bg-single

คำถามแห่งศตวรรษ: ระบบทุนนิยมกำเนิดมาได้อย่างไร (1)

13.07.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

คุณพิพัฒน์ พสุธารชาติ เจ้าของและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Illuminations เป็นผู้มีประวัติทางภูมิปัญญาที่น่าตื่นเต้นยิ่ง เขาเป็นวิศวกรกระฎุมพีในอุตสาหกรรมขุดน้ำมันระดับโลก ทำงานหลายประเทศรวมทั้งลิเบียด้วย

ที่ทำให้ผมประทับใจยิ่งนัก คุณพิพัฒน์ไม่ใช่วิศวกรธรรมดา หากแต่เป็นปัญญาชนที่สนใจปัญหาด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์อย่างสูง เรียกว่าเป็น “เรอแนซ็องส์แมน” ได้

เขาเป็นนักคิดไทยคนแรกที่โต้ความคิดและงานสำคัญ “ปากไก่และใบเรือ” ประวัติศาสตร์กระฎุมพีรัตนโกสินทร์ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างหนักแน่นและดุเดือด

เสียดายที่วิวาทะนั้นไม่ได้นำไปสู่การต่อยอดทางความคิดหรือทฤษฎีในประวัติศาสตร์กระฎุมพีไทยเลย ด้วยเหตุผลและปัจจัยแวดล้อมที่ผมก็ยังไม่ค่อยตกผลึกดีนัก

ล่าสุดคุณพิพัฒน์ส่งหนังสือแปลเล่มล่าสุดที่เขาภูมิใจยิ่งว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่และเวทีวิพากษ์ทางความคิดอีกครั้งในประเด็นปัญหาสำคัญยิ่งของระบบโลก

นั่นคือหนังสือเรื่อง “กำเนิดทุนนิยม : มุมมองจากช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวขึ้น” (The Origin of Capitalism : A Longer View) โดย เอลเลน เมคซินส์ วูด (Ellen Meiksins Wood) เขียน ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร แปล (กรุงเทพฯ : อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์ 2569) เป็นหนังสือที่เหมาะและสอดคล้องกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนผ่านและไม่ผ่านในหลายประเทศอย่างน่าสนใจยิ่ง

ทำไมต้องถามถึงกำเนิดระบบทุนนิยมอีก คิดว่าคนที่สนใจการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกในระยะสองศตวรรษมานี้ก็คงพอได้คำตอบแล้วว่า อะไรและใครทำให้ระบบทุนนิยมเกิดและเติบใหญ่ขึ้นมาได้ มีอะไรในกอไผ่อีกหรือที่เรายังไม่รู้หรือรู้ไม่จริง

มองไปรอบๆ ตัวเดี๋ยวนี้ก็มองเห็นแล้วว่า วิกฤตพลังงานที่สร้างความปั่นป่วนและฉุดรั้งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกขณะนี้มาจากวิกฤตในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่มีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่และจีนเป็นหัวเรือรอง

ผมคิดว่าเรื่องราวของวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีอะไรซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ผมไปฟังปาฐกถาสุภา ศิริมานนท์ นำเสนอโดยคุณบรรยง พงษ์พานิช นักธุรกิจการธนาคารมีชื่อที่ประกาศต่อสาธารณะว่าเขาชอบระบบทุนนิยม อันเป็นการกระทำที่หวาดเสียวต่อการถูกวิพากษ์จากสังคมที่มองว่าระบบทุนเป็นตัวเสนียดสร้างปัญหาและความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ

แต่คุณบรรยงไม่หวาดหวั่นต่อการวิพากษ์ เพราะเชื่อมั่นในหลักการและประสิทธิภาพของระบบทุนที่ท่านคิดว่าหากให้มันทำงานอย่างเต็มที่ไม่บิดเบือน ก็จะได้รับผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อคนส่วนมากและสังคมได้

นี่เป็นการเสนอจุดยืนเรื่องระบบทุนนิยมที่เรียกว่าท้าทายอย่างยิ่ง

หากกล่าวในทางวิชาการมันคือการนำเสนอภาพและตรรกของระบบทุนในด้านบวกที่ตรงข้ามกับการเสนอและถกเถียงกันมานับแต่ระบบทุนสยายปีกออกไปครอบคลุมทุกมุมโลก สร้างระบบจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังกว่าระบบอาณานิคมที่ให้กำเนิดมันมาอย่างเทียบไม่ติด

ตอนนั้นกระแสการวิพากษ์และคัดค้านต่อต้านระบบทุนดำเนินไปอย่างดุเดือด ควบคู่ไปกับการต่อสู้เพื่อเอกราชและอิสรภาพของบรรดาประเทศอาณานิคมทั้งหลาย
น้อยคนและอิทธิพลผลกระทบของระบบทุนผูกขาดและจักรวรรดินิยมจะสามารถเสนอด้านบวกของมันได้ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม ทำไม่ได้หรือได้ยากมากๆ
การประกาศในวันนี้ของคุณบรรยงจึงเป็นการประกาศการมาถึงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองโลกในอีกบริบทที่ตรงข้ามกับอดีตโดยสิ้นเชิง

ผมคิดว่าคนที่จะสามารถฟันธงได้ว่า ระบบทุนนิยมนั้นดีหรือเลวหรืออย่างไร ต้องประกอบไปด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งถึงขั้นระดับทฤษฎีหนึ่ง

กับอีกอย่างคือต้องมีประสบการณ์หรือการปฏิบัติที่ช่ำชองจนถึงระดับที่สามารถประสานการปฏิบัติเข้ากับทฤษฎีได้ ถึงจะสามารถนำไปสู่การสรุปหรือสังเคราะห์กระบวนการทั้งหมดออกมาเป็นเรื่องเป็นราวที่สะท้อนความเป็นจริงของระบบทุนได้ในที่สุดอย่างที่มีอคติน้อยมาก

ในการปาฐกถาของคุณบรรยงนั้นได้อ้างอิงหนังสือสามเล่มคือ Capitalism, Socialism and Democracy ของ Joseph Schumpeter ในปี 1942

หนังสือเล่มที่สองคือ Saving Capitalism from the Capitalists ของ Raghuram Rajan และ Luigi Zingales ชื่อหนังสือแปลตรงตัวได้ว่า “ช่วยทุนนิยมจากนายทุน”

สุดท้ายคือ หนังสือเล่มที่ 3 Why Nations Fail ของ Daron Acemoglu และ James Robinson ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์หลายปีก่อน

นั่นคือส่วนที่เป็นทฤษฎี ที่เหลือคือประสบการณ์อันยาวนานในวงการธุรกิจการค้าในไทย จนทำให้เห็นทั้งด้านบวกและลบของระบบทุนในไทยได้อย่างดี

คุณบรรยงจึงเหมาะสมที่เป็นปาฐกสุภา ศิริมานนท์ ผู้อุทิศการทำงานไปที่การทำความเข้าใจลัทธิมาร์กซ์โดยเฉพาะ “แคปิตะลิสม์” อันเป็นหนังสือเล่มแรกในภาษาไทยที่วิเคราะห์ระบบทุนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อย่างการเมืองล้วน

ในอาทิตย์นี้ผมจะอภิปรายถึงความสำคัญของระบบทุนนิยม ที่หลังจากมาร์กซ์และเองเกลส์ได้ประกาศอย่างกึกก้องในปี 1845 ถึงการมาถึงของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เรียกว่า “ระบบทุนนิยม” พร้อมทั้งให้อรรถาธิบายและบทวิเคราะห์อย่างถึงพริกถึงขิง ถึงกำเนิดและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมัน

จบลงด้วยคำพยากรณ์ถึงอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของระบบทุนว่ามันต้องถูกโค่นล้มโดยชนชั้นกรรมาชีพ แล้วแทนที่มันด้วยระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ใหม่ ยิ่งกว่านั้นคือสังคมนิยมก่อนจะวิวัฒน์ต่อไปถึงวาระสุดท้ายของสังคมชนชั้น นั่นคือลำดับขั้นสุดท้ายเรียกว่า “คอมมิวนิสต์”

อิทธิพลของ “แถลงการณ์คอมมิวนิสต์”(Communist Manifesto) แพร่ระบาดไปทั่วโลกราวกับโรคระบาด

ผมจำได้ว่าในวาระที่ไปแสดงปาฐกถาครั้งแรกในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน พ.ศ.2518 คุณสุภาเสนอเรื่องหนังสือที่ทรงอิทธิพลในโลก เล่มแรกคือคัมภีร์ไบเบิล เล่มที่สองท่านถามว่าใครอยากเดาบ้าง ในห้องเงียบผมก็นึกไม่ออก

คำตอบจากปากคุณสุภาที่กล่าวอย่างนิ่มๆ เบาๆ ตามบุคลิกของท่าน “มันคือคอมมิวนิสต์แมนิเฟสโต”

ทั้งห้องนิ่งเงียบไม่มีอะไรขยับพักใหญ่ จะเพราะอะไรก็สุดจะคาดคะเน แต่ผมคิดว่าคนคงประหลาดและแปลกใจว่าหนังสือเล่มเล็กกระจิริดนี้หรอกหรือที่ทรงอิทธิพลยิ่งต่อคนทั้งโลก

สำหรับผมมันเหมือนเจอผ้าขี้ริ้วหุ้มทอง เพราะพอเป็นนักศึกษาอ่านภาษาอังกฤษได้งูๆ ปลาๆ ก็รีบหันเข้าหาแมนิเฟสโต เพราะคิดว่ามันคือกุญแจของความลับในลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีใครกล้าอธิบายให้ฟัง แล้วล่าถอยออกมาอย่างเงียบๆ

เพราะอ่านแล้วไม่เข้าหัวเลยสักย่อหน้าหนึ่ง

นับแต่นั้นมา ความตื่นตัวและการสร้างสำนึกทางการเมืองของนักศึกษาคลื่นลูกใหม่ก็แยกไม่ออกจากการวิพากษ์ระบบทุนนิยม

จำได้ว่าวรรคทองที่อ่านเจอในบทความสั้นใน “หนังสือเล่มละบาท” ที่ทำโดยนักศึกษาก้าวหน้า ของวิทยากร เชียงกูล ที่วิพากษ์ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างหดหู่ พลันก็มีวรรคที่ตอกย้ำความไร้น้ำยาของชีวิตในมหาวิทยาลัยไทย ด้วยการอ้างอิงถึงความคิดทฤษฎีที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยไปไม่เป็น นั่นคือคำพูดของอดัม สมิธ ที่ประณามว่า “มือที่มองไม่เห็น” นี้เองที่บงการทุกอย่างในสังคม

ผมรู้จักอดัม สมิธ ครั้งแรกไม่ใช่ในความคิดเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำวิพากษ์ระบบทุนนิยม

บรรยากาศแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกหลังจากการล่มสลายของสงครามเย็นและระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต นำไปสู่การแตกกระจายและเสื่อมคลายของระบอบสังคมนิยมทั่วโลก มีส่วนในการทำให้การศึกษาวิเคราะห์ระบบทุนนิยมอย่างที่เป็นภววิสัยดำเนินไปได้มากขึ้น

สภาพการณ์ของระบบโลกปัจจุบันจึงไม่ได้วางอยู่บนสมมุติฐานเดียวว่า ทุกอย่างกำหนดและอยู่ใต้บงการของระบบทุนนิยมแต่ถ่ายเดียว หากแต่ภายในระบบทุนเองก็มีความแตกต่าง มีอัตลักษณ์และกระบวนการภายในที่ก่อรูปขึ้นมาจากมรดกและวิวัฒนาการของสังคมก่อนหน้านี้

จนกล่าวได้ว่าระบบทุนนิยมไม่ใช่ระบบเดี่ยวที่หยุดนิ่งตายตัว แต่มีพลังในการก่อเกิดขึ้นได้ในทุกสังคมอย่างที่เราเคยเข้าใจและยึดถือกันมาหลายทศวรรษ

ตรงจุดนี้เองที่ผมอยากเสนออีกเล่มหนึ่งที่เข้าข่ายทัศนะเชิงบวกต่อระบบทุนนิยมที่แท้จริง นั่นคือหนังสือที่พูดถึง “กำเนิดทุนนิยมมุมมองจากช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวขึ้น” โดยนักเขียนลัทธิมาร์กซ์ชื่อดังนามเอลเลน เมคซินส์ วูด

ที่ล่าสุดออกมาวิพากษ์วิจารณ์การวิวาทะในปัญหากำเนิดของระบบทุนนิยม ที่ได้ทำมาในหลายทศวรรษอย่างรอบด้าน

ประเด็นที่ผมประทับใจยิ่งคือ เธอสามารถวิพากษ์ถึงจุดอ่อนและข้อจำกัดของทฤษฎีระบบทุนนิยมโดยนักลัทธิมาร์กซ์หลายรุ่น ที่ยิ่งสร้างความไม่เข้าใจในกำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนมากยิ่งขึ้น

เธอจึงถือโอกาสนี้หลังจากทำการค้นคว้าศึกษากำเนิดระบบทุนนิยมในอังกฤษอย่างละเอียด ว่าจริงๆ แล้วระบบทุนนิยมเกิดได้อย่างไรด้วยปัจจัยอะไร

บัดนี้หนังสือสำคัญเล่มนี้ก็ปรากฏออกมาในภาคไทยแล้ว ผู้สนใจจึงสามารถศึกษาทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ข้อนี้สำคัญมาก ผมยืนยันด้วยประสบการณ์ว่า การศึกษาและเข้าใจในลัทธิมาร์กซ์นั้นต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยการอ่านและเข้าใจจากหนังสือของคนอื่น โดยปราศจากการปฏิบัติของอัตวิสัย

มาร์กซ์เขียนว่า เพื่อที่จะเข้าใจและตีความในความจริงทางสังคม (ระบบทุนนิยม) ได้ ตัวเราต้องซึมลึกลงไปในเนื้อหาของการวิเคราะห์นั้นด้วย

นี่เองคือคำประกาศที่เขาเขียนในการวิพากษ์ฟอยเออร์บาค “Theses on Feuerbach” ว่า “นักปรัชญาทำได้เพียงการตีความโลกในหนทางต่างๆ ประเด็นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงมัน”

ผมจะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ในสองประเด็น อันแรก อภิปรายถึงเนื้อหาและการค้นพบที่ใหม่และท้าทายยิ่งของเอลเลน เมคซินส์ วูด ว่าเธอมาถึงข้อสรุปนี้ได้อย่างไร โดยมองกลับไปยังประวัติศาสตร์ของวิวาทะว่าด้วยกำเนิดระบบทุนที่่ผ่านมา

ประเด็นที่สอง พูดถึงทฤษฎีกำเนิดระบบทุนอันใหม่นี้ในบริบทของพัฒนาการระบบทุนนิยมในสยามไทย ว่ามันช่วยทำให้นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองอาจใช้ประโยชน์อะไรในทางทฤษฎีจากหนังสือเล่มนี้ได้บ้าง

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’