E-DUANG
พันธมิตรทางการเมืองมิได้ดำรงอยู่อย่าง”สัมบูรณ์”หากดำเนินไปอย่างมีลักษณะ”สัมพัทธ์”
พลิกผันแปรเปลี่ยนไปตามกฎแห่งอนิจจัง ไม่เที่ยง
ตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ บรรยากาศอันสัมผัสได้ในการประชุมสภากทม.เพื่อเลือก”ประธาน”
นั่นก็คือ การร่วมกันของ”ประชาธิปัตย์” กับ”เพื่อไทย LIFE”
หากประเมินจากองค์ประกอบของรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็น่าตื่นตาตื่นใจ
แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยร่วมกับพรรคเพื่อไทย
แต่เมื่อเป็นการเมืองในกทม. การเมืองในท้องถิ่นอันมีลักษณะพิเศษ พรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้อยู่เป็นฝ่ายเดียวกับพรรค ประชาชน
แม้จะรับรู้กันว่าเป็น”ฝ่ายค้าน”ด้วยกัน
การพลิกเปลี่ยนของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ท้องถิ่นอย่างกทม.ย่อมสามารถเข้าใจได้
และก็เป็นดัชนีชี้ให้เห็นภาพการเมืองในสภากทม.ได้
ความจริง นับแต่พรรคประชาชนมีมติจะส่ง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ชิงตำแหน่ง”ประธาน”
ก็เกิดการเคลื่อนไหวใน 2 แนวทาง
1 ย่อมเป็นแนวทางที่จะเข้าไปร่วมกับพรรคประชาชน 1 ย่อม เป็นแนวทางต้านและพร้อมจะส่งคนลงแข่งขัน
ในเบื้องต้น”กลุ่มคนทำงาน”อาจยังเฉย ไม่สำแดงท่าที
แต่เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวจาก Better Bangkok 2 เสียง ตามมาด้วยการเคลื่อนไหวจากกลุ่มอิสระ 2 เสียง
จึงนำไปสู่การตัดสินใจของ”กลุ่มคนทำงาน”
ขณะที่ 8 เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์นิ่ง 4 เสียงจากเพื่อไทย
LIFE ก็นิ่ง
มีข่าวความพยายามเชื่อมไปยัง 11 เสียงกลุ่มคนทำงาน
เพราะหากสามารถประสาน 11 กลุ่มคนทำงาน 8 พรรคประ ชาธิปัตย์ 4 เพื่อไทย LIFE ก็ 23 ถ้าสามารถดึงกลุ่มอิสระหรือแม้
แต่ก่อให้เกิด”งูเห่า”ขึ้นได้ฝันของพรรคประชาชนก็มิอาจเป็นจริง
ความหวังนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอยู่แม้เมื่อประชุม
สภาพการเคลื่อนไหวก่อนการลงมติเพื่อเลือก”ประธาน”นั่นแหละคือคำตอบจากความพยายามอย่างเต็มกำลัง
จากพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย LIFE
ทำให้กว่าจะสามารถ”โหวต”ได้ก็ต้องใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงจากบรรดา”ผู้อาวุโส”ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในสนามกทม.
อาศัยความจัดเจนในเรื่อง”ข้อบังคับ”
แม้กระทั่งการอภิปรายกันในเรื่องลงมติ”ลับ”หรือ”ไม่ลับ”ก็กลายมาเป็นประเด็น
สะท้อนให้เห็น”ประกาย”แห่ง”ความหวัง”ที่จุดขึ้นมา
ต้องยอมรับว่าการยืนยันของ”พันธมิตร”ไม่ว่าจะจากกลุ่มคน ทำงานและ Better Bangkok รวมถึงกลุ่มอิสระ ทำให้มติที่
ร่วมกับพรรคประชาชนดำเนินต่อไป
กระทั่ง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ได้มา 39 จาก 50
ต้องยอมรับว่าบรรยากาศอันฉายชัดในห้วงแห่งการเลือกตำแหน่ง“ประธาน”คือภาพที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
สะท้อนการต่อสู้และร่วมกันทางการเมือง
เป็นบทเรียนที่ไม่ว่าคนหน้าใหม่ ไม่ว่าคนหน้าเดิมจะต้องได้รับทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเพื่อเรียนรู้
เรียนรู้การเมืองในห้วงเปลี่ยนผ่านก่อนการเปลี่ยนแปลง
