bg-single

ฐากูร บุนปาน : เมื่อรัฐบาลไทย อยากแบ่งเค้กโฆษณาจาก Facebook + Google

11.07.2017

โบราณท่านว่า เวลาดวงตกหรือดวงแตกเนี่ย

ทำอะไรที่คิดว่าดี ผลสุดท้ายมักจะออกมาในทางตรงข้าม

ไม่เชื่อก็พิจารณาจากกรณีหอชมเมือง กฎหมายแรงงานต่างด้าว

หรือกรณีที่ กสทช. เชิญ 7 บริษัทที่ลงโฆษณาในสื่อดิจิตอลมากที่สุดไปพูดคุย เพื่อจะให้ลดการโฆษณาในกูเกิลหรือเฟซบุ๊กลง

รวมทั้งประกาศนโยบายว่า จะพยายามจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการระดับโลกเหล่านี้ดูก็ได้

ปฏิกิริยาที่ตามมาในทันทีก็คือกูเกิลและเฟซบุ๊กส่งหนังสือชี้แจงกลับมาถึง กสทช.

ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

เพราะจะเป็นนโยบายที่ทำให้การพัฒนาและการลงทุนด้านดิจิตอลในเมืองไทยยิ่งลำบากลำบนไปกว่าเดิม

ปฏิกิริยาตอบสนองต่อปฏิกิริยาจาก กสทช. ก็คือ บอกว่า

ไม่ให้ราคาองค์กรที่เป็นสมาคมร่วมของกูเกิลและเฟซบุ๊ก

เจตนาดีที่อาจจะไม่ค่อยถูกกาลเทศะ และไม่ประเมินกำลังตัวเองนี้

จะส่งผลอย่างไรต่อไป-โปรดติดตาม

จริงอยู่

กูเกิลและเฟซบุ๊กมีส่วนแบ่งการตลาดจากเม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิตอลประมาณร้อยละ 80

นี่เป็นตัวเลขใกล้เคียงกันทั้งของไทยและค่าเฉลี่ยทั้งโลก

รายได้จำนวนนี้ไม่รู้ว่าเสียภาษีให้ใคร

หรืออาจไม่เสียภาษีเลย

เพราะทั้งกูเกิล-เฟซบุ๊กมีการจัดตั้งบริษัทที่ซับซ้อน

ใช้ประโยชน์จากสวรรค์ของนักเลี่ยงภาษีอย่างไอร์แลนด์ และประเทศหมู่เกาะในอเมริกากลางอย่างเต็มที่

จนแม้แต่รัฐบาลสหรัฐยังเคยโวย

เพราะเก็บภาษีเฟซบุ๊กได้ไม่เต็มมือ

เลยมีคำถามว่า

ถ้ารัฐบาลสหรัฐที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกยังทำไม่ได้

กสทช. หรือรัฐบาลไทย มีปัญญาเก็บภาษีรายได้จากโฆษณาของกูเกิล-เฟซบุ๊กได้ไหม

ถ้าทำได้นี่ต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมระดับโลกเลยนะครับ

ต่อไปแทนที่จะต้องเสียเงินเสียทองไปดูงานบ้านเขา

เผลอๆ ทุกประเทศทั่วโลกอาจจะต้องขอมาดูงานบ้านเรา

ทำเป็นเล่นไป-ฮา

แต่อย่างที่เรียนว่า เข้าใจอยู่ว่านี่เป็นเจตนาดีครับ

เพียงแต่เจตนาดีต้องมีวิธีการที่ถูก ซึ่งสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วย

เช่น ถ้าลำพังไม่มีอำนาจจะไปจัดการกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้

(เพราะอีกด้านหนึ่งก็กลัวว่าเดี๋ยวเขาจะไม่มาลงทุน หรือไม่ทำธุรกิจในเมืองไทย จะยิ่งเสียหายหนักกว่าเก่า)

ทำไมไม่ร่วมมือกับหน่วยงานประเภทเดียวกันในประเทศอื่น

หารือกันก่อนว่าจะเอาอย่างไร

หรือถ้าจะเล่นงานเขาด้วยเรื่องภาษี

ทำไมไม่ให้หน่วยงานจัดเก็บภาษีลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกเสียเอง

เพราะรัฐบาลหรือหน่วยงานเก็บภาษีของประเทศอื่น เขาก็คงไม่ได้คิดต่างจากท่านเท่าไหร่

และมองเค้กก้อนนี้ตาเป็นมันอยู่

ไม้ซีกน่ะงัดไม้ซุงไม่ได้

แต่หลายๆ ไม้ซีกมัดรวมกันน่ะไม่แน่นะครับ

และจริงๆ วิธีที่จะทำให้ได้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้น (ถ้าต้องการอย่างนั้นจริงๆ)

โดยไม่กระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐ ว่าจำกัดเสรีภาพของผู้ประกอบการในโลกยุคใหม่

หรือไม่ทำให้ทุนต่างประเทศที่ท่านอยากได้กันหนักหนาถอยไป หรือไม่ยอมมาลงทุนในเมืองไทย

ก็คือ รัฐ-จะโดย กสทช. หรือใครก็ได้ เข้ามาผลักดันให้ผู้ประกอบการในประเทศพัฒนาเนื้อหา เทคโนโลยีให้ไล่ทันต่างประเทศ

ถ้าผู้ประกอบการในประเทศแข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจะในแง่

1. พัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมาได้

2. อยู่ในแพลตฟอร์มของยักษ์ใหญ่ต่างประเทศ แต่มีอำนาจต่อรอง หรือมีช่องทางหารายได้มากขึ้น

จนกระทั่งเป็นตัวของตัวเอง หรือต่อรองแบบพอฟัดพอเหวี่ยงกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้

รัฐก็จะมีรายได้ภาษีและอื่นๆ มากขึ้นตามไปด้วย

ที่แน่ๆ คือ มากกว่ามาตรการจำกัดกั้นแบบนี้เป็นไหนๆ

โลกนี้หมุนไปทุกวันด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าอยากอยู่กับโลก ก็ต้องหมุนตามให้ทัน หรือหมุนเร็วกว่า

ที่อยากจะหยุดโลกนั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ

เอามือไปรั้ง ก็มือด้วน

หรือไม่ก็ตกขบวนประวัติศาสตร์ไปเลย

เลือกเอาเถิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย