วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
เป็นเรื่องหนึ่งในกระบวนการอันซับซ้อน ในจังหวะการเปลี่ยนผ่านเครือข่ายธุรกิจครอบครัวใหญ่ไทย จากรุ่นบุกเบิก สู่ทายาท
เรื่องราวอันซับซ้อนที่ว่าเกิดขึ้นกับกลุ่มทีซีซี เค้าลางเปิดฉากขึ้น เมื่อ เจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้นำและผู้บุกเบิกตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการในหลายบริษัทสำคัญๆ ในเครือข่ายธุรกิจใหญ่ของเขา
“เชื่อว่า เป็นสัญญาณยุคเปลี่ยนผ่าน เครือข่ายธุรกิจกลุ่มทีซีซี ของตระกูลสิริวัฒนภักดี กำลังก้าวสู่รุ่นที่ 2 อย่างเต็มตัว” ผมเองเคยว่าไว้เมื่อปลายปีก่อน (จากเรื่อง “ทีซีซี (กำลัง) เปลี่ยนผ่าน” มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 19 ธันวาคม 2568)
ในภาพใหญ่เป็นไปอย่างซับซ้อนอย่างไรไม่อาจให้ภาพนั้นได้ในเวลานี้ ในฐานะธุรกิจครอบครัวซึ่งเติบโตและขยายตัวอย่างน่าทึ่งในราว 3 ทศวรรษ เครือข่ายธุรกิจและสินทรัพย์ของกลุ่มทีซีพี มีความหลากหลาย กระจัดกระจายอย่างยิ่ง ทั้งลักษณะธุรกิจ และภูมิศาสตร์ ทั้งในและต่างประเทศในหลายภูมิภาค
เท่าที่เป็นไปได้ พยายามจับภาพและเรื่องราวบางกรณี เป็นชิ้นส่วนหนึ่งๆ ซึ่งเชื่อว่า จะต่อเป็นภาพใหญ่ เป็นบทเรียนหนึ่งของสังคมธุรกิจไทย
อย่างกรณีที่เคยเสนอมาแล้ว เกี่ยวกับบริษัท เบอร์ลียุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กิจการค้าเก่าแก่ในยุคอาณานิคม กลุ่มทีซีซี ได้เข้าซื้อ เข้าครอบงำ ผ่านกลไกในตลาดหุ้นเมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่แล้ว (2544) เป็นจังหวะก้าวสำคัญ สู่ธุรกิจใหม่ๆ ครั้งแรกๆ -ธุรกิจอุตสาหกรรม และสินค้าคอนซูเมอร์
กับดีลที่น่าสนใจ (กุมภาพันธ์ 2569) BJC ประกาศเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) จาก TCC Land International มูลค่าการลงทุนประมาณ 22,500 ล้านบาท (หรือราว 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้นำเสนอ มีรายละเอยดพอสมควรไว้เมื่อไม่นานมานี้ (เรื่อง “เบอร์ลียุคเกอร์ กระชับแผน” มติชนสุดสัปดาห์ มีนาคม 2569)
เป็นแผนการซึ่งดำเนินไปอย่างมีแบบแผน และผสมผสาน ทั้งปรับโครงสร้างธุรกิจให้เข้าที่เข้าทาง ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจในเวลานั้นๆ
อีกด้านหนึ่ง เป็นจัดโครงสร้างธุรกิจและทรัพย์สินให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น จะว่าเป็นกระบวนการจัดสรรเพื่อก้าวข้ามสู่รุ่นที่ 2 อย่างสัมพันธ์กัน ในฐานะแต่ละคนเป็นผู้ดูแลธุรกิจในเครือข่ายตนเอง ซึ่งถูกจัดวางให้ มีความแตกต่างกันบางระดับอยู่แล้ว
เชื่อว่าเป็นแผนที่ตั้งใจอย่างจริงจัง ผ่านกระบวนการอย่างที่ควร ผ่านที่ปรึกษามืออาชีพหลายทีม หลายระดับ ทั้งการเงิน กฎหมาย ฯลฯ ที่สำคัญกว่านั้น เชื่อว่าอยู่ภายใต้กระบวนการเห็นพ้องต้องกันของบรรดาทายาททั้ง 5 คน ทั้งนี้ เชื่อกันอีกว่า ผู้ก่อตั้ง-ผู้นำ อย่างเจริญ สิริวัฒนภักดี มีบทบาทไม่มากแล้ว
มีอีกดีลหนึ่งที่น่าสนใจจะกล่าวถึง เกี่ยวกับ Frasers Property Limited (FPL) แห่งสิงคโปร์ กับแผนการปรับโครงสร้างด้านธุรกิจโรงแรมและบริการ (Hospitality) ด้วยมีสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 53,000 ล้านบาท)
ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการมีขึ้นเมื่อปลายเดือนที่เพิ่งผ่านมา (25 มิถุนายน 2569) ว่า มีความต้องการที่จะขายหุ้นในสัดส่วน 63.28% ในอสังหาริมทรัพย์สำคัญ 5 แห่ง ให้แก่ TCC Group Investments Limited (TCCI) ซึ่งเป็นผู้ร่วมถือหุ้นเดิมอยู่แล้ว กิจการที่ว่าอยู่ในเครือ FPL ที่เรียก Frasers Hospitality Trust (FHT) เป็นโรงแรม 5 แห่ง ได้แก่ Frasers House สิงคโปร์, Westin Kuala Lumpur มาเลเซีย Fraser Suites Queens Gate London และ Fraser Suites Edinburgh สหราชอาณาจักร รวมทั้ง ANA Crowne Plaza Kobe ในญี่ปุ่น
เกี่ยวกับ Frasers Property Limited หรือ FPL ในสิงคโปร์ อย่างที่รู้ คือเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายทั้งประเภทและภูมิศาสตร์ ได้แยกตัวออกจาก Fraser and Neave หรือ F&N (เมื่อ THAIBEV เข้าซื้อกิจการในปี 2555) มาในปี 2560 ขยับขยายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายกิจการในไทย -บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT รวมทั้งแผนการเข้าตลาดหุ้นไทยทางลัด (ปี 2562)
ในช่วงเวลานี้ FPT มีการโปรโมตธุรกิจให้เห็นภาพตื่นเต้น ว่าเป็น “อาณาจักร Multi-Asset Class สมบูรณ์แบบที่สุดในไทย” เข้าใจว่า เป็นความพยายามสร้างบุคลิกและโมเดลธุรกิจที่แตกต่างออกไปมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทีซีซีเอง
เมื่อมองไปที่ยังฐานใหญ่-สิงคโปร์ พอจะเห็นภาพเชื่อมโยงไปยังต้นแบบได้บ้างไม่มากก็น้อย
ภาพหนึ่งในนั้น เกี่ยวกับ Frasers Hospitality ซีกหนึ่งใน FPL เป็นกิจการเริ่มต้นธุรกิจบุกเบิกตลาด Serviced Apartment ด้วยมีห้องพัก 412 ยูนิตในสิงคโปร์ ในช่วงคาบเกี่ยววิกฤตการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาค (ปี 2541) จนกลายมาเป็นเครือข่ายที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่กระจายตัวอยู่ในศูนย์กลางเศรษฐกิจทั่วโลกในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยน เริ่มขยายเครือข่ายออกนอกสิงคโปร์ครั้งแรกในปี 2545 โดยข้ามฝั่งไปเปิดโครงการที่ London สหราชอาณาจักร จากนั้นมาสู่จีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเศรษฐกิจที่นั่นเฟื่องฟู (ปี 2547) และไปถึงออสเตรเลีย (ปี 2550) ด้วย
เมื่อมาอยู่ในมือกลุ่มทีซีซี (ตั้งแต่ปี 2556) มีการปรับโครงสร้าง (ปี 2557) เพื่อการะดมทุน ได้นำกลุ่มธุรกิจโรงแรมและ Serviced Apartment แยกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในรูปแบบกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ชื่อ Frasers Hospitality Trust (FHT)
อีกด้านแผนการและดีลข้างต้น ได้มองเห็นโครงสร้างแกนกลางธุรกิจครอบครัวไทยอันซับซ้อน ด้วยมี Holding company อีกบางแห่ง ที่ควรสนใจด้วย เป็นกรณี เป็นแบบแผนที่อ้างถึง และเทียบเคียงกับดีลครั้งก่อนหน้า เกี่ยวกับ BJC ได้ด้วย
ว่าไปแล้วทั้ง TCCGI และ TCCLI เป็น Holding company ในต่างประเทศของตระกูลสิริวัฒนภักดีเหมือนกัน แต่มีภารกิจแตกต่างกัน
TCCGI จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands – BVI) ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์การบริการ (Hospitality) โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Frasers Property Limited (FPL)
ส่วน TCCLI (TTC Land International Pte. Ltd.) จดทะเบียนในสิงคโปร์ ลงทุนในธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทำหน้าที่ถือหุ้น 100% ใน MM Mega Market Vietnam (MMVN) ซึ่งเป็นเครือข่ายห้างค้าส่งรายใหญ่ที่มี 30 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม ต่อมาเมื่อมีดีลกับ BJC จึงได้เปลี่ยนสถานะจากเดิมที่เป็นบริษัทนอกตลาดของกลุ่ม ไปเป็นบริษัทย่อยของ BJC
ขณะ TCCGI ยังคงมีสถานะเป็น Holding company ของครอบครัว ว่ากันว่า ควบคุมและถือหุ้นร่วมกันโดยทายาททั้ง 5 คนของตระกูลสิริวัฒนภักดี ในสัดส่วนเท่ากันคนละ 20% จากดีลที่ว่าข้างต้น จะกลายเป็นถือหุ้นใหญ่ในทรัพย์สิน 5 แห่ง (ที่กล่าวมาข้างต้น) เป็นการเพิ่มเติมอีกด้วย
ก่อนหน้ามีรายงานข่าวของ The Business Times สิงคโปร์ว่า ที่ปรึกษาทางการเงิน ได้เปิดเผยว่า ดีลนี้เคยมีการเสนอขายให้กองทุนภายนอกแบบลับๆ มาก่อน แต่ไม่มีรายใดสนใจ เนื่องจากภายนอกมองว่า “ราคาแพงเกินไป” และ FPL ตั้งเงื่อนไขว่า แม้จะขายตึกไปแล้ว แต่ FPL ต้องได้สิทธิ์ในการบริหารต่อ มีเพียง TCCGI เท่านั้นที่ยอมรับเงื่อนไขนี้ เชื่อกันว่าเพื่อเกื้อหนุนธุรกิจในเครือเดียวกัน ว่ากันว่าต่อ เป็นดีลที่มีราคาสูงกว่าราคาประเมิน
แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ลงตัว ดำเนินต่อไป ในบางธุรกิจ บางช่วงบางเวลา มีแรงกดดันบางด้านอยู่ด้วย
