bg-single

จตุพร ชี้มีนาเดือด ทุกสายมุ่ง ขับไล่ “ประยุทธ์”-รายงานพิเศษ

17.03.2021

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

จตุพร มองมีนาคมเดือด

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่การขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์

ชี้ทำสำเร็จหากมุ่งข้อเดียว

 

“ผมมองการเคลื่อนไหวของม็อบไม่ว่าดำเนินไปจนสุดทางตรงไหน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาใหม่และน่าจับตา คือหลังวันที่ 11 มีนาคมนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย กรณีอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และสมาชิกวุฒิสภา สมชาย แสวงการ ที่มีรากเดิมมาจากการเป็น ‘กลุ่ม 40 ส.ว.’ ได้ร่วมกันเสนอ ผมว่ากรณีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมืองไทย” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.มองการเมืองหลังเดือนมีนาคมจะยิ่งร้อนระอุ

จตุพรกล่าวว่า คนในสังคมวันนี้ต่างก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพังทลายลง จะในขั้นศาลรัฐธรรมนูญหรือจะมาพังในขั้นวุฒิสภาที่จะมีการนัดหมายโหวตวันที่ 17-18 ว่าถ้าเสียงไม่ได้ 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง เลยเชื่อว่า ยังไงรัฐธรรมนูญก็ต้องถูกคว่ำได้เสมอทั้ง 2 ทาง คือ หากเกิดจากภายในรัฐบาลเอง ในเกมนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับความกดดันสูงสุดจากประชาชน

เพราะว่าตอนที่ประชาธิปัตย์หาเสียงเลือกตั้งประกาศแล้วว่าไม่เข้าร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จกลับมีมติเข้าร่วมรัฐบาล โดยยื่นเงื่อนไขว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องยอมทำแถลงในที่ประชุมรัฐสภาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา การเล่นเกมยกแรกมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญยื้อเวลามาได้ระยะหนึ่งก็มีการยื่นร่างฝ่ายค้าน/รัฐบาล และ iLaw

ของฝ่ายค้านและรัฐบาลเปิดทางที่มาตรา 256 ไปๆ มาๆ ทำท่าจะโหวตในวาระที่ 1 พรรครัฐบาลก็มาเสนอตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาร่างว่าควรจะโหวตอย่างไร ก็ยื้อเวลาจนสมัยประชุมท้ายที่สุดแล้วก็รับร่างก็ใช้กระบวนการดึงเกมไปมาจนกระทั่งผ่านวาระที่ 2

และเป็นที่น่าสังเกตว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ให้รองหัวหน้าพรรคอย่างไพบูลย์ไปเสนอต่อสภาเพื่อขอส่งศาลรัฐธรรมนูญ

“นี่ถือว่าเป็นการเล่นแหกตาประชาชนต้มคนดู ผมมองว่าคนไทยจะเสียอะไรก็เสียได้ ยกเว้นการเสียรู้-ถูกหลอก เขาจะทนกันไม่ได้”

 

ประธาน นปช.มองด้วยว่า ถ้าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่สามารถแก้ไขโดยมี ส.ส.ร.ได้ อันมีบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 2550 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นแบบนี้ ที่เขียนคลุมเครือ แนะนำให้ไปแก้เป็นรายมาตราแล้วไปตายอีกรอบหนึ่งตอนโหวตรายมาตรา มาครั้งนี้ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เพิ่มประเด็นมาใหม่ว่า เสียงที่เกิดขึ้น ต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 และเราเองก็เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ขอรับฟังความคิดเห็นจาก 4 บุคคล ที่นำโดยคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งใน 4 คนนั้นเป็นคนที่มีลักษณะแบบเดียวกันหมด ทำให้ทุกคนเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขได้ มีโอกาสที่จะคว่ำกันตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ

หรือรอดมาได้ก็จะมีการคว่ำอีกครั้งโดยวุฒิสภาและพรรคพลังประชารัฐ

โฟกัสสำคัญจึงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในสถานการณ์ ร่อแร่เต็มที เพราะเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราชก็แทบจะกัดหูกันกับพรรคพลังประชารัฐ แข่งขันรุนแรงเหลือเกิน ดังนั้น หลังวันที่ 11 มีนาคม หากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ตามที่ประกาศไว้ ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เขาจะต้องรู้ตัวว่าในเมื่อเสียงในกรุงเทพฯ เขาไม่เหลือสักคน แถมในพื้นที่ภาคใต้ก็เสียไปหลายจังหวัด เพราะฉะนั้น เขาจะไม่เหลืออะไรแล้ว เดิมพันเขาสูงอย่างมาก

ถ้าเรื่องรัฐธรรมนูญเขายังถูกเบี้ยวอีก ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกประชาชนกดดันจนถอนตัว ยกเว้นจะด้านชนิดที่หนาแบบที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ผมคิดว่าประชาธิปัตย์จะอยู่ได้ลำบาก

ส่วนพรรคภูมิใจไทยเขากลายเป็นพรรคที่วางสำหรับอนาคตไว้อยู่แล้ว เรื่องรัฐธรรมนูญเขาก็แสดงเต็มที่ ผมเชื่อว่าในที่สุด 2 พรรคนี้ต้องทยอยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

แต่ประชาธิปัตย์จะต้องไปเป็นพรรคแรก โดยจะไปหลังวันที่ 11 หรือวันที่ 18 มีนาคม ก็ตาม ยังไงก็อยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่แบบนี้ประชาชนจะตั้งคำถามและขับไล่

 

มองต่อมาสถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีก็มีปัญหาภายใน หรือแม้แต่ระหว่างพลังประชารัฐกับภูมิใจไทยในการโหวตศึกไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมาก็มีเบื้องหลังมากมาย

เพราะฉะนั้น สนิมเกิดแต่เนื้อในตนทั้งสิ้น ส่วนปัจจัยภายนอกเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยรักษาสัญญาตั้งแต่เข้ามาปีแรกว่าอยู่ไม่นาน ประกาศสารพัดทำไม่ได้สักอย่าง จนกระทั่งเรื่องรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นการโกหกซ้ำซาก

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอ้างไม่เกี่ยวข้องอะไรก็แล้ว แต่ที่มาของวุฒิสมาชิกก็ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนตั้ง แม่น้ำหลายสายก็มาจาก คสช. ผมคิดว่าประชาชนก็เห็นเองว่ารัฐธรรมนูญที่มันแก้ไขไม่ได้ สุดท้ายจะเหลือทางเดียวคือ “ประยุทธ์ออกไป”

“ผมเชื่อว่าคนจะมายิ่งกว่าเขื่อนแตก เพราะว่าท้ายที่สุดคนสิ้นหวังมันไม่รู้ว่าอนาคตคืออะไร เพราะว่าเล่นละครกันไปมา อยู่ดีๆ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐก็ให้เลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 คน แต่รองหัวหน้าพรรคไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

การเมืองที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเดือนมีนาคมจะเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง ผมก็ว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง ผมเองมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนจำนวนมาก ประวัติศาสตร์การต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเสื้อสีอะไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นต่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราต่อสู้กันมาไม่มีอะไรเปลี่ยน ยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกันเราจะเห็นว่าภัยของชาติอย่างแท้จริงคือการแบ่งแยกประชาชนและปกครอง แล้วการปกครองนั้นไร้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล ไร้ซึ่งสัจวาจาที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชน

“ผมเชื่อว่าเราจะเดินไปถึงจุดที่ทุกคนวางเรื่องตัวเองและก็ร่วมกันขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์”

“ผมคิดว่าทิศทางจากนี้จะเดินไปแบบนี้ เพราะสิ่งเดียวที่เป็นปัญหาคือตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่เมื่อไหร่ รัฐธรรมนูญก็แก้ไขได้เมื่อนั้น”

“หรือแม้แต่เรื่องราวอื่นก็ตามคุณต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ‘สถาบัน’ ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ผมว่ามันจะมาบรรจบในลักษณะอย่างนี้ คือเราอาจจะมองเส้นทางเดินของหนุ่ม-สาวเขาเดินเส้นทางไหนก็ไปให้สุดทางแต่หลังวันที่ 11 มีนาคม ผมคิดว่าจะมีเส้นทางใหม่ เป็นเส้นทางที่ใหญ่ ถนนทุกสายไหลมาบรรจบกันว่าบัดนี้ได้เวลาที่จะต้องจัดการกันแล้ว ไม่เช่นนั้นชาติบ้านเมืองต้องปี้ป่นกว่านี้”

ประเทศไทยจะตั้งต้นกันได้ไม่ใช่พอโควิด-19 หมดแล้วเศรษฐกิจจะดีเหมือนเดิม ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

แต่ถ้ามีผู้นำที่ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่น ให้ความร่วมมือ มีสัจวาจา ปฏิบัติด้วยความเชื่อระหว่างกัน เราอาจจะพลิกฟื้นได้เร็วกว่านั้น

ไม่อย่างนั้นถ้ามันไปไม่ได้ ฟางเส้นสุดท้ายคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ถ้าถูกหักหลังผมเชื่อว่าคนจะหมดความอดทน

 

อดีตประธาน นปช.บอกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องมองว่ามันเป็นผลมาจากข้อเดียว ผมเชื่อว่าแม่น้ำทุกสายจะสามัคคีประชาชน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนและรวดเร็ว เพราะถ้ามันคลิก จะใช้เวลาไม่นาน ที่ผ่านมาการชุมนุมยืดเยื้อเพราะอาจจะยังไม่คลิก

แต่ผมเชื่อว่าประเด็นนี้มันใช่กับ 7 ปีที่หาอนาคตไม่เจอ เข้าสู่ปีที่ 8 ก็ไม่รู้จะมีความหวังอะไรอีกหรือเปล่า เพราะความสำเร็จในอดีตก็หาไม่พบ มองอนาคตก็หาความเจริญไม่ได้ มีแต่ความหนักขึ้น สาละวันเตี้ยลงตามลำดับ

ส่วนตัวมองว่า ถ้าการชุมนุมมุ่งตัว พล.อ.ประยุทธ์อย่างเดียว คิดว่าจะสำเร็จไปตั้งแต่ปีที่แล้ว การมีข้อที่ 3 ยิ่งเป็นการลากให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ ผมขอวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาเพราะมันเป็นสิ่งที่คู่กัน ยิ่งพุ่งเป้าข้อที่ 3 เท่ากับสร้างความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ มาถึงจุดนี้ต้องพูดแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเอาข้อเดียว พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งความจริงและตัว พล.อ.ประยุทธ์คือปัญหาข้อที่ 1, 2 และ 3 ถ้าพุ่งเป้าถึง พล.อ.ประยุทธ์ ผมเชื่อว่าหลายอย่างจะได้รับการแก้ไข

ส่วนข้อที่ 3 หากพุ่งไปจะยิ่งไปสร้างความแข็งแรงให้กับ พล.อ.ประยุทธ์

ในทางยุทธวิธีและทางยุทธศาสตร์และต้องประเมินสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรให้กับประชาชนได้ แต่ทำไมยังอยู่ในตำแหน่งได้ ผมเชื่อว่าถ้าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์แล้วทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข แต่ตราบใดที่ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ การสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนยากจนก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

“ปัญหาของชาติทั้งหมดจึงอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์”

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทรัมป์กับเกาหลีเหนือ กังขาของมิตรประเทศในเอเชีย
บิ๊กค่ายรถญี่ปุ่นขอไม่ทน เปิดหน้าชนรัฐจี้รื้อโครงสร้างภาษี สร้างความเท่าเทียมแข่งขัน ‘อีวีจีน’
เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!