สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังสือเปิดฉากด้วยภาพนักบวชคนหนึ่งกำลังถอดเล็บผู้ต้องขัง “เอกสารงานวิจัยที่ขัดต่อศาสนา C เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนครับ” เขาถอดแล้วถอดอีกด้วยใบหน้าเฉยเมย สุภาพ และเป็นไปได้ว่ามีความสุขที่ได้ทำ
เขาชื่อโนวาค มิใช่นักบวชแท้ๆ แค่แต่งกายคล้ายนักบวช แต่เขาทำงานให้ศาสนจักร เป็นนักสอบสวนฝีมือดีได้ผลทุกราย
ศาสนจักรที่ว่าคือศาสนจักร C ซึ่งลงโทษผู้สร้างงานวิจัยเท็จด้วยการเผาทั้งเป็นในที่สาธารณะ
งานวิจัยต้องห้ามคือเรื่องโลกมิใช่ศูนย์กลางของจักรวาล บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่จะถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคืออริสโตเติลและปโตเลมี
แต่นี่เป็นมังงะ ภาพตัดมาที่เด็กหนุ่มราฟาล เขาเรียนเก่ง เป็นดาวเด่นของชั้นเรียน ลุกขึ้นตอบคำถามครู “ศูนย์กลางของจักรวาลคือโลกครับ จากทฤษฎีของอริสโตเติล วัตถุที่หนักจะตกลงมา ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะโลกอยู่ใจกลางของจักรวาลในจุดที่ต่ำที่สุดนั่นเอง” เสียงชื่นชมดังอื้อฮือมาจากทั้งห้อง ครูหน้าชั้นเป็นพ่อบุญธรรมของเขาเอง
ราฟาลอายุเพิ่งจะสิบสองปี และเขาเก่งระดับจะไปเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาเทววิทยา
มีสองคำพูดที่นักอ่านควรบันทึกไว้ตรงนี้เพื่อใช้อ้างอิงในเล่มถัดๆ ไป “วัตถุที่หนักจะตกลงมา” และ “โลกอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุด”

เป็นการ์ตูนอ่านสนุกแฝงประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของความคิดเรื่องจักรวาลตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาทีละเรื่องๆ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าประเด็นถกเถียงทางวิชาการในมังงะชุดนี้เป็นเรื่องจริง
เล่มแรกนี้ ควรรู้ว่าอียิปต์โบราณเป็นผู้วางรากฐานเรื่องวงโคจรของดาวต่างๆ บนท้องฟ้าเป็นรูปวงกลมสมบูรณ์รอบโลก แนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของอริสโตเติลรองรับวงโคจรวงกลมทั้งจักรวาลได้เป็นอย่างดี
เป็นแนวคิดที่ถูกรับรองโดยศาสนา ปรัชญา และพัฒนาการเด็กไปในตัว มิใช่แค่โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เด็กหนุ่มราฟาลก็เป็นศูนย์กลางของจักรวาลด้วย
“โลกนี้อยู่ง่ายซะจริ๊ง อาจจะพูดแรงไปหน่อยแต่โลกนี้มีแต่พวกงี่เง่า ฉันเป็นเด็กกำพร้า มีครบทุกอย่างทั้งยากจน น่าสมเพช น่าเวทนา และอ่อนแอ ทว่ารู้จักอยู่เป็นก่อนคนอื่นก็เท่านั้น” ตามด้วย “คติประจำตัวคือมีชีวิตอยู่ด้วยหลักเหตุและผล” ตามด้วย “ฉันที่เชื่อในหลักการนั้นช่างดูบริสุทธิ์ ฉลาด ถ่อมตัว และทรงอิทธิพลสุดๆ”
อาการที่ราฟาลเป็นมิใช่หลงตนเอง เขาสวมรอยโลกและเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางจริงๆ ดังที่จะได้อ่านต่อไปท้ายเล่มหนึ่งนี้
ราฟาลมีงานอดิเรกคือดูดาว เมื่อพ่อบุญธรรมพบเข้าจึงสั่งห้าม เสร็จแล้วขอให้ราฟาลไปรับตัวฮูเบิร์ต คนนอกรีตที่ถูกจับกุมเพราะทำวิจัยต้องห้ามมาอยู่ด้วย เหตุเพราะฮูเบิร์ตรับสารภาพผิดแล้วจึงถูกปล่อยตัวแต่ต้องมีผู้ดูแล พ่อบุญธรรมได้ชื่อว่าเป็นผู้เคร่งครัดในพระเจ้ารับหน้าที่นี้
ราฟาลไปรับฮูเบิร์ตที่หน้าเรือนจำ ฮูเบิร์ตเป็นคนร่างใหญ่ ใส่เสื้อคลุมปิดศีรษะ วัยกลางคนแต่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นบนใบหน้าหงิกงอ บอกเป็นนัยว่าถูกทรมานมามากเพื่อให้รับสารภาพ ฮูเบิร์ตเห็นราฟาลพกเครื่องมือดูดาวและสมุดบันทึกการดูดาวติดตัวจึงแย่งมาอ่าน เป็นแผนที่ดวงดาวที่ยอดเยี่ยมมากจึงพูดออกมาว่า “ผลงานดีมาก ดีแล้ว ฉันจะได้ทำวิจัยต่อ”
“หา! ไม่ใช่กลับใจแล้วหรือครับ ทำไมพูดออกมาโต้งๆ!” ราฟาลตกใจ ผู้กลับใจทำผิดซ้ำจะถูกประหาร ผู้สมรู้ร่วมคิดจะถูกประหารด้วย
ฮูเบิร์ตดันราฟาลติดกำแพงล้วงมีดปักฉึกบนกำแพงข้างลำคอของราฟาล “ถ้าปฏิเสธฉันเธอตาย คิดจะมาขัดขวางก็ตาย และถ้าไม่ฟังที่พูดก็จะฆ่าทิ้งซะ”

คืนนั้นฮูเบิร์ตพาราฟาลขึ้นเขาไปที่จุดดูดาวส่วนตัว ราฟาลตะลึงและตื่นเต้นมากที่สุด เพราะนี่เป็นจุดดูดาวที่ยอดเยี่ยมมากกว่าที่เขาเองใช้อยู่เป็นประจำ สุดยอด!
“เธอน่ะ รู้จักอริสตาร์คัสไหม” ฮูเบิร์ตถาม
“ใครล่ะนั่น” ราฟาลไม่รู้จัก
อริสตาร์คัส (Aristarchus) เป็นนักปราชญ์ก่อนคริสตกาล (310-230 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้มีแนวคิดว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล
“รู้ไหมว่าจักรวาลหน้าตาเป็นอย่างไร” ฮูเบิร์ตถาม
ราฟาลตอบตามแนวคิดของปโตเลมี (Claudius Ptolemy ค.ศ.100-170) ที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลาง ฮูเบิร์ตจึงให้ราฟาลวาดให้ดู ที่ราฟาลวาดบนพื้นทรายคือรูปจักรวาลที่โลกเป็นศูนย์กลาง โดยมีวงโคจรของดาวต่างๆ โคจรย้อนทิศทางเป็นระยะๆ รอบโลก
รูปวาด “ดาวโคจรย้อนกลับ” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรบันทึกไว้เพื่อรออ่านต่อในเล่มต่อไป
ฮูเบิร์ตพูดต่อไปว่า โลกหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ นี่คือทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
“ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตกดิน เป็นภูเขาเคลื่อนขึ้นต่างหาก”
“เป็นไปไม่ได้ครับ แล้วทำไมเวลาคนเรากระโดด ทำไมไม่ตกลงที่เดิม”
เป็นมังงะที่ดำเนินเรื่องน่าตื่นเต้น หวาดเสียว รุนแรง และโหดร้าย แฝงคำโต้เถียงที่น่าหัวเราะสำหรับนักอ่านศตวรรษที่ 21 แต่คำพูดเหล่านี้จะถูกหักล้างทีละคำๆ ในเล่มต่อๆ ไปตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติวิวัฒนาการของดาราศาสตร์
หลังจากวันนั้นราฟาลร่วมวิจัยกับฮูเบิร์ตด้วยความใฝ่รู้ของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งฮูเบิร์ตมอบที่ซ่อนบันทึกงานวิจัยหนึ่งกล่องใหญ่ไว้ให้ แล้ววันนั้นเองที่ผู้ไต่สวนโนวาคมาจับกุมราฟาลถึงบ้าน ข้อหาครอบครองสมุดงานวิจัยต้องห้าม แต่เป็นฮูเบิร์ตเองที่ออกรับหน้าอ้างตนเป็นเจ้าของสมุดเล่มนั้น
แล้วฮูเบิร์ตก็ถูกเผา

หลังเหตุการณ์นั้น ราฟาลประกาศเปลี่ยนสาขาการเรียนต่อจากเทววิทยาเป็นดาราศาสตร์ แต่พ่อบุญธรรมสั่งห้ามเด็ดขาด “เราเคยคิดว่าคนอื่นโง่ ที่โง่ที่สุดคือเราเอง” ราฟาลน้อมรับคำสั่งพ่อบุญธรรมโดยง่ายดาย เขารู้แล้วว่ามนุษย์มีความสามารถมากมายเพียงใด ความสามารถหนึ่งคือการโกหก “แค่โกหกจะเป็นอะไรไป”
ราฟาลไม่เพียงไม่เห็นโลกเป็นศูนย์กลางอีกต่อไปแล้ว เขาเลิกคิดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางอีกด้วย เขารู้แล้วว่าโลกมิได้อยู่นิ่งๆ เขาจึงพูดประโยคสุดท้ายออกมา “จากนี้ผมจะเป็นคนทำให้โลกเคลื่อนที่เอง”
โลกไม่เพียงหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่เคลื่อนที่ไปในกาแล็กซีอีกด้วย ราฟาลเป็นใครถึงกับพูดว่า เขาจะเป็นคนทำให้โลกเคลื่อนที่เอง
