาร พลองแฮ
โทถัดเทิดถือขวาน เงือดเงื้อ
แตรฝรั่งกังวาลขาน เซ็งแซ่
สวมหมวกสีดำเสื้อ แจ่มจ้าแดงฉัน ฯ”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
‘แตรฝรั่ง’ ยังปรากฏในตอนที่กล่าวถึงขบวนเด็กแต่งตัวเป็นชนชาติต่างภาษา เช่น ชาวจีน มลายู แขกเทศ และชาวไทย ระหว่างกลางแถวเด็กๆ มีกระบวนประโคม ประกอบด้วยกลองชนะ ปี่ แตรงอน แตรฝรั่ง และสังข์ประสานเสียงขานรับกันอย่างต่อเนื่อง ดังที่ทรงเล่าว่า
“๏ ถัดมาเหล่าเด็กล้วน แต่งตน ต่างเอย
เปนเพศจีนจรดล ดับต้อย
มลายูเยี่ยงแต่งสกนธ์ เหน็บกฤช กรายแฮ
แขกเทศไทยน้อยน้อย เนื่องริ้วรายเรียง ฯ
๏ หว่างกลางแถวเด็กนั้น กลองชนะ
เดิรต่อเปนระยะ เรียบร้อย
ไป่ปนไป่คลุกคละ เลอะเลื่อน กันแฮ
จ่าปี่เป่าจ้อยจ้อย จอดจ้อจับใจ ฯ
๏ แตรงอนแตรฝรั่งก้อง กังวาล
แตรต่อแตรประสาร แซ่ซ้อง
เสียงสังข์เป่ารับขาน เสียงต่อ กันนา
เสียงพิลึกกึกก้อง เกริ่นหล้าแหล่งไหว ฯ”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
นอกจาก ‘แตรฝรั่ง’ ในงานพระราชพิธี ยังมีในงานสมโภชอีกด้วย พระชำนิโวหารบันทึกไว้ใน “โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์” ว่าหลังจากสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกตมาประดิษฐานภายในพระอุโบสถ นิมนต์พระสงฆ์ประกอบศาสนพิธี งานฉลองพรั่งพร้อมด้วยดนตรี มหรสพนานาชาติ
“๏ แตรฝรั่งสังข์หวู่ซ้อง เสียงผสาน
พิณพาทย์ดนตรีมาน มี่ก้อง
ดุริยางค์คีตขับขาน กลอนกล่อม
เปียวปี่เป่าเพราะพร้อง แหบลิ้นลมหวาน ฯ
๏ มโหรสพทุกสิ่งเหล้น ฉลองพุทธ พิมพ์พ่อ (มโหรสพ = มหรสพ)
เล็งละครอนิรุท รุ่นร้อย
พิลาสพิไลสุด จักร่ำ รำนา
แต่งแง่งามอ่อนช้อย เฉิดชี้โฉมสวรรค์ ฯ
๏ หุ่นไทยประชันหุ่นงิ้ว จีนเขียน หน้านา
ญวนหกหัดโจนเจียน เหาะได้
หมุ่งครุ่มระเบงเวียน โพยแพ่น กลองแฮ
ลอดบ่วงหกคะเมนไม้ ลวดเลี้ยวหลีกกัน ฯ”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
น่าสังเกตว่า ‘แตรฝรั่ง’ เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงโขนโดยเฉพาะการพากย์โขน ดังจะเห็นได้จาก ‘พากย์กระบวนทศกัณฐ์ลงสวน’ ใน “ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์” พรรณนาถึงกระบวนแห่ทศกัณฐ์ลงสวนเพื่อไปเกี้ยวสาวมีเจ้าของแล้ว คือ ‘นางสีดา’ ที่ทศกัณฐ์ใช้กลอุบายสกปรกไปฉกตัวมาจากพระรามผู้เป็นสวามี
“๏ พรั่งพร้อมจัตุรงค์ชาญณรงค์ งามรถงามทรง
ดังอินทรออกโลกบาล
๏ แหนแห่แตรสังข์กังสดาล หึ่งหึ่งฆ้องขาน
เสียงกลองกระหึมครึ้มเสียง
๏ เป่าสังข์วู่วู่สำเนียง แตรฝรั่งประดังเสียง
เสียงแตรนแตร่นแตร้แตรงอน
๏ ประทีปเทียนทองส่องสลอน สว่างพื้นอัมพร
จรูญจรัสชัชวาล
ครั้นถึงสวนศรีอุทยาน สารถีชำนาญ
ประเทียบรถเข้าจดเกยชลา ฯ”
การที่ ‘แตรฝรั่ง’ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเลงดนตรีไทยอย่างกลมกลืน ทั้งยังคงลักษณะเฉพาะของตนไว้ได้นั้น มิใช่ความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของครูดนตรีไทยในอดีตที่เลือกรับ ปรับเปลี่ยน ผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมดนตรีของไทยเรา และนำมาใช้กับการเคลื่อนกระบวนคนจำนวนมากในโอกาสต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
