บิ๊กค่ายรถญี่ปุ่นขอไม่ทน เปิดหน้าชนรัฐจี้รื้อโครงสร้างภาษี สร้างความเท่าเทียมแข่งขัน ‘อีวีจีน’
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
สร้างแรงกระเพื่อมไม่เฉพาะแค่แวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ไปไกลในระดับอาเซียน-เอเชีย
หลังจากรัฐมนตรีอินโดนีเซียออกตัวแรง ท้าชนประเทศไทย เชื้อเชิญ “โตโยต้า” ให้ย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซีย แถมแต้มต่อ “พร้อมตอบรับทุกข้อเสนอ”
ความร้อนแรงยังไม่ทันทะลุปรอท
“ศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ใช้พื้นที่ส่วนตัวโพสต์เพื่อ “ส่งสาร” ถึงสาธารณชน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญอย่างทันควัน ชัดเจน ตรงไปตรงมา
เปิดมิติใหม่ ให้กับแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ผู้บริหารระดับสูงจากค่ายโตโยต้าออกมาสื่อสาร และยังถือเป็นครั้งแรกๆ ที่ได้เห็นผู้บริหารค่ายรถญี่ปุ่นออกมาสะท้อนในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ออกสู่สาธารณชน
แบบ “ถึงพริก ถึงขิง”
ที่ผ่านมานั้นมีธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทญี่ปุ่น ในการเสนอความคิดเห็น, ข้อเรียกร้องต่างๆ ไปยังภาครัฐนั้น มีแบบแผนและขั้นตอนอยู่หลายๆ ชั้น
สิ่งที่โตโยต้าสะท้อนตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามส่งสารและสะท้อนภาพออกมาเป็นระยะๆ ถึงการคุ้มครองฐานการผลิตในประเทศและซัพพลายเชนไทย และเรียกร้องให้รัฐพิจารณามาตรการภาษีที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ และให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ชิ้นส่วน-วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
ด้วยการนำเสนอ “ข้อคาดหวังต่อรัฐบาลไทย” เพื่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพราะเป็นที่ทราบกันว่า อุตสาหกรรมยานยนต์สร้างมูลค่ามากกว่า 10% ของ GDP และการจ้างงานมากกว่า 900,000 คน นั่นหมายถึงมูลค่าเชิงเศรษฐกิจมหาศาลที่จะกระทบต่อรายได้ประเทศ สารจากผู้คนจำนวนมากนั้นอาจจะไปถึงแต่ยังไม่ดังพอ
ครั้งนี้ ผู้บริหารโตโยต้าเลยขอพูดในฐานะ “คนไทย” ที่รักและเป็นห่วงประเทศไทย
มีความพยายามจะส่งสารเรื่อยๆ และในวันที่เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี จึงเตือนดังๆ ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง
“ศุภกร” ยอมรับด้วยความรู้สึกว่า “เราคือคนไทย” และเห็นสิ่งที่บิดเบี้ยวอยู่ “ด้วยความเป็นห่วง” หลักใหญ่ใจความคือการ “สร้างความเท่าเทียม”
โดยเชื่อว่า “ไม่มีเทคโนโลยีเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ”
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ ดังนั้น จึงควรหามาตรการปกป้องทางภาษี การรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และอุดช่องโหว่
ด้วยการปรับขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าให้ “เท่าเทียม” ซึ่งแม้ว่าโตโยต้าจะได้รับผลกระทบเต็มๆ แต่พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทำตรงนี้ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ รถยนต์ที่โตโยต้านำเข้ามาขาย ทั้งอัลพาร์ด เลกซัสก็โดนเต็ม
“ศุภกร” ย้ำว่า หากมองภาพใหญ่และภาพเล็ก “โตโยต้า” ต้องมองภาพใหญ่ก่อน ส่วนจะมีการหารือรายละเอียด-วิธีการว่าแก้ปัญหากันอย่างไร และถึงตอนนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่รับฟัง และพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหา
เพื่อพิจารณารื้อโครงสร้างภาษีที่ไม่แฟร์จริงๆ
“ในมุมของผม ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชัดเจน โปร่งใส และปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว”
เพราะเมื่อลงไปดูถึงรายะเอียดว่า ทำไมรถยนต์นำเข้าจากจีนสามารถทำราคาได้ถูกกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
“ศุภกร” ขยายภาพให้ชัดเจน ปัจจัยหลักๆ มาจาก
1. ความได้เปรียบด้านการผลิต หรือ Economy of scale ที่จีนมีมากกว่า รถยนต์ราคาถูกส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามาจากจีน ตลาดรถยนต์จีนมีความต้องการราวๆ 20 ล้านคัน
แม้ว่าตลาดจะลดลง 7% เหลือ 18-19 ล้านคันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมียอดขาย 600,000 คัน หมายความว่า ประเทศไทยขายรถยนต์ทั้งปี “เท่ากับ” จีนขายเพียงแค่ 2 สัปดาห์ “สเกล” คนละเรื่อง
2. รถนำเข้าจากจีนไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้า ขณะที่โตโยต้าหรือค่ายรถอื่นที่ผลิตในประเทศไทยยังต้อง “เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย” ทุกอย่างและทุกขั้นตอน
3. มาตรการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้ อย่างอีวี 3.5 สนับสนุนคันละ 50,000 บาท แต่หากนำเข้ามาจากจีนเสียภาษีนำเข้า 8% หากรถยนต์ราคา 700,000 บาท “เท่ากับได้รับการสนับสนุนไปหมดแล้ว”
บนพื้นฐานราคาที่ลูกค้าจ่ายถูกกว่านั้น มีคน “จ่ายแทน” และไม่ใช่ “ราคาที่แท้จริง” ที่ไปสู่ผู้บริโภค
โตโยต้าเข้าใจได้ว่า เป็นใครก็อยากซื้อของถูก เทคโนโลยีใหม่ “ผู้บริโภคไม่ผิด แต่ความผิดเพี้ยนคือโครงสร้างเหล่านี้”
อยากให้รัฐเข้ามาดูแล การให้การสนับสนุนเงินภาษีที่หายไปนั้น จากก่อนหน้านี้ประเทศไทยขายรถยนต์ในระดับ 600,000 คัน ภาษีถูกจัดเก็บได้อย่าง “เต็มเม็ดเต็มหน่วย” อยู่ในประเทศไทย ถูกนำไปใช้ สร้างถนน ทำสะพาน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล
แต่วันนี้ “ภาษีหายไป” หลังจากเกิดโครงสร้างแบบนี้
“ศุภกร” เชื่อว่า หากปล่อยสถานการณ์ให้เป็นแบบนี้ต่อไป ท้ายที่สุด ประเทศไทยจะต้องมีการปรับโครงสร้างภาษี อาจจะเป็นการจัดเก็บภาษีอีวีเพิ่ม ค่าธรรมเนียมใช้ถนน ฯลฯ ให้รัฐบาลมีเงินเข้ามาชดเชยตรงนี้
แน่นอนว่า สุดท้ายไม่เป็นผลดีกับใครสักคน
หากประเทศไทย เลือกปรับโครงสร้าง ทำให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ “อนาคต” ก็จะไม่มีใครเดือดร้อน
การขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ “เราอยากได้เยอะที่สุด เพราะยิ่งเยอะ ยิ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ” โตโยต้าเชื่อว่า เก็บภาษีเยอะที่สุด ย่อมดีที่สุด และกลุ่มรถยนต์นำเข้าควรต้องดำเนินการทันที
ถ้าวันนี้เราเสียอะไรไปสักอย่างเพื่อจะได้อุตสาหกรรม EV การจ่ายเงินสนับสนุน การลดภาษีในวันนี้เหมือนเป็น “การลงทุนนำเข้ารถมาก่อน” เพื่อให้ตลาดเกิด ผู้ลงทุนมั่นใจเข้ามาลงทุน เพื่อใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ใช้อีโคซิสเตมภายในประเทศเต็มที่ แบบนี้ถือเป็นการลงทุนของภาครัฐที่ยอมเสียภาษีจ่ายเงินสนับสนุน
แต่ถ้าปล่อยให้ “นำเข้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ไม่ถือเป็นการลงทุน แต่เป็นการบิดเบือนโครงสร้างตลาด เท่ากับประเทศไทยลงทุนไปโดยไม่รู้ว่าจะคืนทุนเมื่อไร และไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับมา กลายเป็นการส่งเสริมการใช้รถ EV โดยไม่มีอนาคต
ส่วนประเด็นโตโยต้าย้ายฐานการผลิตจากไทยหรือไม่นั้น หากพิจารณาโครงสร้างในปัจจุบัน โตโยต้ามีการกระจายความเสี่ยงด้วยการตั้งโรงงานไปยังประเทศต่างๆ
แต่ความเสี่ยงจากนี้ หากภาครัฐยังตอบสนองช้าบ้าง ยังรับฟังบ้าง ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรเพิ่มเติม โครงสร้างปัจจุบัน โตโยต้าไทยแลนด์ยังสามารถบริหารจัดการได้บนสถานการณ์ปัจจุบัน พูดได้ว่า
“โตโยต้ายังไม่ย้ายจากประเทศไทย แต่ถ้าในอนาคตรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ก็อาจต้องมาคิดกันใหม่”
สุดท้าย ศุภกรย้ำว่า สำหรับโตโยต้า มีความต้องการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบบใดก็ตาม อันดับแรก ถ้าคุ้มในการลงทุน โตโยต้าก็จะพิจารณาการทำ CKD เพื่อผลิตในประเทศก่อน
ภาครัฐพยายามที่จะเข้าใจ “บริบท” ของประเทศอยู่
ดังนั้น การออกมาขยับของผู้บริหารไม่เฉพาะแต่โตโยต้า แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย
เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาล ในฐานะ “โพลิซี เมกเกอร์” ว่านโยบายของไทยจะเลือกบาลานซ์การแข่งขันระหว่างค่ายรถอย่างไร
และโจทย์ที่ใหญ่กว่า ทำอย่างไรเพื่อผลักดันและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ยกระดับไปอีกขั้น ภายใต้สภาพแวดล้อมความแข็งแกร่งของอีโคซิสเตมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย
