ยุทธการแดงเดือด
พฤษภาเลือด
ความตาย บ่อนไก่ สวนลุม
จากมุม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
บทสรุปหนึ่งของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในหนังสือ “ความจริงวันนี้” อันตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ที่ว่า
“ระหว่างวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2553 เป็นช่วงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด
เป็นการเสียชีวิตต่างกรรม ต่างวาระ คนละเหตุการณ์ คนละสถานที่” นั้นสำคัญเป็นอย่างมาก
หากติดตาม “ยุทธการแดงเดือด” อย่างต่อเนื่องก็จะเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม
ยิ่งหากติดตาม “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” อันประมวลศึกษาและตีพิมพ์โดย “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53” ที่มีชื่อย่อว่า “ศปช.”
ก็จะเข้าใจ เพียงบทความที่เขียนโดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ก็จะประจักษ์
ประจักษ์ในความเป็นจริงในข้อมูลรายละเอียดซึ่งทหารที่เข้าร่วมในปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไป
ประจักษ์ในความเป็นจริงในข้อมูลการเสียชีวิต
เริ่มจากการถูกยิงของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม
บริเวณทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ฝั่งสวนลุมพินี แยกศาลาแดง
จากนั้นก็มีผู้เสียชีวิตคนแล้วคนเล่าในแต่ละวันจนถึงวันที่ 18 พฤษภาคม ก่อนเกิดปฏิบัติการในวันที่ 19 พฤษภาคม
อันเป็นจุดตัดใหม่ในการล้อมปราบครั้งใหญ่กลางกรุงเทพมหานคร
ด้านหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่า ขณะนั้น การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ คือ ตีวงล้อมรอบพื้นที่การชุมนุมเพื่อสกัดกั้นมิให้คนเข้าไปเติมในที่ชุมนุม ทหารจึงมีการตั้งด่านสกัดตามจุดต่างๆ รอบนอกพื้นที่ที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์
ให้ออกได้ แต่ห้ามเข้า
ปรากฏว่า มันมีกองกำลังใช้อาวุธโจมตีทหารที่เขาตั้งด่านอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณย่านพระรามสี่ บ่อนไก่ ดินแดง ราชปรารภ ประตูน้ำ มีการปะทะกันและเกิดการเสียชีวิต
ซึ่งสาเหตุการตายของแต่ละกรณีก็ต้องไปว่ากันในรายละเอียดว่าเพราะสาเหตุใด ถูกใครยิง
หรือก่อนจะมีการเสียชีวิต เหตุการณ์ ณ จุดนั้นๆ เป็นอย่างไร
แต่ที่แน่นอน คือ มันไม่เหมือนที่แกนนำเสื้อแดงพยายามปลุกระดมแบบเหมา รวมทั้งสร้างความเข้าใจผิดว่าทหารล้อมปราบประชาชน
ข้อเท็จจริง คือ ทหารอยู่กับที่แต่มีคนมาโจมตีและก็มีการต่อสู้
พอต่อสู้ก็เกิดการสูญเสีย บางกรณีแถวราชปรารภคนเสียชีวิตเป็นเด็กคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก่อนตายเด็กคนนี้เขาจะเป็นคนที่คอยมาช่วยดูแลทหาร เป็นมิตรกับทหารที่ประจำอยู่จุดนั้นด้วยซ้ำ
กรณีที่เจ้าหน้าที่ถูกโจมตีส่วนใหญ่เป็นการยิงจากข้างนอกเข้ามา
และเราก็ทราบต่อมาว่า มันมีเส้นทางที่สามารถขนอาวุธหรืออะไรออกมาจากสวนลุมพินีทะลุออกไปทางบ่อนไก่
เพื่อออกมาอยู่นอกวงล้อมที่เจ้าหน้าที่ตั้งด่านปิดล้อมเอาไว้ได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า ผมติดตามรายงานสถานการณ์เมื่อทราบอย่างนี้ก็หนักใจ
นึกว่าจะควบคุมและป้องกันการสูญเสียได้อย่างไร
เพราะเราไม่ต้องการให้มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ตั้งหลักชัดเจนว่า
จะไม่เข้าไปพื้นที่ชุมนุม
เป้าหมายปลายทางที่ผมมอบหมายไว้ คือ ต้องคืนความปกติให้กับบ้านเมือง และนโยบายชัดเจนคือ
ต้องหาทางระงับเหตุ แต่อย่าไปสลายการชุมนุม
อันนี้ชัดเจน และถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก ซึ่งตอนนั้นผมเห็นใจเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาทหารมาก ทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ภารกิจยากมาก แต่ท่านก็ทำงานละเอียด มีความเป็นมืออาชีพ
เมื่อฝ่ายปฏิบัติการเขาทราบว่า จุดหลักของกองกำลังติดอาวุธอยู่บริเวณสวนลุมพินี วันที่ 19 พฤษภาคม เขาถึงได้มีปฏิบัติการกระชับพื้นที่ด้านพระราม 4 ก็มุ่งจะเข้าไปควบคุมพื้นที่สวนลุมพินีถึงถนนสารสินเท่านั้น
โดยเจ้าหน้าที่เขาไม่ได้มีแผนการจะเข้าไปถึงเวทีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เลยเพราะนโยบายให้ระงับเหตุร้าย
และไม่เข้าไปสลายการชุมนุมเด็ดขาด
เมื่ออ่านข้อเขียนอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องตรวจสอบสถานการณ์และการเคลื่อนไหวของรัฐบาล
จาก “บันทึกประเทศไทย ปี 2553” ของ “มติชน”
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.แถลงผลประชุม ศอฉ.เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ว่า
การปฏิบัติงานของ ศอฉ.จะเป็นการปฏิบัติงานควบคู่ระหว่างพื้นที่ กทม.กับภูมิภาค โดยใน กทม.จะสร้างแรงกดดันในพื้นที่กับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อต้องการให้ยุติการชุมนุม ให้ประชาชนปลอดภัยกลับสู่ภูมิลำเนา
ส่วนภูมิภาคเน้นสกัดกั้นไม่ให้มีการรวมกลุ่มมวลชนเพื่อสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายในพื้นที่
“ถ้าเราตรวจพบบุคคลใดมีอาวุธสงคราม อาทิ ระเบิด ปืนไรเฟิล ปืนสั้น เจ้าหน้าที่ชุดระวังป้องกันจำเป็นที่ต้องใช้อาวุธยิงบุคคลนั้น” โฆษก ศอฉ.ระบุ
วันที่ 16 พฤษภาคม ศอฉ.มีคำสั่งที่ 49/2553 ห้ามสถาบันการเงินทำธุรกรรมการเงินกับบุคคลและกลุ่มนิติบุคคลจำนวน 106 ราย และให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในวันที่ 20 พฤษภาคม
โดยบุคคลและนิติบุคคล 106 รายล้วนมีความเกี่ยวพันกับตระกูลชินวัตร
เท่านั้นไม่พอ ในวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 15.00 น. ยังประกาศขีดเส้นตายให้ม็อบสลายตัว โดยจะให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวก
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ออกโรง
โดยกล่าวผ่านรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ว่า จะจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนประเทศโดยการตั้งสมัชชาในวันที่ 20 พฤษภาคม
พร้อมกับการเรียกประชุม ครม.วาระพิเศษมีมติเห็นชอบ 1 อนุมัติการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมใน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม หนองบัวลำภู และสกลนคร
2 อนุมัติให้วันที่ 17-18 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการในท้องที่ กทม.
3 ปฏิเสธการเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงการชุมนุมหรือเข้ามาดำเนินกิจการใดๆ ในประเทศไทย
ประการหลังนี้เท่ากับปฏิเสธต่อข้อเสนอของ นปช.
นั่นก็คือ นปช.ประกาศยินดีเจรจาหาทางออกอย่างสันติวิธีโดยเรียกร้องให้สหประชาชาติมาเป็นคนกลาง
ข้อเสนอนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกแถลงการณ์สนับสนุนทันที
ความน่าสนใจอันมาพร้อมกับสถานการณ์ คือ ความพยายามในการเล่นบท “คนกลาง” ในการเจรจา
1 เป็น นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย
1 เป็น นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา
ปรากฏว่าทาง นปช.ปฏิเสธข้อเสนอของ นายบรรหาร ศิลปอาชา แต่ตอบรับข้อเสนอของ นายประสพสุข บุญเดช
