bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | อลหม่านเรื่อง “คลอง”

12.08.2020

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าคลองที่ไหลผ่านสะพานพิภพลีลา ไปตามแนวหลังกระทรวงกลาโหม ลอดใต้สะพานช้างโรงสี ผ่านหน้ากระทรวงมหาดไทย วัดราชบพิธฯ และไปออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ข้างโรงเรียนราชินี มีชื่อว่า “คลองหลอด”

แต่เมื่อไปเห็นป้ายที่ทางราชการติดชื่อบอกว่าคลองดังกล่าวชื่อ “คลองคูเมืองเดิม”

คราวนี้ข้อมูลเลยยุ่งเหมือนยุงตีกันสิครับ

และเพื่อให้เรื่องอลหม่านมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะเติมข้อมูลว่า คลองที่ว่านี้ ยังมีชื่อเรียกอีกสองอย่าง คือเรียกว่า “คลองโรงไหม” และ “คลองตลาด” ด้วย

อย่าเพิ่งโมโหโกรธาครับ ใจเย็นๆ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าอะไรให้ฟัง

เรื่องนี้ต้องย้อนหลังไปสักหน่อย ไม่ต้องไปถึงสมัยอยุธยาหรอกครับ เดี๋ยวจะกู่ไม่กลับ เอาเพียงแค่สมัยกรุงธนบุรีนี้เป็นพอ

ระยะเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี ระหว่างพุทธศักราช 2310 จนถึงพุทธศักราช 2325 ผังเมืองของกรุงธนบุรีนั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ตรงกลาง ฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังและวัดอรุณราชวราราม น่าจะมีความครึกครื้นคึกคักมากกว่าฝั่งตะวันออก กล่าวเฉพาะทางฝั่งตะวันออก มีคูเมืองที่เป็นคลองขุดขึ้นตามแนวที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เป็นอาณาเขตของเมือง

นี่เองเป็นสาเหตุให้คลองนี้มีป้ายชื่อบอกว่าเป็นคลองคูเมืองเดิมอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

หมายความว่าเป็นคูเมืองเดิมของกรุงธนบุรีครับ ไม่ใช่ของกรุงรัตนโกสินทร์

ครั้นพอถึงปี 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ทรงพระราชดำริว่าเมืองอกแตกคือเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เช่นกรุงธนบุรีนั้นยากแก่การป้องกันระวังรักษา ด้วยได้ทรงมีประสบการณ์มาแล้ว เมื่อเสด็จขึ้นไปรับทัพพม่าที่เมืองพิษณุโลกคราวศึกอะแซหวุ่นกี้ ผู้รักษาเมืองต้องพะวักพะวงเป็นอย่างยิ่ง ห่วงซ้าย-ขวา หน้า-หลังไปหมด

เมื่อทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น จึงกำหนดให้เมืองใหม่ที่ทรงสถาปนาขึ้นมีพื้นที่แต่เฉพาะทางฝั่งด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

แน่นอนว่าภายในพื้นที่ที่แวดล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองคูเมืองเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยธนบุรีนั้นไม่ใหญ่โตกว้างขวางเพียงพอที่จะรับความจำเป็นของการสร้างเมืองใหม่ จึงทรงพระกรุณาให้ขุดคลองคูเมืองโอบรอบขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เริ่มแยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงป้อมพระสุเมรุ ผ่านมาทางวัดบวรนิเวศวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดาราม วัดเทพธิดาราม

แล้วไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่งตรงใกล้กันกับวัดบพิตรพิมุขฯ

คลองที่ขุดใหม่นี้ เรียกรวมว่าคลองรอบกรุง แต่บางช่วงบางตอนและบางคนก็เรียกว่าคลองบางลำภูหรือคลองโอ่งอ่างด้วย

ยกตัวอย่างเช่นคำว่า คลองบางลำภู นิยมหมายถึงคลองที่ว่านี้ตั้งแต่ป้อมพระสุเมรุ ผ่านมาในย่านบางลำภู ผ่านวัดบวรนิเวศฯ พอไกลออกไปสักหน่อยคนก็เลิกเรียกว่าคลองบางลำภูแล้ว ส่วนมากนิยมเปลี่ยนไปเรียกว่าคลองรอบกรุงหรือคลองโอ่งอ่างแทน

ฉันใดก็ฉันนั้นครับ คลองคูเมืองเดิมที่มีชื่ออีกสองชื่อ คือคลองโรงไหม และคลองตลาด ก็เป็นเหตุผลทำนองเดียวกัน กล่าวคือ คลองมีความยาวมากพอสมควร เมื่อคลองผ่านเข้าไปในย่านใดที่มีสถานที่สำคัญหรือเป็นแหล่งประชุมชน คลองเดียวกันนั้นเองก็อาจมีชื่อเรียกใหม่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากชื่อที่เป็นชื่อราชการ สุดแต่ความนิยมคุ้นเคยของชาวบ้านร้านตลาด

คลองคูเมืองเดิมส่วนที่นิยมเรียกว่าคลองโรงไหม ได้แก่ คลองส่วนต้นที่เวลานี้ถูกเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าสร้างทับจนมองไม่เห็นร่องรอยชัดเจนเสียแล้ว บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกันกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหอศิลป์เจ้าฟ้า ที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงละครแห่งชาติ เมื่อครั้งต้นกรุงเคยเป็นที่ตั้งของโรงไหมของหลวง เพื่อทอผ้าไหมสำหรับใช้ในราชการ

ฝีปากชาวบ้านย่อมคุ้นเคยชื่อที่ตั้งขึ้นเองว่าคลองโรงไหม ยิ่งกว่าชื่อคลองคูเมืองเดิม ซึ่งแสนจะเป็นภาษาราชการ

ทุกวันนี้ในละแวกดังกล่าวยังมีตรอกโรงไหมเป็นพยานหลักฐานหลงเหลืออยู่เลยนะครับ ขอเชิญไปด้อมๆ มองๆ ดูได้

พอไปถึงปลายทางตรงที่จะออกแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้กันกับโรงเรียนราชินี คลองเดียวกันนี้ก็มีชื่อว่าคลองตลาดเสียอีก นั่นหมายความว่า ตลาดที่อยู่ตรงปากคลองแห่งนั้นเห็นจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อให้คุ้นปาก ชาวบ้านทั้งหลายจึงมีฉันทามติเรียกคลองตรงนั้นเสียว่าคลองตลาดให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

ฉันจะเรียกของฉันอย่างนี้ ใครจะทำไม

พอเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่าคลองคูเมืองเดิมกับคลองโรงไหมและคลองตลาดนั้นเป็นคลองเดียวกัน

แล้วความเข้าใจผิดที่บางคนนึกว่าคลองดังกล่าวชื่อ “คลองหลอด” โผล่มาจากที่ไหน

เรื่องคือว่ามันมีคลองหลอดอยู่จริงๆ ครับ คำว่า “คลองหลอด” นี้ โบราณท่านใช้เรียกชื่อคลองขนาดเล็กที่เป็นคลองลัดเชื่อมต่อระหว่างคลองขนาดใหญ่กว่าสองคลองเพื่อความสะดวกในการสัญจรไปมา

เป็นคลองขุดที่เป็นเส้นตรง ลักษณะเหมือนหลอดเชื่อมคลองที่อยู่ต้นทางปลายทางเข้าด้วยกัน

ลองจินตนาการดูครับ ว่าถ้าหากระหว่างคลองคูเมืองเดิมกับคลองรอบกรุง ไม่มีคลองหลอดเป็นคลองลัดเชื่อมคลองทั้งสองเข้าหากันแล้ว ถ้าใครจะพายเรือจากกระทรวงมหาดไทยไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยร้านประตูผี หรือไปกินอาหารมิชลินร้านเจ๊ไฝ ก็ต้องอุตสาหะพายเรือจากกระทรวงมหาดไทยออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตรงสะพานพระปิ่นเกล้า เลี้ยวขวาพายทวนน้ำขึ้นไปจนถึงป้อมพระสุเมรุ แล้วเลี้ยวขวาพายเรือเข้าคลองรอบกรุงจนถึงย่านประตูผี จึงขึ้นจากเรือไปกินก๋วยเตี๋ยวได้

ไม่ตายก็คางเหลืองครับ

เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีคลองเชื่อมระหว่างคลองคูเมืองเดิมกับคลองรอบกรุงเข้าหากัน เป็นคลองขนาดเล็กที่เรียกว่าคลองหลอดสองสาย

ทุกวันนี้มีชื่อปรากฏเรียกว่า คลองหลอดวัดราชนัดดาคลองหนึ่ง และคลองหลอดวัดราชบพิธคลองหนึ่ง

ที่เรียกอย่างนี้เพราะคลองหลอดทั้งสองคลองไหลผ่านบริเวณใกล้กันกับวัดทั้งสองวัดที่ออกนามมาแล้ว

แต่ผมก็เข้าใจเอาเองอีกว่า ชื่อทั้งสองนี้เพิ่งมาคิดเรียกกันในชั้นหลัง เพราะต้องไม่ลืมว่าเมื่อครั้งแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์นั้นยังไม่มีวัดราชนัดดาและวัดราชบพิธ ซึ่งมาสร้างขึ้นในรัชกาลที่สามและรัชกาลที่ห้าตามลำดับ

ถ้าขยันค้นเอกสารอีกสักหน่อย คงพอสืบค้นได้ว่าเมื่อครั้งแรกสร้างกรุงนั้นคลองหลอดทั้งสองนี้มีชื่อเฉพาะเจาะจงว่าอย่างไร การบ้านข้อนี้แบ่งไว้ให้คนอื่นเขาทำบ้างดีกว่าเนอะ

ตกลงเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วนะครับ คราวนี้ก็จะไม่มีเสียล่ะ ที่จะเรียก “คลองคูเมืองเดิม” ผิดพลาดว่า “คลองหลอด” อีกต่อไป

ถ้าใครเรียกผิดอีก จะหยิกให้เนื้อเขียวเชียว

ไม่เชื่อก็ลองดู



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’
พฤษภาเลือด คนอำนาจเจริญ บุรีรัมย์ พลีชีพ ภายใต้ พายุ ขัดแย้ง การเมือง
กระแสชาตินิยมสุดโต่ง! บทวิพากษ์ฝ่ายขวาจัดไทย
แบบไหน ถึงจะเป็น ‘AI ที่จริงใจ’
E-DUANG | ท่าทีที่ต่าง ต่อ รัฐธรรมนูญ ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย
“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน