bg-single

สังคมไทย ‘สมัยเควียบ’ ในเรื่องอ่านเล่นของ ‘ศรีอสุนี’/บทความพิเศษ

17.06.2021

บทความพิเศษ

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ

 

สังคมไทย ‘สมัยเควียบ’

ในเรื่องอ่านเล่นของ ‘ศรีอสุนี’

 

‘ศรีอสุนี’ เป็นนามปากกาซึ่งนักอ่านปัจจุบันอาจมิค่อยมักคุ้น คงไม่ได้รับการเอ่ยถึงเทียบเท่ากุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้ใช้นามปากกา ‘ศรีบูรพา’ ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนคือนักประพันธ์ร่วมยุคสมัยกัน เริ่มสร้างสรรค์ผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ช่วงปลายทศวรรษ 2460 และต้นทศวรรษ 2470 เฉกเช่นเดียวกัน

วรรณกรรมของ ‘ศรีอสุนี’ ยังไม่ปรากฏการนำมาจัดพิมพ์ใหม่ ดูดั่งเป็นสิ่งหาอ่านได้ยาก และตัวนักเขียนก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาปลิดปลิว

ผมเองปรารถนาจะแนะนำให้คุณผู้อ่านทดลองทำความรู้จักเรื่องอ่านเล่นของ ‘ศรีอสุนี’ โดยเฉพาะชิ้นงานที่ตั้งชื่อสะดุดตาสะดุดใจว่า “สมัยเควียบ” ตีพิมพ์เผยแพร่ใน สมานมิตรบรรเทอง ปีที่ 1 เล่ม 13 วันที่ 15 มกราคม พระพุทธศักราช 2469 (ถ้านับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับ 15 มกราคม พ.ศ.2470) หน้า 99-103 เห็นชื่อนิตยสารที่ลงตีพิมพ์

ชวนให้ระลึกถึงงาน “สมานมิตรบรรเทอง” ที่เคยจัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อหลายปีก่อน

“สมัยเควียบ” น่าสนใจมากตรงที่ดำเนินเรื่องแบบใช้บทสนทนาของตัวละคร อันเป็นการพูดคำไทยปนคำฝรั่งไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ กระทั่งสรรพนามแทนตนเองก็ “ไอ” กับ “ยู” ดังบทเปิดฉากแรกว่า

“เป็นเพราะยู, ไม่ยังงั้นลูกไอจะท้องโตขึ้นได้ยังไง?” ยายแฉ่งต่อว่าทิดพลุ้ยผู้เป็นสามี ในเมื่อบุตร์ของตนได้เกิดมีท้องขึ้นแล้วสามเดือนแต่หาพ่อไม่ได้

ครั้นผู้อ่านทราบแล้วว่าลูกสาวของทิดพลุ้ยและยายแฉ่งตั้งครรภ์และหาไม่คนรับผิดชอบเป็นพ่อเด็ก ผู้ประพันธ์ก็เปิดเผยความเป็นมาของการเกิดกรณีนี้ผ่านบทสนทนาต่างๆ

“จะมาโทษไอยังไงได้, ก็ยูอยากเสือกชวนไอไปบางกอกทำไมเล่า?” ทิดพลุ้ยซึ่งไม่เคยมีเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับยายแฉ่งเลย นอกจากคราวนี้เป็นครั้งแรก ที่พี่แกไม่ยอมจำนนยายแฉ่ง

“โน! โน!! ยูอย่าพูด ไอไม่อยากฟัง” ยายแฉ่งขึ้นเสียงแหว “ยูนั่นแหละตัวสำคัญเทียวรู้ไหม? ลูกอายุ ๑๖ปีเท่านั้นล่ะ บ๊ะ! กลัวลูกจะไม่ทันสมัยบ้างล่ะ จะหูป่าตาเถื่อนบ้างล่ะ ฯลฯ อุตส่าห์ชวนไอไปบางกอก ชิ, ชิ, พอเห็นสาวๆ เมืองเอาไว้ผมอ๊อบ, ผมซิงเติ้ล, ผมอีวีเติ้ล อ๊อบ, เข้าล่ะบ๊ะ! รำพึงไม่ได้หยุดซีน่า, พอกลับมาถึงบ้านยูก็ให้ไอตัดผมซิงเติ้ลให้ลูกเทียวล่ะ ก็เรื่องมันเป็นยังงี้นี่ยูจะมาโทษไอยังไงได้”

“โน! โน!! ไอไม่อยากฟัง” ทิดพลุ้ยกล่าวพร้อมกับโบกมือพลางขึ้นเสียงต่อไปว่า “จะมาโทษไอคนเดียวมันไม่ถูกหรอกนายู ผ่าวะ! ก็อ้ายภาษาอังกิดอังแกดใครเป็นคนเริ่มริ, ฮึ? ยูไม่ใช่เหละ ชะๆ อยากจะให้ลูกสาวเป็นภาษาอังกิด ไปถึงเมืองหลวงละเตือนตะหงิดๆ เทียวจะให้ซื้อตำนานหัดเจรจาพาษาอังกิดมาฝากลูก แล้วมันท้องโตขึ้นยังงี้ยูจะมาโทษไอคนเดียวน่ะมันไม่ได้หรอกยู และอีกอย่างหนึ่งรองเท้าส้นสูงยูก็ซื้อให้มัน ตำราหัดเล่นแบ่ดมินตั่นยูก็เป็นคนซื้อ ไอเห็นแต่วาวันหนึ่งๆ เอากาบมะพร้าวนั่งทำลูกแบ่ดมินตั่นกันไปเหอะ กาบหมากหลังบ้านละล่วงแทบไม่ทันซีน่า โดนแม่ลูกหัวสมัยเอามาตัดทำไม้ตีแบ่ดมินตั่นเสียหมดเทียว”

จะประจักษ์ได้ว่า ‘ศรีอสุนี’ หยิบยกกิจกรรมนานาที่แสดงถึงความทันสมัยแบบชาวตะวันตกยุคทศวรรษ 2460 มาเสียดเย้ย ทั้งการทำทรงผมบ๊อบ ทรงผมซิงเกิล การใช้ภาษาอังกฤษ และการเล่นแบดมินตัน (แต่ให้ตัวละครชาวบ้านเรียกผิดเพราะพูดไม่ถนัด กลายเป็นอ๊อบ, ซิงเติ้ล, ภาษาอังกิดอังแกด และแบ่ดมินตั่น)

พร้อมบ่งชี้ความแตกต่างระหว่างวิถีสังคมกรุงเทพฯ ที่รับอิทธิพลฝรั่งกับวิถีดั้งเดิมของสังคมชนบท

สอดคล้องตามค่านิยมของคนไทยยุคนั้นที่พยายามมองว่าความทันสมัยกำลังทำลายคุณธรรมจริยธรรมให้เสื่อมทราม และก่อเกิดปัญหาสารพัน เช่น การที่ผู้หญิงหันมาเล่นแบดมินตัน ก็มีคำกล่าวล้อเลียนทำนอง “ได้ผัวเพราะเล่นแบดมินตัน”

ทั้งสองตัวละครคงทุ่มเถียงกันมิหยุดหย่อน

“เย็ซ-เย็ซ, ไอมันเป็นคนหัวสมัย” ยายแฉ่งลอยหน้าตอบทิดพลุ้ยด้วยความแค้น “อ้ายยูนั่นแหละยิ่งร้ายกว่าไอตั้งล้านส่วน–”

“หยุด! นายู, ไอสั่งแล้วไม่ใช่รึว่า รักจะอยู่กินด้วยกันละก็อย่าพูดว่าล้าน วัทโธ่! ยู, ไอฉิวตะหงิดๆ แล้วล่ะรู้ไหม?

ตรงจุดนี้ ใบ้ว่าตัวละครทิดพลุ้ยน่าจะหัวล้าน

 

อีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งช่วงปลายทศวรรษ 2460 คือ การเล่นสเก๊ต (ซึ่งเกือบร้อยปีต่อมาใน พ.ศ.2564 เมืองไทยก็กลับมามีกระแสการเล่นสเก๊ตบอร์ด (Skateboard)) แต่ในอดีตเป็นการเล่นโรลเลอร์สเก๊ต (Roller skate)

ย้อนไปช่วงปี พ.ศ.2469-2470 ณ ย่านบางลำพู ถึงกับมี ‘ลานสะเก๊ต’ แห่งแรกๆ สำหรับการออกกำลังกาย หรือ ‘แอ็กเซอร์ไซ’ เพื่อบำรุงสุขภาพ พบประกาศโฆษณาดาษดื่นบนหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ศรีกรุง เป็นต้น

จึงไม่แปลกที่ใน “สมัยเควียบ” จะพาดพิงไว้ด้วย แต่เรียกเพี้ยนเป็น ‘ตาเกิ๊ด’

“ฉิวก็ฉิวไปลาซี!” ยายแฉ่งกระแทกหางเสียง “ก็รึไอพูดไม่จริงเล่า, หนอย-ไปเที่ยวโฮเต็ลรมณีมาหน่อยเดียวล่ะ เสือกไปซื้อตาเกิ๊ดอ้ายเกือกชะนิดลูกล้อมาให้ลูก”

“อุวะ! ก็ไอซื้อแล้วมันฉิบหายเงินกระเป๋ายูเมื่อไหร่เล่า?”

“ถูกละซีไม่ฉิบหาย” ยายแฉ่งลากสุรเสียง “ทุ่งนา ๑ แปลงเสือกเอาไปทำลานตาเกิ๊ดเล่นเสียนี่ มิหนำไอยังต้องช่วยทำด้วยแทบตาย”

“ยายโข่ง, เขาเล่นออกแอ็กเซอร์ไซรู้ไหมล่ะ?”

“แอ็กเซอร์ไซซี, ผ้าซิ่นขาดยังงั้น, ปากแตกยังงั้น, โถ-อย่าพูดเลยยู่ ไอรำคราญ กายังงั้นจะไปเล่นแข่งขันเมืองหลวง คงงามหน้ากลับมาละ จะไปเล่นให้มันเสียกาลันเดอร์เปล่าๆ”

 

ท้องไม่มีพ่อ แม้จะไม่ใช่เรื่องประหลาดเกินไปในสังคมไทย แต่ที่ทิดพลุ้ยมองว่าเลวร้ายและวิตกกังวลจนโยนความผิดให้ฝ่ายเมีย เพราะ

“ยูนั่นและมันตัวสำคัญเทียว, มีอย่างรึลูกอายุ ๑๖ ปีเท่านั้นและมีท้อง โบราณท่านว่าไว้ละไม่ผิดหรอกน่า ‘ดูนางให้ดูแม่’ นี่ลงสัญชาติแม่มันไม่ดี-ลูกมันก็ไม่ดี” ข้างยายแฉ่งโต้เถียง “ก็เพราะยูไม่ใช่รึให้ถือธรรมเนียมฝาหรั่ง ต่อหน้าลูกนึกจะจูบก็จูบ นึกจะกอดก็กอด ลูกมันจะไม่เอาอย่างยังไงเล่า เด็กอายุ ๑๕-๑๖ น่ะถ้ายูไม่ทำให้มันเห็น มันจะรู้จักหรือว่าผัวยังไงเมียยังไง”

หนทางสืบว่าใครเป็นพ่อเด็ก ควรสอบถามจากปากลูกสาว ทว่าปัญหาใช่จะลงเอยง่ายๆ

“ก็ยูอย่าไปดุด่ามันซี ถามมันดีๆ มันก็บอกเองแหละ”

“วัทโธ่-ยูนี่,” ทิดพลุ้ยถะลึ่งตา “ก็มันบอกกับไอแล้วว่า ผู้ชายที่ปีนหน้าต่างขึ้นไปนอนกับมันน่ะตั้ง ๓ คน แล้วมันจะไปรู้เหละว่าท้องกับคนไหน”

“เออ- จริงซียู” ยายแฉ่งเห็นพ้องด้วย “เอายังงี้ไม่ดีรึ, คือว่า-อ้า- เราเรียกเจ้าผู้ชาย ๓ คนนั่นมา แล้วให้มันจับไม้สั้นไม้ยาวกัน ถ้าใครได้ไม้สั้น เจ้าคนนั้นต้องรับว่าเป็นผัวเทียว”

ในที่สุด ทิดพลุ้ยและยายแฉ่งสรุปความเห็นว่า “ตกลงเรื่องราวที่ลูกเรามันชั่วช้าคราวนี้น่ะก็ไม่มีอื่น, นอกจากต่างคนต่างดำเนินเดินตาม ‘สมัยเควียบ’ เท่านั้น ทีนี้เลิกกันเสียทีเถอะนะยู อยากจะให้ลูกของเราเป็นหัวสมัย จนในที่สุดมีลูกสมัยเกิดขึ้นแน่ะไหมล่ะ”

ก่อนผู้ประพันธ์จะปิดฉากตอนท้าย

“แล้วทิดพลุ้ยกับยายแฉ่งก็ไปจัดการตั้งพิธีจับไม้สั้นไม้ยาวกันดังที่คิดเอาไว้”

 

ตอนอ่านงานเขียนชิ้นนี้หนแรกปลายทศวรรษ 2550 ผมยังไม่เข้าใจกระจ่างชัด “เควียบ” หมายถึงอะไร? และมีที่มาจากอะไรกันแน่? เพิ่งมาเจอภายหลังว่าต้นกำเนิดมาจากถ้อยคำที่ใช้กันในมหานครนิวยอร์ก

“เควียบ” ก็คือ “Queab” เป็นศัพท์สแลง แปลทำนองว่า คนที่ขี้เกียจเสเพล เอาดีไม่ได้ คนไม่เอาถ่าน พอกระทำอะไรก็เป็นตัวถ่วงคนอื่น

“สมัยเควียบ” จึงสะท้อนนัยยะการวิพากษ์วิจารณ์สังคมว่า เป็นยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า สร้างแต่ปัญหา

น่าใคร่ครวญยิ่ง “เควียบ” แพร่กระจายมาสู่สังคมไทยช่วงทศวรรษ 2460 ได้อย่างไร? เท่าที่เคยอ่านงานเขียนบันเทิงคดียุคนั้นมาไม่น้อย ก็ไม่ค่อยพบเห็นการใช้คำนี้ เจอแค่ในงานเขียนของ ‘ศรีอสุนี’

ถ้าให้ผมคาดเดา บางทีอาจมาจากภาพยนตร์อเมริกันที่หลั่งไหลมาจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็น ‘หนังเงียบ’ แต่มิอาจปฏิเสธว่าสื่อสิ่งพิมพ์ภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่นำเสนอและขยายองค์ความรู้เรื่องหนัง จนนักอ่านแทบจะเจรจาสนิทสนมแน่นแฟ้นกับดาราชาวอเมริกันผ่านหน้ากระดาษเลยทีเดียว

“สมัยเควียบ” ของ ‘ศรีอสุนี’ หาใช่เพียงเป็นวรรณกรรมชื่อแปลกๆ ที่สร้างสรรค์โดยนักเขียนซึ่งนักอ่านปัจจุบันไม่รู้จัก หากยังทำให้เราค้นพบร่องรอยว่า อะไรที่ถูกจัดให้เป็นความ “เควียบ” ในสังคมไทยเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

TrueOnline Home Next เชื่อมต่อทุกศักยภาพ สู่ทุกความเป็นไปได้ ร่วมผลักดัน Mister Global Thailand 2026 เปล่งประกายสู่เวทีโลก
การแก้ปัญหาเมือง
นักเขียน กับงาน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไปยัง ‘ศรีบูรพา’
มายา อวิชชา และมโน! ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
บทเรียน ‘การบริหารจัดการน้ำ’ จาก 10 ประเทศต้นแบบ
พฤษภาเลือด ความตาย บ่อนไก่ สวนลุม จากมุม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
E-DUANG | การเมือง ในสนาม กทม. ฉายภาพ การเมือง ใหญ่
สทน. ครบรอบ 20 ปี เปิด INST2026 ชู “แพทย์-อาหาร-พลังงานสะอาด” เป็นกลไกพัฒนาประเทศ
พลิกยุทธศาสตร์เพื่อนบ้าน | สุรชาติ บำรุงสุข
อย. ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย เผาทำลายของกลางผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย 31 ตัน มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
ส่องลึกอิหร่าน: 10) ฝ่ายค้าน : พวกกษัตริย์นิยมและมูจาฮีดีน
คำถามแห่งศตวรรษ: ระบบทุนนิยมกำเนิดมาได้อย่างไร (1)