Epilogue | กรกฤษณ์ พรอินทร์
‘คันเบ ยอดกุนซือ (Gunshi Kanbei)’ ที่กำลังฉายอยู่ใน Netflix บ้านเราในตอนนี้ เป็นละครไทกะ หรือละครย้อนยุคฟอร์มยักษ์ของญี่ปุ่น เคยออกอากาศมาแล้วในปี 2014 ทางช่อง NHK และมีจำนวนมากถึง 50 ตอน การมีละครอิงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาให้ดูในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีที่ครองพื้นที่หน้าจอ Netflix ได้อย่างน่าสนใจ
และเมื่อเป็นละครย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์แล้วนั้น เรื่องราวของนักรบซามูไรในยุคเซ็นโกคุ (Sengoku) ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่มักถูกหยิบยกนำมาเสนอแก่ผู้ชมอยู่บ่อยครั้ง เพราะเป็นช่วงที่เหล่าซามูไรแย่งชิงอำนาจ มีฉากสู้รบ และการชิงไหวชิงพริบกันมากที่สุดช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมด้วยตัวละครมากหน้าหลากสีสัน
อย่างสุดยอดขุนศึกผู้โด่งดังในช่วงเวลานี้ เช่น โอดะ โนบุนากะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ หรือโทกุงาวะ อิเอยาสุ ที่ต่างมีบุคลิกภาพและวิถีการปกครองที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ตามกลอนไฮกุที่ว่า
“เจ้านกคัคคู หากเจ้าไม่ร้อง ข้าก็จะฆ่าทิ้งเสีย” — โอดะ โนบุนากะ
“เจ้านกคัคคู หากเจ้าไม่ร้อง ข้าก็จะทำให้เจ้าร้อง” — โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
“เจ้านกคัคคู หากเจ้าไม่ร้อง ข้าก็จะรอจนกว่าเจ้าจะร้อง” — โทกุงาวะ อิเอยาสุ
แต่แทนที่จะใช้วีรบุรุษทั้ง 3 คนข้างต้นเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก ซีรีส์ ‘คันเบ ยอดกุนซือ (Gunshi Kanbei)’ กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องราวผ่าน ‘คุโรดะ คันเบ’ ไดเมียวและเสนาธิการทางทหารที่ยอดขุนศึกแห่งยุคทั้ง 3 คนต่างชื่นชมและหวั่นเกรงในความสามารถอย่างน่าติดตาม
จนเป็นการนำตัวละครในประวัติศาสตร์ที่คนอาจไม่เคยรู้จักหรือสนใจมากนักให้มีบทบาทโดดเด่น
และร้อยเรียงเรื่องราวอย่างไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

คุโรดะ คันเบ เกิดที่เมืองฮิเมจิ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.1546 เป็นบุตรชายของคุโรดะ โมโตทากะ
เดิมที คุโรดะ ชิเกทากะ ปู่ของคันเบเป็นหมอรักษาตา ขายยารักษาตาจนร่ำรวย และพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ในปราสาทโกชากุ ที่ฮิเมจิ ในฐานะข้าราชบริพารอาวุโสของโคเดระ มาซาโมโตะ เจ้าเมืองฮิเมจิ คุโรดะ คันเบ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลคุโรดะด้วยวัย 21 ปี เมื่อคุโรดะ โมโตทากะ บิดาของเขาเกษียณอายุ
หลังจากที่อาชิคางะ โยชิโนริ โชกุนลำดับที่ 6 โดนลอบสังหาร ศูนย์กลางอำนาจจากโชกุนก็ค่อยๆ ถูกลดทอนลง และกลุ่มไดเมียวตระกูลต่างๆ เปิดศึกแย่งชิงอำนาจกันเอง ชักพาให้ชาวบ้านชาวนาพ่อค้าประชาชนทั้งหลายเข้าสู่วังวนแห่งสงคราม ขยายดินแดนระหว่างแคว้นจนหาความสงบสุขแทบไม่ได้
ในช่วงเวลานั้น โอดะ โนบุนากะ ขุนศึกหนุ่มแห่งโอวาริ เป็นจอมทัพที่โดดเด่นที่สุดในการพิชิตตระกูลต่างๆ จากกลยุทธ์การใช้ปืนไฟอย่างเป็นระบบ ความกล้าหาญบ้าบิ่น และความโหดเหี้ยมในการทำศึกอย่างไม่ปรานีจนได้ฉายาว่าเป็น ‘จอมมารฟ้า’
เมื่อไฟสงครามลามมาถึงแคว้นของตน คุโรดะ คันเบ ที่ชูธงรับใช้ตระกูลโคเดระเรื่อยมาก็ได้พาคนของตระกูลเข้าสวามิภักดิ์ต่อโอดะ โนบุนากะ ด้วยหวังว่าจะใช้ความสามารถทางการทหารของตน ช่วยให้โนบุนากะยึดครองประเทศสำเร็จ เพื่อให้ไฟสงครามดับสิ้นโดยเร็ว และนำพาความสงบคืนสู่แผ่นดินได้
โดยเขารับหน้าที่เป็นกุนซือคอยช่วยเหลือโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แม่ทัพคนสำคัญของโนบุนากะในการทำศึก
สร้างผลงานในการปราบปรามดินแดนจูโกคุทางตะวันตก และเผชิญหน้ากับตระกูลโมริที่แข็งแกร่ง

ใน ค.ศ.1582 อาเกจิ มิตสึฮิเดะ หนึ่งในขุนพลระดับสูงของตระกูลโอดะ ได้รับมอบหมายให้ยกทัพนำกำลังเสริมไปช่วยเหลือโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ที่จูโกคุ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้มิตสึฮิเดะรู้สึกว่าตนโดนดูถูกเป็นอย่างมาก เพราะเขาก็ไม่ได้มีอำนาจในกองทัพเป็นรองจากฮิเดโยชิแต่อย่างใด
ในตอนนั้นโนบุนากะที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานเลี้ยงน้ำชาต้อนรับโทกุงาวะ อิเอยาสุ ไดเมียวผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมิกาวะ ได้เดินทางพร้อมทหารองครักษ์ไม่ถึงร้อยคนไปพำนักอยู่ที่วัดฮนโนจิ ในเมืองเกียวโต ก็ถูกมิตสึฮิเดะนำกองทัพบุกโจมตี
ฝ่ายโนบุนากะที่มีกองกำลังเพียงเล็กน้อยไม่สามารถต้านทานได้ จนต้องทำการเซ็ปปุกุในวัดฮนโนจินั่นเอง
เมื่อฮิเดโยชิทราบข่าวการลอบสังหารโนบุนากะผู้เป็นเจ้านายเหนือหัว เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้คุโรดะ คันเบ เตือนสติและแจ้งเขาว่านี่เป็นโอกาสทองที่เขาจะได้เป็นผู้ครองแผ่นดินญี่ปุ่นแทนที่โนบุนากะแล้ว
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ จึงยุติสงครามในดินแดนจูโกคุทันที และรีบยกทัพมายังเมืองเกียวโตเพื่อทำการแก้แค้นให้แก่นายของตน ทัพของฮิเดโยชิและมิตสึฮิเดะปะทะกันในยุทธการยามาซากิใน ค.ศ.1582 ฮิเดโยชิเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และได้ก้าวขึ้นมาปกครองญี่ปุ่นในเวลาต่อมา เขาได้สร้างปราสาทโอซาก้าขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมอำนาจในเวลานั้น
แต่การปกครองของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ก็ไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะโอดะ โนบุคัตสึ บุตรชายคนที่สองของโอดะ โนบุนากะ ผู้ล่วงลับ ได้ลุกขึ้นต่อต้านเขา โดยมีโทกุงาวะ อิเอยาสุ พันธมิตรเดิมของโนบุนากะคอยหนุนหลัง ทั้งสองฝ่ายยกทัพไปเผชิญหน้ากันที่ชายแดนแคว้นโนบิ
สงครามดังกล่าวกินเวลาเกินกว่าครึ่งปี แต่ไม่ปรากฏผู้แพ้ชนะ ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจาสงบศึก โดยที่ตระกูลโทกุงาวะยอมที่จะเป็นพันธมิตรของฮิเดโยชิ และฮิเดโยชิได้ส่งน้องสาวของตนคือ ท่านหญิงอาซาฮิ มาเป็นภรรยาเอกคนใหม่ของอิเอยาสุ
แม้การศึกจะสงบลง แต่ทั้งโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และโทกุงาวะ อิเอยาสุ ต่างหวาดระแวงกันมาตลอด

อาจเป็นเพราะทำศึกมาทั้งชีวิต หลังจากปราบปรามแคว้นต่างๆ เสร็จสิ้น แทนที่จะทำนุบำรุงบ้านเมือง ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เจริญรุ่งเรือง หลังผ่านยุคสงครามมาหมาดๆ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ กลับมีความคิดที่จะบุกอาณาจักรโชซ็อนของเกาหลีเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของตน จึงสร้างกองเรือและส่งทหารหนึ่งแสนนายข้ามทะเลไปยึดดินแดนที่ตนไม่รู้จัก จนเหล่าทหารและประชาชนที่อ่อนล้าจากสงคราม ต่างเรียกการบุกเกาหลีของฮิเดโยชิครั้งนี้ว่าเป็น ‘การรบที่ไร้สติ’
ในการศึกครั้งนี้ โทกุงาวะ อิเอยาสุ ได้หลีกเลี่ยงที่จะส่งกองทัพของตนเข้าร่วมการรุกรานอาณาจักรโชซ็อน เพื่อรักษากำลังทหารของตนเองไม่ให้สูญเสียไปกับสงครามที่ไม่คุ้มค่า โดยที่ทางโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ไม่สามารถทำอะไรได้
ในการรบที่เกาหลีนี้เอง ผู้ที่เป็นหูเป็นตาในฐานะผู้ตรวจการให้โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ก็คือ อิชิดะ มิตสึนาริ ไดเมียวที่มีความสามารถในการบริหาร ผิดไปจากซามูไรทั่วไปที่มักจะเชี่ยวชาญการรบเป็นหลัก มิตสึนาริรายงานกลับมายังฮิเดโยชิว่าการรุกรานโชซ็อนนั้นไม่มีประสิทธิภาพ สร้างความไม่พอใจแก่บรรดาขุนศึกระดับสูงที่สูญเสียไพร่พลของตนในการรบที่เกาหลีเป็นจำนวนมาก แต่ว่าทหารญี่ปุ่นไม่สามารถสู้รบกับทางเกาหลีได้จริงๆ จนต้องส่งคุโรดะ คันเบ เสนาธิการกองทัพข้ามน้ำข้ามทะเลไปแก้ไขสถานการณ์ให้ทุเลาเบาบาง ลดทอนการสูญเสียที่เกิดขึ้น จากนั้นมีการเจรจาสงบศึกและถอนกำลังกลับญี่ปุ่น
‘การรบที่ไร้สติ’ นี้กินเวลาหลายปี และโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ก็แก่ตัวลงไปมาก เขามีโทโยโทมิ ฮิเดโยริ บุตรวัยเยาว์คนหนึ่งที่หวังให้เป็นผู้สืบทอด จึงได้แต่งตั้งไดเมียวผู้ทรงอิทธิพล 5 คนขึ้นเป็น ‘สภาผู้อาวุโสทั้งห้า’ เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศและดูแลบุตรชายของเขาจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
‘สภาผู้อาวุโสทั้งห้า’ ได้แก่ โทกุงาวะ อิเอยาสุ ผู้นำตระกูลโทกุงาวะ ผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงสุดในสภา, มาเอดะ โทชิอิเอะ เจ้าเมืองคางะ พันธมิตรคนสำคัญและเป็นพระอาจารย์ของโทโยโทมิ ฮิเดโยริ, โมริ เทรูโมโตะ เจ้าเมืองอากิ ผู้ครองแคว้นทางตะวันตกเฉียงใต้, อูเอซูกิ คางาเงะ เจ้าเมืองเอจิโกะ ผู้สืบทอดตระกูลอูเอซูกิ และอูกิตะ ฮิเดอิเอะ ไดเมียวหนุ่มแห่งบิเซ็ง ผู้มีความจงรักภักดีต่อตระกูลโทโยโทมิอย่างแรงกล้า
หลังฮิเดโยชิเสียชีวิตลง อิชิดะ มิตสึนาริ ที่สร้างศัตรูไว้มากมายตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี ได้สถาปนาตนเองเป็นผู้นำในการคุ้มครองโทโยโทมิ ฮิเดโยริ ให้ขึ้นครองอำนาจ และมุ่งเป้าไปที่โทกุงาวะ อิเอยาสุ ว่ามีแผนก่อกบฏ แต่ไดเมียวคนอื่นกลับมองว่า เขาถือโอกาสชักใยฮิเดโยริอยู่เบี้องหลัง และใช้ช่วงเวลาสุญญากาศทางการเมืองนี้ทำลายคู่แข่งทางการเมืองของตนแทน
โทกุงาวะ อิเอยาสุ จึงได้ร่วมมือกับเหล่าไดเมียวฝ่ายตรงข้ามกับตระกูลอิชิดะ ยกทัพหวังจะล้มมิตสึนาริให้จงได้ โดยได้คุโรดะ นางามาสะ บุตรชายคนโตของคุโรดะ คันเบ เข้าร่วมทัพ และเชื่อมสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูล ด้วยการให้นางามาสะแต่งงานกับบุตรสาวบุญธรรมคนหนึ่งของเขา
ทางด้านคุโรดะ คันเบ ถือโอกาสที่ไฟสงครามกำลังคุกรุ่นนี้บุกเข้ายึดดินแดนคิวชูเพื่อขยายอาณาเขต และใช้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะก้าวกระโดดในการขึ้นมาเป็นผู้เล่นในกระดานอำนาจ จากแต่เดิมที่ตนคอยอยู่เบื้องหลังในฐานะกุนซือที่ผลักดันขุนศึกให้เป็นใหญ่เพื่อแสวงหาความสงบให้แผ่นดิน แต่คราวนี้เขามีความหวังว่าตนจะเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นและจะนำพาความสงบสุขมาสู่ดินแดนนี้ด้วยตนเอง
แม้จะเป็นการคิดการใหญ่ในช่วงปลายอายุของคันเบผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง แต่เหมือนโชคชะตาไม่เข้าข้างเขาดั่งเช่นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยน เพราะมหาสงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง “ทัพตะวันตก” ของมิตสึนาริ ที่มีทหารราว 84,000 คน กับ “ทัพตะวันออก” ของอิเอยาสุ ที่มีทหารราว 74,000 คน กลับจบลงภายในวันเดียว เมื่ออิเอยาสุได้เกลี้ยกล่อมให้โคบายากาวะ ฮิเดอากิ ขุนพลฝ่ายทัพตะวันตกคนหนึ่งมาเข้าร่วมกับฝ่ายทัพตะวันออกของตน
ทำให้การศึกระหว่างซามูไรจำนวนมหาศาลครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นครั้งนี้ ต้องจบลงโดยที่ชัยชนะตกเป็นของโทกุงาวะ อิเอยาสุ และอิชิดะ มิตสึนาริ พร้อมผู้นำทัพพันธมิตรถูกจับกุมตัวและถูกตัดสินประหารชีวิต

ในตอนจบของซีรีส์ คุโรดะ คันเบ ที่เกษียณราชการ เดินทางมาคารวะโทกุงาวะ อิเอยาสุ ที่ปราสาทซุนปุ เขาถูกโทกุงาวะ อิเอยาสุ ชักชวนให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา คันเบปฏิเสธและถามอิเอยาสุว่า “หลังจากนี้ท่านมีแผนการอย่างไรกับแผ่นดินนี้”
อิเอยาสุตอบคันเบว่า “คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน แต่ทว่าแผ่นดินนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แผ่นดินนี้ย่อมเป็นของตัวมันเอง ต่อให้ข้าสิ้นใจไปแล้ว มันต้องเป็นแผ่นดินแห่งความสงบสุข นี่คือความปรารถนาของข้า ข้าขอให้คำมั่นสัญญากับท่าน”
โทกุงาวะ อิเอยาสุ เป็นไดเมียวผู้ศรัทธาในนิกายสุขาวดี ที่ภาวนาถึงพระอมิตภะพุทธเจ้าอยู่เป็นนิจ ถือคติประจำใจว่า *”สังเวชโลกาอันแปดเปื้อน มุ่งแสวงหาวิศุทธิภูมิ” ถูกสถาปนาให้เป็นโชกุนในปี 1603 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ 73 ปี เขาได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าโทโช ไดงนเง็น ในฐานะพระโพธิสัตว์ที่ลงมาโปรดสัตว์บนโลกมนุษย์ มีศาลเจ้าสักการะคือ ศาลเจ้านิกโกโทโช ในเมืองนิกโก
ตระกูลโทกุงาวะครองตำแหน่งการปกครองแผ่นดินญี่ปุ่นจนถึง ค.ศ.1868
ข้อมูลประกอบการเขียน
1 * “สังเวชโลกาอันแปดเปื้อน มุ่งแสวงหาวิศุทธิภูมิ” — สำนวนแปลของ กรกิจ ดิษฐาน. https://www.facebook.com/photo/?fbid=10159732981101954&set=a.430946001953
2. 31 ม.ค. กำเนิด “โทกุงาวะ อิเอยาสุ” ขุนพลชนะสงครามซามูไรที่ยิ่งใหญ่นำญี่ปุ่นสู่ยุคเอโดะ. https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_26921
3. ขุนศึกสายอาร์ต โอดะ โนบุนากะ ร้องเพลงและเต้นขณะรู้ข่าวโดนข้าศึกบุก สภาพล่อแหลม. https://www.silpa-mag.com/history/article_65139
4. ประวัติความเป็นมาของปราสาทญี่ปุ่นและปราสาทอินุยามะ. https://inuyamajo.jp/th/learn/history/
