บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
ถือเป็นคำมั่นสัญญาจากปาก พล.ต.อ.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ในการคัดเลือกแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร. และจเรตำรวจแห่งชาติ(จตช.) ลงมาถึง ผบก. วาระประจำปี 2569 เรียก “ระดับนายพล” ที่ว่าง 156 ตำแหน่ง ว่า
“ทุกอย่างเป็นไปตามที่หน่วยพิจารณาตามความเหมาะสม และนำเรื่องขึ้นมายังตร. เมื่อรายชื่อส่งขึ้นมาแล้วก็จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีเกณฑ์ และจะนำไปสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการตามมาตรา 81 (1) (ก) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ…”
ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และทุกคนได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่ ผบ.ตร.ตอบสั้นๆ ว่า “ถูกต้อง”
จึงเป็นใบเสร็จความรับผิดชอบ ที่สังคมจะจับตาดูผลลัพธ์ของการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะเกิดขึ้นว่า บัญชีนายพลตำรวจที่คลอดออกมาจะเป็นไปตามระบบคุณธรรมจริงตามที่ลั่นวาจาไว้หรือไม่ ก่อนอำลาเครื่องแบบสีกากีวันที่ 30 กันยายนนี้
ขณะนี้รอขั้นตอนผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(ผบช.สกพ.)ทำหนังสือแจ้งเวียน ว่า ผบ.ตร.ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้ง หรือ “บอร์ดกลั่นกรอง” จะกำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง จตช. ลงมาถึง ผบก.วันไหน
ล่าสุดมีข่าวว่าประชุม”บอร์ดกลั่นกรอง”ที่ผบ.ต่าย เป็นประธาน เป็นวันที่ 23 สิงหาคม
หลังจากจบ “พิธีกรรม” นี้แล้ว ตร.ต้องส่งบัญชีรายชื่อแจ้งให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทราบล่วงหน้า 3 วัน ก่อนการประชุม
โดย ก.ตร.สามารถตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องก่อนให้ความเห็นชอบในที่ประชุมก.ตร. คาดว่าจะนัดหมายในวันที่ 26,27หรือ 28 สิงหาคม ไม่วันใดวันหนึ่ง ขึ้นอยู่กับภารกิจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยไม่เกินกรอบสิ้นเดือนสิงหาคมตามกฎหมายกำหนด แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
สำหรับเก้าอี้ผบช.ที่แว่วมาล่าสุด ผู้อยู่ที่เดิม มี ผบช.น. ยังเป็น พล.ต.ท.สยาม บุญสม นรต.รุ่น46 ,พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย นรต.รุ่น 47 ผบช.ก. , พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ นรต.รุ่น 48 ผบช.ตชด. , พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ รุ่น 45 ผบช.ส.นรต., พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี นรต.รุ่นที่42 ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ท.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช นรต.รุ่น 43 ผบช.รร.นรต.
ส่วนเก้าอี้ทำเลทอง พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ นรต.รุ่น46 ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. มีแบ๊กอัพไม่ธรรมดา อีกทั้งเป็นมือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 16 ขยับเป็นผบช.สตม., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท.นรต.46 มือทำงานดี กำลังภายในดี ครูใหญ่ประสาทสายฟ้าส่งประกวด ผบช.ไซเบอร์ ,พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ นั่งผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 ขุนพลข้างกาย “ผบ.ต่าย” ผงาดผบช.ภ.2 , พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร. (สบ 8) นรต.รุ่น45 โยกเป็น ผบช.ภ.7
ผบช.ภ.4 ชื่อ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 มาแรงไม่แผ่ว ,พล.ต.ท.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบช.กมค.นรต.รุ่น 44 คาดสไลด์ ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 อัพนั่ง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนขึ้น ผบช.ภ.5, พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ภ.8, พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. ขึ้น ผบช.ทท.
พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 คาดนั่ง ผบช.สกบ. ,พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ลุ้น ผบช.สทส., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 ขึ้น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ภ.3 คุมอีสานใต้ ,พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รอง ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 เลื่อนเป็น ผบช.สยศ.ตร. ,พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รองผบช.สกพ. เลื่อนเป็นผบช.สกพ. และพล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.
สิ่งเตือนใจสำหรับการแต่งตั้งรอบนี้โดยดูบทเรียนการแต่งตั้งนายพลปี 2568 คือมีการร้องเรียนคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ(ก.พ.ค.ตร.)
ในที่สุดมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้คืนความเป็นธรรม ให้ 2 รองผู้บัญชาการ คือ พล.ต.ต. พิทักษ์ อุทัยธรรม และ พล.ต.ต. วิวัฒน์ คำชำนาญ
แสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งรอบก่อนได้พิจารณาบกพร่องหรือไม่ จนต่อมาตร.ได้เยียวยาคืนตำแหน่งทำให้ลำดับอาวุโสทั้งสองนายพลขยับขึ้นมาจนมีสิทธินั่งผบช.ในรอบนี้
ท้าทายของ “บอร์ดกลั่นกรอง” ปีนี้ คือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และกฎก.ตร. กำหนดกรอบการแต่งตั้งและอาวุโสไว้อย่างชัดเจน ถือเป็น “ประกาศิตกฎหมาย”
เพราะฉะนั้น การประชุมบอร์ดกลั่นกรองในวันที่ 24 สิงหาคมต้องเผชิญกับแรงกดดันสูง ประธานที่ประชุมน่าจะเหนื่อย
และถ้าปล่อยให้เกิดความเสี่ยงจากระบบตั๋ว จนผู้มีคุณสมบัติไม่ครบแต่มี “ตั๋ว” เป็นพลังขับเคลื่อนพิเศษ แซงเข้ามหัวผู้ทำงานที่มี “สเป๊ก” ครบถ้วน
กลุ่มตำรวจที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อาจร้องเรียนก.พ.ค.ตร. ได้
เพราะตระหนักดีว่ามีอำนาจพลิกโผและเยียวยาได้จริงในที่สุด เหมือนกรณี2นายพล
ดังนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติครบแต่พลาดโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง โดยเกิดจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม อาจพร้อมใช้ช่องทางนี้ยื่นร้องทุกข์กันจำนวนมาก
จนอาจกลายเป็นเวทีเยียวยาการแต่งตั้งในที่สุด
