มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
อยากย้อนอดีต พาไปมองการเลือกที่ตั้งสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่หัวลำโพง ซึ่งในเวลานั้นอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางพระนคร คือพระบรมมหาราชวัง และอยู่นอกเขตพระนคร ริมคลองผดุงกรุงเกษม แต่ใกล้ย่านการค้าและการขนส่ง ทั้งเยาวราช ตลาดน้อย และถนนเจริญกรุง
เมื่อทางรถไฟขยายไปถึงภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ จำนวนขบวนรถไฟเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟ กับถนนพระรามที่ 1 ที่จะไปวัดปทุมวนาราม
ดังนั้น เมื่อจะต้องปรับปรุงสะพานยศเส ในปี พ.ศ.2472 ที่เดิมเป็นสะพานไม้ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ให้เป็นสะพานคอนกรีต จึงมีการออกแบบและก่อสร้างสะพานที่ไม่เพียงข้ามคลอง หากยกระดับข้ามทางรถไฟไปพร้อมกัน
สะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานนามว่า สะพานกษัตริย์ศึก ที่มาจากพระราชทินนามของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ด้วยสมัยที่ทรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เคยใช้เส้นทางนี้เดินทัพในศึกกัมพูชา
น่าเสียดายที่แนวคิดนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานครไม่ได้ถือเป็นแนวปฏิบัติ ในการแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟ ทั้งๆ ที่ขบวนรถไฟเพิ่ม และเขตพระนครขยายการสัญจรทางบกเข้ามาแทนที่ทางน้ำ จำนวนถนนและปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้น
มีเพียงการย้ายสถานีกรุงเทพ จากหัวลำโพงไปบางซื่อ มีการย้ายท่าเรือสินค้า จากคลองเตยไปแหลมฉบัง รวมทั้งยกระดับทางรถไฟสายแอร์พอร์ตลิงก์ ที่ช่วยลดปัญหาจุดตัดได้

โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมาจากการขนส่งสินค้าทางรถไฟจากท่าเรือ ที่เหลือเพียงวันละไม่กี่เที่ยว ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ได้ตระหนักหรือระมัดระวัง
ปัญหาครั้งนี้อาจไม่ใช่ไม่มีนโยบาย อาจเป็นแค่การกำกับหน่วยปฏิบัติที่ยังยึดติดกับอดีต การท่าเรือฯ ยังใช้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ การรถไฟยังเดินรถเข้าออกแบบเดิม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังปฏิบัติงานแบบเก่า ในขณะที่บ้านเมือง การจราจร และผู้คน เปลี่ยนไปไกลจากเดิม
หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีสั่งแก้ปัญหา ให้ขุดอุโมงค์หรือสร้างสะพานข้าม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน และเร่งหาผู้รับผิดชอบ เพื่อตอบสนองอารมณ์คนไทยในช่วงนี้
อันที่จริง ที่ปรึกษารัฐบาล หน่วยงานวางแผน และกรุงเทพมหานคร แค่ร่วมกันผลักดันนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับการคมนาคมและการพัฒนาเมืองให้สำเร็จ
อยากให้คิดเหมือนคนรุ่นก่อน ที่มองอนาคต ดังเช่น สะพานกษัตริย์ศึก ที่ข้ามทั้งคลอง และข้ามทั้งทางรถไฟ ไปพร้อมกัน
