ส่องลึกอิหร่าน: 10) ฝ่ายค้าน : พวกกษัตริย์นิยมและมูจาฮีดีน
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- ส่องลึกอิหร่าน 1) สหรัฐเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอล
- ส่องลึกอิหร่าน: 2) เปรียบเทียบระบอบปฏิวัติรัสเซีย-จีน-อิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน : 3) กองทัพประจำการอิหร่าน & กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
- ส่องลึกอิหร่าน : 4) สถาบันการเมืองพหุนิยมและผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
- ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
- ส่องลึกอิหร่าน: 7) อเมริกากับตะวันตกแซงก์ชั่นอิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน: 8) อิหร่านกับอาวุธนิวเคลียร์
- ส่องลึกอิหร่าน : 9) ปัญหาความชอบธรรมของระบอบและชาวอิหร่านพลัดถิ่น
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
บทสัมภาษณ์เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940-ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York แปลเรียบเรียงจาก Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January-February 2026, 33-54 :
กอง บก. NLR : ราชวงศ์ปาห์ลาวีจูงใจผู้คนในอิหร่านได้กว้างขวางแค่ไหนกันครับ มีการเปลี่ยนย้ายมติมหาชนครั้งใหญ่ จริงหรือเปล่า?
เออวานด์ : ผมไม่รู้หรอกครับว่ามีการเปลี่ยนย้ายมติมหาชนหรือเปล่า สื่อสากลน่ะเพ่งเล็งรวมศูนย์ไปที่ประดาคำขวัญเกี่ยวกับราชวงศ์ปาห์ลาวีในการประท้วงราวกับว่ามันแพร่หลายทั่วไปในอิหร่านเอง ผมว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นนะ มันเป็นอะไรที่ใหม่ แต่ไม่ได้แพร่หลายทั่วไป
สิ่งที่แพร่กระจายไปกว้างขวางกว่าอักโขในช่วงประมาณปีที่ผ่านมา ได้แก่ ความคิดที่ว่าการที่ระบอบปกครองจะยอมเปิดกว้างออกมานั้นมันเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็มีความหวังเสมอแหละครับว่าถ้าหากคุณประท้วง คุณอาจผลักดันให้ระบอบถอยหลังไปหน่อยได้ คือยอมให้เกิดการปฏิรูปและอื่นๆ ปรากฏว่าไอ้นั่นน่ะถูกบล็อกไปเสียแล้ว
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นในรอบสิบห้าปีที่ผ่านมาภายใต้ระบอบที่แข็งกร้าวขึ้นและในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายลง ดูเหมือนทางออกทางเดียวคือการโค่นระบบลงไปด้วยความหวังว่านี่จะทำให้พวกเขาได้อำนาจ ในสถานการณ์แบบนั้น ผู้คนย่อมจะดิ้นรนตะเกียกตะกายคว้าจับแม้แต่เส้นฟางทางการเมืองกัน
ผมรู้จักคนสองคนที่เคยเป็นฝ่ายซ้ายในระหว่างและภายหลังการปฏิวัติอิสลามอิหร่านปี 1979 ซึ่งจู่ๆ พวกเขาก็กลับกลายมาเป็นพวกนิยมกษัตริย์ครับ ก็มีไม่มากรายหรอกนะครับ แต่มันก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าแม้กระทั่งผู้คนที่น่าจะรู้ดีกว่านั้นก็ยังลงเอยหันไปเสกสรรปั้นแต่งการปกครองของกษัตริย์ชาห์ให้เป็นตำนานกัน ทั้งนี้ เพราะพวกเขาสิ้นหวัง ซังกะตายและหงุดหงิดผิดหวังกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับ ไอ้ที่น่าจะเกิดขึ้นน่ะหาใช่การเปลี่ยนระบอบอย่างราบรื่นไม่ แต่เป็นการแตกสลายของประเทศมากกว่า
กอง บก. NLR : ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพวกนิยมกษัตริย์คืออะไรหรือครับ? ถ้าตัดสินจากวัฒนธรรมป๊อปบางอย่างในอิหร่าน อย่างเช่น แก่นเรื่องหนุนหลังกษัตริย์ชาห์ในดนตรีแร็พแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะมีผู้สนับสนุนที่เป็นชนชั้นนายทุนน้อยภายในประเทศอยู่ แต่แทนที่จะโน้มน้าวดึงดูดใจฐานประชาชน เครือข่ายสถาปนาที่แวดล้อมอดีตมกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี กลับมุ่งมั่นคลุกคลีตีโมงกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ด้วยความหวังแค่ว่าพวกนั้นจะช่วยส่งตัวเขาโดดร่มลงมาในอิหร่าน คุณอ่านเรื่องนี้ว่าไงครับ?
เออวานด์ : วิธีคิดแบบกษัตริย์นิยมเป็นแบบจารีตเอามากๆ เลยที่เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นทำโดยผู้กุมอำนาจ มันเป็นการมองแบบคนที่ถูกกดเป็นเบี้ยล่างครับ คือปล่อยให้อำนาจตัดสินใจไป
จากมุมมองของพวกนิยมกษัตริย์นั้น ถ้าหากอเมริกากับอิสราเอลตัดสินใจว่ากษัตริย์ชาห์ควรกลับอิหร่านแล้ว กษัตริย์ชาห์ก็จะกลับไป และแน่ล่ะครับว่าถ้าคุณเดินตามตรรกะนั้น ทางเดียวที่กษัตริย์ชาห์จะกลับไปได้ก็คือพ่วงไปกับเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพยึดครองขนาดใหญ่นั่นเอง มันก็เหมือนเมื่อครั้งที่ราชวงศ์บูร์บงได้กลับไปฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติ 1789 นั่นแหละครับ ชั่วแต่ว่าตอนนั้น (ระหว่างปี 1814-1830) ราชวงศ์บูร์บงได้การช่วยเหลือจากพวกบริติช กษัตริย์ซาร์แห่งรัสเซีย และกองทัพปรัสเซียและออสเตรียให้กลับไป (https://www.britannica.com/event/Bourbon-Restoration)
หากแม้นไม่มีกองกำลังแนวร่วมแบบนั้นมาช่วยยึดครองอิหร่านแล้ว การฝันให้กษัตริย์ชาห์กลับไปก็เป็นแค่ความหลงละเมอเพ้อพกเท่านั้นเอง และแน่นอนว่าความคิดที่ว่าระบอบประชาธิปไตยจะงอกเงยออกมาได้จากระบอบราชาธิปไตยทางใดทางหนึ่งนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันทั้งเพ ราชวงศ์ปาห์ลาวีเป็นพวกอำนาจนิยมสูงยิ่งในลักษณาการที่พวกเขาจัดการกับกลุ่มฝ่ายค้านต่างๆ พวกเขาร่วมงานกับฝ่ายอื่นได้ลำบากครับ จะว่าไปพวกเขาก็เคร่งคัมภีร์พอๆ กับพวกครูสอนศาสนาในเมืองกอมนั่นแหละ (หมายถึงเมือง Qom ในอิหร่านซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมุสลิมชีอะห์)
กอง บก. NLR : แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกมูจาฮีดีน (the MEK https://www.congress.gov/crs-product/R48433) ล่ะครับ?
เออวานด์ : พวกเขาก็ได้ทุนอุดหนุนดียิ่งเช่นกันครับ แรกทีเดียวจากซัดดัม ฮุสเซน เมื่อครั้งพวกเขาหาที่ลี้ภัยในอิรักเมื่อทศวรรษที่ 1980 แล้วหลังจากนั้นก็จากพวกซาอุดีอาระเบีย และต่อมาก็น่าจะจากพวกอิสราเอลในระดับหนึ่ง
พวกมูจาฮีดีนกลายมาเป็นกลุ่มลัทธิพิธี (a cult) เหมือนพวกมูนนีส์ในเกาหลีใต้ https://www.bbc.com/news/articles/cjedkdy7ljno) เชื่อฟังผู้นำของตนอย่างว่านอนสอนง่ายเหมือนหุ่นพยนต์ พวกเขาน่าจะยังได้เงินทุนอุดหนุนอยู่บ้างแหละครับ เห็นได้จากการที่พวกเขายังปรากฏอยู่ในอินเตอร์เน็ตและน่าจะมีบทบาทบางอย่างในการช่วยชี้เป้าลอบสังหารในอิหร่านให้พวกมอสซาด (Mossad หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล ดู https://www.bbc.com/thai/articles/c0rv895pq0wo)
แต่ไม่ค่อยเห็นพวกมูจาฮีดีนมากเท่าไรในเวทีการเมืองอิหร่านครับ ไม่กี่เดือนก่อนพวกเขาจัดประชุมขึ้นครั้งหนึ่งที่เบลเยียม และไมก์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสมัยประธานาธิบดีทรัมป์วาระแรก ก็ไปร่วมที่นั่นด้วย (Mike Pence ดู https://th.wikipedia.org/wiki/ไมก์_เพนซ์) ดังนั้น ก็ต้องบอกว่าพวกเขายังมีเงินพอจะจ่ายค่าตัวนักการเมืองอเมริกันนะครับ แต่เห็นได้ชัดว่าใครสักคนในวอชิงตันได้ตัดสินใจว่าแทงม้าลูกชายของกษัตริย์ชาห์จะดีกว่า
กอง บก. NLR : วิกฤตปัจจุบันนี้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์คุกคามจะโจมตีทางทหารต่ออิหร่านจากทะเลอาหรับถ้าหากอิหร่านไม่ยอมตามประดาข้อเรียกร้องที่เปลี่ยนกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลาของเขานั้น ไต่ระดับขึ้นมาจากการประท้วงของพวกพ่อค้าเมื่อปลายเดือนธันวาคมศกก่อนเรื่องวิกฤตเงินตราที่ร้ายแรงเร่งด่วนยิ่ง คุณอ่านการที่จู่ๆ ระบอบปกครองอิหร่านก็พลิกเปลี่ยนจากการออกคำแถลงเรื่องการเจรจากับผู้ประท้วงไปเป็นยิงกระสุนจริงใส่พวกเขาเลยยังไงครับ?
เออวานด์ : ดูเหมือนพวกเขาคิดว่าจะสามารถทำให้การประท้วงระลอกแรกสงบลงได้โดยบอกว่าเรากำลังรับฟังคุณนะ เราเห็นอกเห็นใจพวกคุณ เราจะพยายามดูแลจัดการเรื่องนี้ กล่าวคือด้วยการยอมรับความผิดพลาดหรือรับรู้ความทุกข์ร้อนต่างๆ
แต่แล้วพอการประท้วงแผ่ออกไปทั่วประเทศเมื่อต้นเดือนมกราคมศกนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าบัดนี้นี่กลายเป็นภัยคุกคามระบอบเสียแล้ว และพอพวกเขารู้สึกถูกคุกคาม พวกเขาก็จะหันไปใช้กำลังเหมือนเมื่อปี 1981 นั่นล่ะครับ ไม่ว่าความรุนแรงระดับใดก็ถือว่าชอบด้วยเหตุผลหากแม้นระบอบตกอยู่ในอันตรายถึงฆาตละก็
กอง บก. NLR : แล้วบทบาทของพวกปลุกปั่นยุยง หรือ “พวกตัวก่อกวนภายนอก” และเสียงเรียกร้องให้กษัตริย์ชาห์กลับมาล่ะครับ?
เออวานด์ : ผมไม่คิดว่าพวกตัวก่อกวนภายนอกเป็นต้นเหตุหรอกครับ เห็นได้ชัดว่าก็มีพวกนั้นอยู่บ้าง แต่ความเดือดร้อนเบื้องหลังการประท้วงน่ะเป็นเรื่องจริงแท้ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงขนาดและความแผ่กว้างออกไปแค่ไหนเพียงใดของการประท้วงต่างหาก มันไม่ใช่แค่ไม่กี่เมืองนะครับ แต่ทั่วประเทศเลยทีเดียว
ผมคิดว่าระบอบปกครองประเมินต่ำไปว่ามีความอุกอั่งคั่งแค้นทางเศรษฐกิจเพียงใด มันตัดข้ามชนชั้นต่างๆ นานามากมายหลายระดับเสียจนกระทั่งมันคุกคามที่จะทะลักทลายประตูระบายน้ำออกมา มันกระทั่งอาจจะโค่นระบอบลงก็เป็นได้นะครับ ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะพวกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติทั้งหลายและความพร้อมที่จะใช้กำลังของพวกนั้นละก็ มันอาจโค่นลงไปแล้วก็ได้
เหตุผลที่ผู้คนล้มตายหลายพันคนก็เพราะพวกกองกำลังพิทักษ์ฯ ใช้อาวุธสงครามจริงๆ ตามท้องถนนครับ นอกจากนี้ ผมคิดว่าข้อความจริงที่ว่าผู้ชุมนุมแสดงพลังบางคนติดอาวุธมาร่วมประท้วงด้วยก็ทำให้พวกกองกำลังพิทักษ์มีแรงจูงใจจะตอบโต้เอาคืนด้วยกำลังขนานใหญ่
แม้ภายหลังปราบปรามฆ่าฟันผู้ประท้วงไปแล้ว ก็ยังมีการจัดตั้งการชุมนุมต่างๆ ขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนระบอบปกครองและต่อต้านภัยคุกคามของสหรัฐครับ โดยใช้สัญลักษณ์ชาตินิยมแทนที่จะมีแต่สัญลักษณ์ศาสนาล้วนๆ อีกนั่นแหละ ตอนนี้พวกเขาพลิกแพลงยืดหยุ่นมากขึ้นทุกทีในการหันมาใช้ลัทธิชาตินิยมซึ่งเดิมทีพวกเขาเคยถือว่าเป็นอุดมการณ์ของพวกนอกศาสนาชนิดหนึ่ง ค่าที่ดูเหมือนมันจะมีกังวานขานรับและดึงดูดใจกลุ่มชนที่ไม่นับถือศาสนาได้
แต่มันก็ยิ่งไปโหมกระพือความโกรธแค้นของพวกที่แปลกแยกจากระบอบปกครองแค่นั้นเอง
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
